ข่าวดีจากมูดี้ส์


   


    ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยยังดูแบบทรงๆ ทรุดๆ ในปัจจุบัน ก็ยังพอมีข่าวดีให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ก็เนื่องมาจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ประกาศเมื่อวันที่ 25 ก.ค.62 ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (เอาต์ลุกซ์) เพิ่มขึ้นจากแนวโน้มมีเสถียรภาพ เพิ่มเป็นแนวโน้มเชิงบวก ครั้งแรกในรอบ 8 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 54 และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (เครดิต เรติ้ง) ที่บีเอเอ 1 หรือเทียบเท่าบีบีบีบวก
    คำว่า 'แนวโน้มเชิงบวก' นั้นมีความหมายมากต่อประเทศไทยอย่างมาก เนื่องมาจากอิทธิพลและความน่าเชื่อถือของมูดี้ส์นั้น สามารถกำหนดทิศทางของเงินทุนที่วิ่งอยู่ทั่วโลก ให้เลือกไปลงทุนในประเทศไหนประเทศหนึ่งก็ได้ หากมูดี้ส์ ประทับตราว่าประเทศนั้นมีแนวโน้มเชิงบวก น่าลงทุน  
    ถามว่าปัจจัยอะไรบ้างที่สามารถโน้มน้าวให้มูดี้ส์เปลี่ยนมุมมองต่อชาติไทยเราใหม่ ทาง 'ภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข' ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้ระบุว่า  ปัจจัยสนับสนุนมาจากการมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค การลงทุนของภาครัฐ แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) วงเงิน 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนโดยตรงจากทั้งในและต่างประเทศ  ประกอบกับไทยมีการใช้นโยบายทางการคลังและการเงินของรัฐบาลที่โปร่งใส มีหนี้รัฐบาล เงินเฟ้อระดับต่ำ และระบบการเงินมีเสถียรภาพ พร้อมกับประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 62-63 อยู่ที่ 3-3.5%
    นอกจากนี้ไทยยังมีความแข็งแกร่งทางการเงินภาคต่างประเทศ และภาคการคลังสาธารณะ ซึ่งมูดี้ส์ประมาณไทยจะมีดุลบัญชีเดินสะพัดต่อจีดีพีในปี 62-63 เกินดุล 3-5% และสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อจีดีพีอยู่ที่ 35-40% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงรองรับวิกฤติเศรษฐกิจที่ไม่คาดคิดได้ 
    อย่างไรก็ตาม มูดี้ส์เห็นว่าการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะอาจส่งผลต่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงยังจะติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงการแก้ไขปัญหาปัญหาสังคมผู้สูงอายุซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต
    สิ่งที่มูดี้ส์กังวลนั้น ดูแล้วเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก นั้นก็คือ เรื่องทักษะแรงงาน เพราะในยุคปัจจุบันโลกดิจิทัล ได้เข้ามาดิสรัปธุรกิจดั้งเดิมไปเป็นจำนวนมาก และสิ่งนี้ทำให้เกิดปัญหา เพราะคนที่ไม่ทันเทคโนโลยี ไม่ทันยุค หากจะต้องขบวนทิ้งไว้ข้างหลัง 
    ขณะเดียวกัน ในเรื่องของแรงงานจบใหม่ ทางสถาบันการศึกษาก็ผลิตเด็กที่ไม่ตรงสายออกมาเป็นจำนวนมาก และไม่ตรงกับความต้องการใช้งานของภาคเอกชน ซึ่งเรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ภายในไม่อีกกี่ปีนี้ ซึ่งเมื่อขาดแคลนแรงงานที่ใช้ นักลงทุนก็จะต้องทบทวนแล้วว่า จะลงทุนในประเทศไทยหรือไม่ เพราะไม่สามารถขยายธุรกิจได้ เนื่องจากไม่มีแรงานที่มีทักษะมาทำ รวมถึงจำนวนคนวัยแรงงานก็ลดน้อยถอยลง กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอีก ยิ่งจะส่งผลต่อกระบวนการผลิตของประเทศอย่างแน่นอน
    ในฐานะรัฐบาลอาจจะต้องมองปัญหานี้ เป็นอีกวาระแห่งชาติที่จะต้องผลักดันให้ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน ตั้งแต่ภาคเอกชนที่จะต้องส่งเสริมให้พนักงานบริษัทมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งอัพสกิล, รีสกิล เพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยี ขณะที่รัฐก็จะต้องอำนวยความสะดวกในเรื่องของกฎหมาย การเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ หรือให้องค์กรของรัฐเป็นตัวขับเคลื่อน และสุดท้ายสถาบันการศึกษาจะต้องร่วมมือกับเอกชนในการสร้างแรงงานยุคใหม่ให้ตรงกับความต้องการ 
    หากวางแผนรับมือไว้แต่เนิ่นๆ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยเรายังเนื้อหอมได้อีกยาว.

ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง


วันนี้...จันทร์ที่ ๒๐ มกรา ๖๓ ผมว่า......คนฉีกปฏิทินไปรอพรุ่งนี้ "อังคารที่ ๒๑ มกรา" กันหมดแล้ว เพราะตอนเวลา ๑๑.๓๐ น.ศาลรัฐธรรมนูญ จะอ่านคำวินิจฉัยคำร้องที่ "นายณฐพร โตประยูร" ร้องให้ยุบพรรคอนาคตใหม่

ดิ้นกันไปเมื่อรู้ว่า 'ใกล้เมรุ'
ปิยบุตร "ยังเป็นคนอยู่หรือ?"
ประชาธิปัตย์ 'ก่อนศตวรรษ'?
ยำใหญ่ “ใส่ไข่” นายกฯประยุทธ์
'ผีบุญ' แนวทางศึกษา 'ทอน'
ประเดิมศกด้วย"ศึก ๒ สวน"