เส้นทางสู่ “Green City พื้นที่สีเขียวสำหรับทุกคนในเมือง”


เพิ่มเพื่อน    

ศูนย์ประชุมเมืองทองธานี/  ระหว่างวันที่ 5-7 กรกฏาคมนี้  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)  หน่วยงานในสังกัด  และภาคีที่เกี่ยวข้อง  ร่วมกันจัดงาน ‘ไทยแลนด์โซเชียลเอ็กซ์โป 2019’ งานแสดงนวัตกรรมทางสังคมครั้งใหญ่ของประเทศไทย  ที่ศูนย์ประชุมเมืองทองธานี  มีการแสดงนิทรรศการ  ผลงาน  การออกร้านจำหน่ายสินค้า  ฯลฯ  ในส่วนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’ ได้จัดประชุมทางวิชาการ  เพื่อนำเสนอประสบการณ์การพัฒนาชุมชนในพื้นที่ต่างๆ   การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยทั้งในเมืองและชนบท   การจัดการสิ่งแวดล้อม  เมืองสีเขียว ฯลฯ  โดยมีผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมงาน

 

โดยในวันที่ 7 กรกฎาคม  มีการเสวนาเรื่อง    ‘Green City พื้นที่สีเขียวสำหรับทุกคนในเมือง’  ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่างๆ  รวมทั้งผู้แทนจากชุมชนในเมืองและชนบท  มีผู้เข้าร่วมการเสวนาประมาณ 170 คน  ในช่วงท้ายของการเสวนา  เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศที่มาร่วมงานได้ร่วมกัน “ประกาศเจตนารมณ์ที่จะร่วมกันสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง”

การประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนเมืองสีเขียว

 

ทำที่ดินรกร้างใต้ทางด่วนเป็นแปลงเกษตร

นายอาสา  ทองธรรมชาติ  ผู้อำนวยการส่วนผังเมืองรวม   สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร  กล่าวว่า  คนไทยอยู่กับต้นไม้มานานแล้ว  จารึกสุโขทัยกล่าวไว้ว่า “มีป่าลาน ป่าหมาก” ส่วนนอกเมืองเป็นโซนที่เป็นป่าเหมือนกัน  แสดงให้เห็นว่าเมืองไทยมีลักษณะพื้นที่สีเขียวอยู่แล้ว  ในสมัยอยุธยาก็มีพื้นที่สีเขียว  ในสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงโปรดให้ปลูกต้นตะเคียน  โดยให้ปลูกไว้ในกำแพงเมือง  ปัจจุบันยังเหลืออยู่แต่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา  อยู่ใกล้กับคลองหลอด  ปัจจุบัน  กทม.ยังมีนโยบายสีเขียวอยู่เหมือนเดิม  ผู้ว่า กทม.คนปัจจุบันอยากให้ปลูกต้นไม้ 1 แสนต้น   โดยผู้ว่าฯ ลงไปปลูกด้วย  เพื่อทำให้เมืองมีพื้นที่สีเขียว   ผังเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวจะทำให้คนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ดร.ณัฐวุฒิ  อัศวโกวิทวงศ์  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยบูรณาการภาคพื้นที่และสังคม  คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีปทุม  กล่าวว่า  ตนอยากเห็นกลไกที่จะทำให้เกิดพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น  เพื่อเป็นแหล่งผลิตออกซิเจน  เพื่อการสันทนาการและคุณภาพชีวิต เราจะทำอย่างให้พื้นที่สวนสาธารณะ 70ไร่ ทำให้กระจายไปในชุมชน 1 งาน 2 งาน พาลูกหลานออกมาเดินเล่นได้  ผู้สูงอายุสามารถใช้ออกกำลังกายหรือสันทนาการได้  ไม่ต้องใช้เวลานานในการเดินทางเพื่อออกมาทำกิจกรรม

“เราต้องมองเรื่องข้อจำกัดเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน  ทำอย่างไรที่ดินรกร้าง ที่ดินเอกชน  ให้เกิดการใช้ประโยชน์ หากตั้งเป้าหมายแบบนี้จะทำให้มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น   ตัวอย่างที่ประเทศสิงคโปร์มีพื้นที่สีเขียวมากกว่าประเทศ 66 เท่า เพราะนับพื้นที่สีเขียวทั้งที่โล่งและไม่โล่ง  ส่วนประเทศไทย มีพื้นที่ว่างบนหลังคา  หากเราเห็นพื้นที่เปล่าๆ จะทำอย่างไรให้เกิดความคิดที่สามารถควบรวมและใช้พื้นที่สีเขียวให้มีกิจกรรมในเมืองได้” ดร.ณัฐวุฒิกล่าว  และเสนอความเห็นว่า  หากบริษัทเอกชนขออนุญาตก่อสร้างอาคารหรือเช่าที่ดินรัฐและกำหนดพื้นที่สีเขียวเอาไว้  รัฐควรสนับสนุน  เช่น  ลดเรื่องภาษี  หรือให้สิทธิพิเศษอื่นๆ  รวมทั้งท้องถิ่นต้องอุดหนุนส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สีเขียว

ดร.นพ.ไพโรจน์  เสาน่วม ผู้อำนวยการ  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนัก 5  กล่าวว่า  พื้นที่สีเขียว คือ พื้นที่ที่ให้เราสามารถใช้ชีวิตได้   สสส.พยายามที่จะให้คนมีสุขภาพดีทุกมิติ  เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เราสร้างได้  มีผลต่อเราทั้งนั้น  งานวิจัยหลายๆ เรื่องบอกว่า   คนที่อยู่ในพื้นที่สีเขียว อาชญากรรมลดลง 50%  อยู่ในพื้นที่สีเขียวทำให้เรายิ้มได้   

“สสส.เลือกทำโมเดลดี ๆ และส่งต่อเป็นพื้นที่ที่อื่นได้ เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วน  เดิมเป็นที่จอดรถ  ตอนนี้ไปพัฒนาใหม่ทำเป็นลานกีฬาและแปลงเกษตร เช่น ที่ใต้ทางด่วนเพลินจิต  แถวเยาวราช ตลาดน้อย พยายามเชื่อมโยงให้เห็นประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ  มีบ้านคน ประวัติศาสตร์สมัยพระเจ้าตากสิน  ศิลปะเมื่อ 200 ปีที่แล้ว  เราเชื่อมวัฒนธรรมชุมชนกับเมือง  อยากให้เดิน ขี่จักรยานออกกำลังกาย  และมีกรณีโพธาราม จังหวัดราชบุรี จัดชมรมเชื่อมโยงกิจกรรมปั่นจักรยาน”  ดร.นพ.ไพโรจน์ยกตัวอย่าง 

 

เทศบาลตำบลนาอ้อ จ.เลย ลดขยะ-สร้างพื้นที่สีเขียวที่กินได้

นายก้าน  ฤณะวงษ์   นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลนาอ้อ  อ.เมือง จ.เลย  กล่าวว่า  ประชากรนาอ้อผลิตขยะวันละ 4 ตัน  จึงควรนำมาใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่  เริ่มจากคิดคนเดียว  เริ่มจากใกล้ตัว  ขยะในครัวเรือนหากจัดการได้ ขยะที่จะทิ้งจริง ๆ มีไม่มาก เหลือเป็นขยะเปียก นำกลับมาใช้ได้  ทำเป็นปุ๋ย  ตอนนี้ลดขยะเหลือเพียงวันละ 2 ตัน  และมีเป้าหมายจะให้เหลือเพียง 1 ตัน  โดยนำวัสดุเหลือใช้  เหล็กเก่า เชื่อมเป็นแปลงยกพื้นที่  นำดินคลุกเคล้ากับวัชพืช ลงแปลงและปลูกผักทุกอย่างที่กินได้  ปลูกในกระถาง  ปลูกผักแนวตั้ง  ใช้ปุ๋ยคอก  ต้นไม้เมื่อนำมากินแล้วมีราก ใบ นำมาเป็นอาหารของไส้เดือน  ไส้เดือนกินแล้วจะถ่ายมูล เป็นปุ๋ยให้แก่พืชผัก  ทำให้สามารถปลูกผักได้ตลอดทั้งปี

 

“ผัก  ผลไม้บางอย่างนำไปทำน้ำหมัก  ผสมน้ำรดต้นไม้  ทำให้ผักกรอบ หวาน  ถั่วฝักยาวฝักใหญ่ขึ้น  ปลูกกล้วย 40-50 ต้น  เราปลูกเองรู้ว่าเป็นผักปลอดสารเคมี  นำมาทำกล้วยตาก  ทำให้ได้อาหารปลอดสารพิษ อาหารออร์แกนิคล้วนๆ  นอกจากนี้ยังทำกลุ่มเผาถ่าน  ได้น้ำส้มควันไม้   ผสมน้ำสะเดา ป้องกันแมลง  และส่งเสริมให้พี่น้องชุมชนปลูกผักสวนครัว  ผมทำเป็นตัวอย่าง  ทำที่บ้านให้ดูว่าปลูกต้นไม้บนพื้นคอนกรีตได้   ทำให้พี่น้องในชุมชนสุขภาพดี มีพืชผักปลอดสารพิษ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชน  ร่ำรวยสุขภาพดี  ดีกว่าร่ำรวยเงินทอง” นายก้านกล่าว  และบอกว่า “ความมั่งคั่งที่แท้จริง คือการมีสุขภาพที่ดี มิใช่การมีเงินทอง” ดังคำกล่าวของมหาตมะ คานธี

 

‘หลุมพอเพียง’ ปลูกพืช 4 ชนิด  ทำให้มีอยู่มีกิน

พระมหาสุภาพ พุทธวิริโย  เจ้าคณะตำบลจุมจัง  จังหวัดกาฬสินธุ์  ผู้ริเริ่มการทำเกษตรแบบ ‘หลุมพอเพียง’ กล่าวว่า  แนวคิดหลุมพอเพียงเกิดจากความล้มเหลวในการช่วยเหลือคนมา 30 ปี แต่ล้มเหลวมาตลอด  จึงเปลี่ยนตัวเอง  เมื่อใดเราเปลี่ยน  คนอื่นจะเปลี่ยนตาม  เราล้มเหลวเรื่องการจัดการน้ำ  เราล้มเหลวเรื่องทัศนคติ  เราล้มเหลวเรื่องการจัดสรรเวลา  เช่น  เวลาในการทำการเกษตร  เราล้มเหลวเรื่องแสงแดด เราดัดจริตเอง ไปปลูกพืชเชิงเดี่ยว  ล้มเหลวเรื่องระบบนิเวศน์  จึงมาทำเรื่องหลุมพอเพียง  โดยปลูกพืช 4 ชนิดผสมผสานกัน 

“มีกล้วยเป็นพี่เลี้ยง  มีพืชอ่อนแอหรือพืชปัญญาอ่อน  เช่น  พริก  มะเขือ ผักต่างๆ  มีพืชฉลาด  คือพืชที่เข้มแข็ง  เช่น  มะละกอ  ผักพื้นเมืองต่างๆ  และไม้ยืนต้นเพื่อการใช้สอย  เช่น  ยางนา  ไม้สักทอง  สะเดา  ฯลฯ  ถ้าเราไปรอไม้ยืนต้นอย่างเดียวต้องรอ 3-10 ปี  แต่ถ้าเราปลูกผสมผสานกัน  โดยมีกล้วยเป็นพี่เลี้ยง  ก็จะทำให้พืชทั้ง 4 ชนิดโตไปพร้อมกัน  และจะทำให้เรามีอยู่มีกินตั้งแต่ปีแรก” พระมหาสุภาพกล่าว  และบอกว่า  ตอนนี้ในตำบลจุมจังมีเกษตรกรทำหลุมพอเพียงไปแล้วประมาณ 700 ราย  และขยายไปสู่อำเภอต่างๆ ในจังหวัดกาฬสินธุ์  รวมแล้วกว่า 4,000 ราย  ผลผลิตบางส่วนได้นำไปจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่เป็นพืชผักปลอดสารพิษ

 

ทำพื้นที่สีเขียว  สร้างรายได้วันละ 500-3,700 บาท

นางชนิสรา  ละอองดี  ผู้แทนเครือข่ายชุมชนเมืองภาษีเจริญ  กรุงเทพฯ  กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมในปี 2554  ทำให้เกิดปัญหาขยะลอยน้ำ  เกิดปัญหาถูกน้ำล้อม  ทำให้เราขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม  จึงเกิดแผนร่วมกันในการปรับพื้นที่รกร้างเป็นแปลงเกษตร  โดยร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการทำพื้นที่รกร้าง  มีมหาวิทยาลัยต่างๆ  ร่วมด้วย  โดยการปลูกผัก สร้างระบบเศรษฐกิจของชุมชน  มีตลาดอาหารปลอดภัยที่ชุมชนสร้าง จำหน่ายศุกร์สุดท้ายของเดือน แปลงผักที่มาจำหน่ายต้องตรวจวัดความปลอดภัย และจำหน่ายในราคาถูก 

นายนิรันดร์  สมพงษ์ ประธานสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินปากช่อง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา  กล่าวว่า   ตนมีความเชื่อว่า  การทำอะไรให้เกิดรายได้ จะมีแรงพลังในการทำ และที่สำคัญคือมีทุนในการดำเนินการต่อ  และเมื่อทำเรื่องพื้นที่สีเขียวแล้ว  ต้องทำให้เกิดรายได้   สิ่งที่ต้องคิดเริ่มแรก คือ ทำอย่างไรให้มีลูกค้าซื้อสินค้าเรามากกว่า เริ่มจากปลูกพืชผักกินเอง  ภายหลังจึงเริ่มขายผลผลิต  ตอนนี้ผลผลิตมีไม่พอขาย ปัจจุบันเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินปากช่องมีรายได้ตั้งแต่  500-3,700 บาทต่อวัน  นอกจากนี้ยังมีตลาดต่างประเทศเข้ามาติดต่อ  เช่น สิงค์โปร  ยุโรป  ผลผลิตที่ต้องการ เช่น มะเขือเทศ  ผักสลัดต่างๆ

นายจำนง  คำฤทธิ์  ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านนาคา  จังหวัดน่าน  กล่าวว่า  เหตุผลที่มาจัดการเรื่องดิน  น้ำ  ป่าเพราะป่าหาย น้ำแห้ง เริ่มจากการปลูกข้าวโพด เพราะเป็นพืชที่ทำเงินได้ไวที่สุด ไม่ใช่แค่ชาวบ้านที่ทำให้ป่าหาย เป็นเพราะรัฐบาลเปิดสัมปทานป่าไม้   มีการตัดถนนเข้าป่า  ทำให้ชาวบ้านเข้าไปลากไม้ได้มากขึ้น

 

“ภายหลังเกิดกลุ่ม ‘ฮักเมืองน่าน’ เพื่อขับเคลื่อนเรื่องดินน้ำป่า  จึงได้หารือร่วมกับชาวบ้าน กำหนดการใช้พื้นที่ที่ดินรายครัวเรือน  ได้ป่าเพิ่มมาประมาณ 400-500 ไร่  แบ่งที่ดินให้ครัวเรือนๆ ละ 20 ไร่  มีการจัดระบบนิเวศน์น้ำระบบการดูแล  ระบบบริหารน้ำประปา  ทำฝายมีชีวิต เก็บหลังคาละ 10 บาทต่อเดือน  ผลจากการบริหารจัดการน้ำ ทำให้วิถีชีวิตชุมชนฟื้นคืนกลับมาได้ เริ่มมีกุ้ง หอย ปูปลา  มีพิธีกรรม เลี้ยงผีต้นน้ำ  เพื่อรักษาป่า  รักษาแหล่งน้ำ”  นายจำนงกล่าวในตอนท้าย

นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ  ผอ.พอช. (ซ้าย) ร่วมประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนเมืองสีเขียว

ทั้งนี้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้สนับสนุนโครงการ ‘พื้นที่สีเขียวทางด้านสุขภาพและอาหารปลอดภัยในเมือง’ ตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา  มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1.สร้างการตื่นตัว  ตระหนักรู้  และเกิดการรวมกลุ่มเพื่อเข้าถึงพื้นที่ปลอดภัยทางอาหารและสุขภาพ  2.สร้างพื้นที่กลางให้เป็นพื้นที่สีเขียวในระดับครัวเรือน  ชุมชน  และเมือง  3.เกิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้  และ 4.เกิดการเชื่อมโยงกลุ่มองค์กร  หน่วยงาน  ภาคี  เพื่อขับเคลื่อนเมืองสีเขียว    โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 70 เมือง  ขณะนี้อนุมัติโครงการแล้ว 27 เมือง

 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.