เศรษฐกิจครึ่งปีหลังรุ่งหรือร่วง


   

    
    ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 นี้เศรษฐกิจของประเทศไทยยังคงต้องเผชิญสิ่งท้าท้ายอีกหลากหลายรูปแบบ ทั้งความท้าทายจากภายนอกประเทศ โดยเฉพาะความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ถึงแม้จะมีการเจรจาเพื่อยุติปัญหาของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการหยุด แต่ไม่ใช่การยุติเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เพราะดูท่าทีสงครามการค้านั้นคงไม่จบลงง่ายๆ แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
    ซึ่งหากมองถึงภาพรวมเศรษฐกิจและทิศทางการค้าโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 นี้ อาจมีเหตุผลหลายอย่างที่จะเข้ากดดันให้เศรษฐกิจโลกต้องผันผวน ไม่ว่าจะเป็นจากการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในวงเงินที่เหลืออีก 3.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีการปรับลดประมาณการของการส่งออกในปีนี้ลงมาที่ 0% จากเดิมที่ 3.2% ซึ่งต้องติดตามผลการประชุม G20 และการหาทางออกของเกมการเมืองของทั้งสองประเทศ รวมถึงสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาท 
    ทั้งนี้ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยนายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ได้กล่าวถึงกรณีถึงการเจรจาของสหรัฐกับจีนที่มีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจของไทย ว่า หากมีสัญญาณบวกจากการเจรจา การส่งออกยังมีโอกาสโตในแดนบวก ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนให้ตัวเลขจีดีพีเข้าหากรอบบนของช่วงประมาณการใหม่ที่ 2.9-3.3% ได้ ถึงแม้ตัวเลขจีดีพีทั้งปีอาจลดภาพบวกลงจากเดิม แต่คาดว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรก จากผลของฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม ศูนย์ได้ปรับลดเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 3.1% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.7%
    ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยคาดว่าน่าจะยังคงนโยบายไว้ที่ 1.75% โดยให้น้ำหนักกับประเด็นเชิงเสถียรภาพ คู่ขนานไปกับการติดตามปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีอยู่มาก ขณะที่เฟดอาจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ราว 1-2 ครั้งในปีนี้ หลังสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มอ่อนแรงลง ด้านสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในไทย มองว่าตัวเลขทั้งปีนี้น่าจะเติบโตที่ 4.5% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 5% ส่วนเอ็นพีแอลแม้จะมีโอกาสปรับขึ้นในช่วงระหว่างปี โดยเฉพาะจากหนี้ที่เคยปรับโครงสร้างไปแล้ว ทั้งนี้เชื่อว่าในปีนี้น่าจะรักษาระดับที่ 2.98-3%
    ด้านธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย โดยนางสาวนลิน ฉัตรโชติธรรม นักเศรษฐศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ภาพรวมเศรษฐกิจโลก โดยมองว่ามีแนวโน้มชะลอตัวลงสู่ระดับการขยายตัว 2.9% จาก 3.2% ในปี 2561 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสชะลอลงเล็กน้อยจาก 2.7% ในปี 2561 มาอยู่ที่ 2.4% อันเป็นผลจากสถานการณ์การคลังของแต่ละภูมิภาค ความไม่แน่นอนด้านการเมือง รวมถึงปัจจัยสำคัญอย่างความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ในส่วนของเศรษฐกิจระดับภูมิภาคคาดว่ากลุ่มตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มเติบโต 4.3% ในปี 2562 นี้ ก่อนที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.6% ในปี 2563
    ส่วนค่าเงินยังคงมีความผันผวนสูง และต้องจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเนื่องจากผลของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทยอยหมดลง ตลอดจนการส่งสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐที่พร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินเมื่อจำเป็น ทำให้ค่าเงินสกุลอื่นมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น รวมถึงเงินบาท ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายช่วงปลายปีนี้ คาดว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยจนถึงช่วงกลางปี 2563 สำหรับเศรษฐกิจไทย ธนาคารได้ปรับลดประมาณการเติบโตมาอยู่ที่ 3.3%  
    แม้เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง แต่ยังมองเห็นการเติบโต จากการค้าปลีกที่มีตัวเลขเป็นบวกของบางประเทศ อาทิ จีน และกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ขณะที่การผลิตและการส่งออกยังไม่ฟื้นตัวเท่าใดนัก แต่ยังคงมีสัญญาณบวก อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ยังไม่เห็นการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนของธนาคาร และเชื่อว่าหากเกิดขึ้นจริง เศรษฐกิจโลกน่าจะฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้น ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ยังมีการทรงตัว คาดว่าในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะมีแนวโน้มปรับดอกเบี้ยลงอีก ส่งผลให้สภาพคล่องดีขึ้น ช่วยผยุงเศรษฐกิจในประเทศ
    ขณะที่ นายกำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโส Economic and Financial Market Research หรืออีไอซี  ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ แต่เริ่มเห็นความเสี่ยงการลดดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจปีนี้โตต่ำกว่า 3% นอกจากนี้ อีไอซีมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทยที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคทำให้ กนง.มีข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต 
    อย่างไรก็ตาม หากผลกระทบและความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าโลกเร่งตัวมากกว่าคาด อาจจะทำให้ในช่วงครึ่งหลังของปีจนทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตไม่ได้อย่างที่หลายๆ ฝ่ายคาดการณ์ไว้ก็เป็นได้.
ศรยุทธ เทียนสี


ผมผิดอะไร?...........ฟัง "ทอน" แถลงข่าวก็ได้ข้อสรุปไม่ใช่เรื่อง "อยู่เป็น" หรือ "อยู่ไม่เป็น" แล้วล่ะ        อยู่ไปก็ไลฟ์บอยซะมากกว่า 

"ทอน-บุตร" ประเทศกูมี
"๓.๖ ล้าน" สู่วีรชนลำพะยา
คนของ 'แม้ว-ปู' จะปราบโกง
ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว