เรื่องของ '๒ เสือตาบอด' รุ่นใหม่


   

 

 "๒๕-๒๖ กรกฎา"

                ไม่ใช่วัน "๗ พรรคค้าน" ปะทะ "รัฐบาลประยุทธ์" ในศึก "แถลงนโยบาย" อย่างเดียว

                ๒๖ กรกฎา..........

                ยังเป็น "วันเกิด" ทักษิณ บิดาของพรรคทั้ง ๗ นั้นด้วย!

                ฉะนั้น ฝ่ายรัฐบาล วางรูปแบบรับการรุก-การปะทะให้ดีเถอะ ขุนพล ๗ ฝ่ายแค้นจัดหนัก-จัดเต็มเพื่อปลอบประโลมวิญญาณสัมภเวสีแน่

                แต่ผมว่า ไม่มีอะไรหรอก

                ที่ว่าไม่มีอะไร ไม่ใช่ฝ่ายค้านบ่มิไก๊ หากแต่เป็นไปตามแผนยุทธการของทักษิณเขา

                สังเกตการจัดกระบวนทัพ การเคลื่อน และการวางตัวขุนศึก แม่ทัพ นายกอง และไพร่ราบ-พลเลว ของ ๗ พรรคทักษิณ หลังพ่ายศึกเลือกตั้ง ๒๔ มี.ค.๖๒ ให้แก่ประยุทธ์แล้ว

                ที่เงียบไป ไม่ใช่เพราะทักษิณถอดใจ

                หากแต่นอนซดน้ำใบบัวบกพลาง ครุ่นคิดแผนพลาง หวังล้างแค้น "ชิงอำนาจ-ชิงเมือง" กลับคืนจากประยุทธ์ให้ได้

                "ผมไม่รู้จักคำว่าแพ้".......

                จำได้มั้ยล่ะ ว่าใครเป็นเจ้าของคำอหังการนี้?

                ดังนั้น ที่เล็งๆ จ้องๆ กันว่า ๒๖ กรกฎา คุณพ่อทักษิณอาจประกาศล้างมือในหม้อเมล์ นั้น

                เมินซะเถอะ!

                ตราบใด ยังล้างแค้น เอาชนะ "๓ พี่น้องตระกูล ป." ไม่ได้ ตราบนั้น ทักษิณยังตายตาหลับไม่ได้

                ฉะนั้น ๔ ปีนี้ จึงเป็น ๔ ปี แห่ง "สงครามครั้งสุดท้าย" ของทักษิณ

                ถ้ายังรบ "ชิงอำนาจ" ไม่ได้ ก็ถือว่าระบอบทักษิณแพ้พ่าย ถึงกาลล่มสลายแน่นอน

                เพราะลูกพรรคกินน้ำข้าวแทนข้าวมาแล้ว ๕ ปี จะให้กินแต่น้ำข้าว หัวปลาทูซักหัวก็ยังไม่เห็นต่อไปเรื่อยๆ ในฐานะฝ่ายค้านอีก ๔ ปี

                จะเอาแรง-เอาทรัพย์ที่ไหนไปเลี้ยงฐานคะแนนล่ะ

                แค่เห่าบ๊อกเดียว ตัวเองก็หงายท้องทับไข่แล้ว

                ไม่ได้กินดี-อยู่ดี เหมือนคนมีเงินโกงฝากอยู่เคย์แมน อยู่สิงคโปร์นี่ เข้าใจ๋?!

                และที่สำคัญ ให้รัฐบาลประยุทธ์ต่ออีก ๔ ปี ถามว่า ชาวบ้าน-ชาวช่อง กระทั่งในอีสานที่ทักษิณต่อสายคุย "หัวคะแนน" ถี่กว่าคุยกับเมียนั่นน่ะ

                ยังจะมีใครเหลือเยื่อยางจำสัมภเวสีอยู่ซักเท่าไรกัน?

                ดังนั้น ทุกย่างก้าว ทุกแต้มเดิน ฝ่ายเสธ.ทักษิณ จะไม่บุ่มบ่าม โฉ่งฉ่าง เปลืองทั้งคน ทั้งเงิน และเสียรังวัด

                เพราะต่อจากนี้ ในโอกาสที่เหลือน้อย....
                จะให้พลาดแบบ "เหมาเข่ง" แล้วต้องเอาเข่งครอบหัว ลอดช่องธรรมชาติหนีอีกไม่ได้

                ถึงอย่างไร ประเมินตามรูปการณ์ ทักษิณยังยึด "พรรคเพื่อไทย" เป็นศูนย์กลางอาณาจักรแดงทั้งแผ่นดิน ทักษิณสถาปนา!

                ที่พูดกันว่า ทิ้งเพื่อไทย ไปโอ๋อนาคตใหม่ โปรโมตธนาธร เป็นทายาทสืบสายโลหิตแดง นั้น

                เพ้อเจ้อ ตามกระแสเห่อคนรุ่นใหม่กันไปเอง แต่จริงๆ แล้ว ทักษิณมองทะลุ

                ฟิวเจอริสตา ประชาธิปไตยสานต่อคณะราษฎร ๒๔๗๕ ของธนาธร นั้น ตรงกันอย่างเดียว

                คือเนื้อนอก หลอกใช้คำ "เปลี่ยนแปลงการปกครอง" ของคณะราษฎร สื่อถึง "ประชาธิปไตย" เป็นเปลือกห่อทอฟฟี่ให้เด็กเกิดใหม่อม ขัดตาทัพ ชั่วครั้ง-ชั่วครู่

                แต่เนื้อใน ที่ทั้งทักษิณและธนาธรต้องการไปถึง คือ การ "สถาปนาอำนาจใหม่" ตามความมักใหญ่-ใฝ่สูง

                ที่มี "ตัวเอง" เป็นศูนย์กลาง!

                เมื่อตัณหาตรงกัน ความหน้ามืดจึงบังเกิด ต่างฝ่ายต่างแอบจิต "หลอกใช้" ซึ่งกันและกัน

                "ธนาธร-ปิยบุตร" ต้องตาทักษิณด้วยทัศนะ นี่คือ "เสือตาบอด" ที่ไม่กลัวคนรักสถาบัน คนรักบ้าน-รักประเทศไทย

                ก็หวังใช้ "ธนาธร-ปิยบุตร" ชูธงแทน ซึ่งคนเจนศึกอย่างทักษิณย่อมรู้

                ห้าวอย่างเสือตาบอดรุ่นใหม่ ไปเยิ่นกับคนรักชาติ-รักสถาบัน พักเดียว....
                ไม่เป็นเหมียวๆ เข้ากรง ก็เป็นเสือตายซาก!

                ส่วน "ธนาธร-ปิยบุตร" ก็มองว่า ทัพเพื่อไทยรบพ่ายจนเปลี้ย แต่ขุมข่ายระบอบแดงทักษิณยังมีพลัง

                สาวก "แซ็ง ฌุสต์" ก็หวังพึ่งตรงนี้ จึงใช้แผน "แตนต่อบุปผา"

                เข้ามาอาศัยขุมข่ายแดงเป็นมือ-เป็นเท้า เพื่อก้าวเดินไปสู่เป้าหมาย ทำประเทศไทยให้เหมือนที่แซ็ง ฌุสต์ทำกับฝรั่งเศส

                การแถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อไทยรู้ ทักษิณรู้ มันไม่ใช่วาระและสถานการณ์จะไปโค่นล้มอะไรได้

                เป็นพิธีกรรมของรัฐบาลใหม่ ตามระบบรัฐสภา ดังนั้น การอภิปราย การพูดจา ก็เป็นไปตามประเพณี

                ว่ากันแค่พอเหม็นปาก-เหม็นคอ ยังไม่จำเป็นต้องล่อกันถึงขาดคอช้าง ประมาณนั้น

                ช่วงนี้ จะเห็นว่า เพื่อไทยหนักไปทาง "จัดระเบียบ-วางขุมข่ายใหม่" ภายในพรรค

                พูดง่ายๆ อยู่ในช่วงปรับปรุง-ฟื้นฟู เพื่อให้ "เพื่อไทย" ผนึกรวมกลับเป็นกองทัพใหญ่เข้มแข็งเหมือนเดิม

                จะเห็นว่า แม่ทัพ-นายกอง ที่แตกแบงก์พันไปเป็นแบงก์ร้อย ในศึกเลือกตั้ง ๒๔ มีนา

                ถูกเรียก "คืนสังกัด" หมด โดยเฉพาะที่แตกไปเป็น "พรรคไทยรักษาชาติ"!

                แต่ช็อตของฝ่ายค้าน จะเห็นว่า ๗ พรรคระบอบทักษิณ ฉากหน้าเหมือนร่วมกันตี

                แต่ไม่ใช่หรอก!                           

                ในร่วม นั้น "ร่วมสถานการณ์" รบรัฐบาลประยุทธ์

                แต่ "แยกทัพ-แยกเป้าหมาย" กันตี

                อย่างเช่น ๒๕-๒๖ ก.ค.นี้ เพื่อไทย "ทัพใหญ่" นำทัพย่อยอีก ๕ พรรค ทำเป็นรบปะทะเรื่องนโยบาย

                นี่เขาเรียก "รบหลุมพราง" ไม่มีลำหัก-ลำโค่นอะไร แค่ให้ ส.ส.ได้แสดงบท "ด่าออกจอ" ให้ชาวบ้านในท้องที่ได้เห็นว่า ส.ส.ของข้า...เจ๋ง

                แต่ภารกิจอันเป็นเป้าหมายหลักและเป้าหมายร่วมของทักษิณ-ธนาธร คือ

                "แก้รัฐธรรมนูญ" บางตรา

                นำร่องไปสู่การ.....

                "ฉีกรัฐธรรมนูญ" แล้วเขียนใหม่ "ทั้งฉบับ"!

                แก้และฉีกรัฐธรรมนูญ ก็แค่ยุทธศาสตร์นำไปสู่ ยังไม่ใช่เป้าหมายที่บรรลุถึง

                เป้าหมายที่ต้องการบรรลุถึงของเขาคือ "การสถาปนาอำนาจใหม่" ในระบอบใหม่สไตล์แซ็ง ฌุสต์นั่นเอง!     

                การจะไปถึงจุดนั้นได้ มีทางเดียว คือ....
                ต้อง "ฉีกรัฐธรรมนูญ" ฉบับปัจจุบันทิ้ง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประกอบด้วยค่ายกล เป็นปราการแกร่ง ป้องกันคน "ล้างระบอบ-ล้มสถาบัน" ชาติ

                การฉีกทันที ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะไม่มีใครเป็นแนวร่วม

                ดังนั้น ขั้นแรก ๒ เสือตาบอด จึงเดินแผน "แก้บางมาตรา" เป็นการไขกุญแจด่านแรกก่อน

                ด่านนี้มี "แนวร่วม" ในระบบรัฐสภาอยู่แล้ว เช่นประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย

                แม้กระทั่งนโยบายรัฐบาล ก็ยังเปิดช่องว่าในบางมาตรา ในบรรยากาศที่เหมาะสม

                ถ้าผ่านด่านแรก คือแก้บางมาตราได้ ความน่าจะเป็นที่จะรุกคืบสู่การ "ฉีกทั้งฉบับ" ก็มีได้

                เมื่อถึงตรงนั้น นั่นแหละ เป้าหมาย "ทักษิณ-ธนาธร" บรรลุถึงทันที

                แก้บางมาตราได้ ก็เหมือน "ตามด" ผนังเขื่อน สุดท้าย พลังน้ำก็ทลายเขื่อนพัง คือฉีกรัฐธรรมนูญเขียนใหม่ทั้งฉบับได้

                นั่นเท่ากับ "ค่ายกล" ในรัฐธรรมนูญที่ป้องกันศัตรูเข้าชิงบ้าน-ชิงเมือง ถูกทำลาย

                ค่ายกลพัง การ "เปลี่ยนระบอบ-ล้มสถาบัน" ก็สำเร็จ

                นี่คือเป้าหมายที่บรรลุ ลึกซึ้งกว่า "นิรโทษเหมาเข่ง" ตอนตี ๔ ในยุคยิ่งลักษณ์

                ที่อนาคตใหม่ โดยปิยบุตร เปิดเผยออกมา บางมาตราที่เริ่มรุกสู่การแก้ ก็มี

                มาตรา ๒๖๙ มาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๗๑ และมาตรา ๒๗๒ ของ ว่าด้วยที่มาและอำนาจวุฒิสมาชิก

                และยกเลิกมาตรา ๒๗๙  เรื่องการรับรองให้บรรดาประกาศ คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

                ปิยบุตรให้เหตุผลว่า.....

                "เรายืนยันเสมอมาว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ มีปัญหาทางประชาธิปไตย จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทั้งฉบับ

                ทุกคนต่างทราบดีว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำได้ยากมาก หรืออาจทำไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ 

                แต่พรรคอนาคตใหม่เชื่อมั่นเสมอมาว่า การเมือง คือ ความเป็นไปได้

                เราจะพยายามผลักดันในทุกช่องทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เพียงแต่ในสภาเท่านั้น แต่ต้องสร้างกระแสและความรับรู้ของสังคม

                เพื่อทำให้สังคมเกิดฉันทามติร่วมกันว่า รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ คือ วิกฤติและทางตัน

                จำเป็นต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเลือกมา"

                ปิยบุตร สาวก "แซ็ง ฌุสต์" เป็นนักกฎหมาย จึงใช้ลีลาภาษากฎหมายพูดพรางพฤติกรรมที่จะนำไปสู่การแก้ทั้งฉบับ

                สรุปก็คือ จะสร้างกระแสปลุกเร้าประชาชนให้ออกหน้า หรือให้ไปตายแทน ประมาณนั้น

                แต่คนที่จะเสวยผล คือทักษิณ ได้คืน "ยังบ้าน-ยังเมือง"

                ส่วนอำนาจสถาปนาใหม่ ทักษิณเสือเก่า กับเสือตาบอดใหม่ "ใครจะได้"

                คงไม่ต้องบอกกระมัง!