จ่อจับเพิ่ม2มือบึ้ม นายกฯด่า‘ชั่วร้าย’


เพิ่มเพื่อน    

  "จักรทิพย์" เข้าชี้แจงภาพรวมคดีระเบิดกรุงให้ ครม.รับทราบวันนี้ เตรียมออกหมายจับมือบึ้มศูนย์ราชการฯ เพิ่มอีก 2 ราย "สุวัฒน์" ยันมีข่าวดีเร็วๆ นี้ ด้าน "บิ๊กตู่" ลั่นเป็นการกระทำที่ชั่วร้าย  คนทำใจร้ายใจดำที่ทำให้ประเทศเกิดความวุ่นวาย ในรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย
    ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.) พล.ต.ท.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน เป็นประธานประชุมติดตามความคืบหน้ากรณีเหตุระเบิดทั่วกรุง โดยมี พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบก.สส.บช.น.) พ.ต.อ.นพศิลป์  พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น. เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมติดตามความคืบหน้า


    มีรายงานข่าวว่า พ.ต.อ.ปริญญา เหลืองอุทัย ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง พร้อมพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เตรียมรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับมือวางระเบิด 2 รายตามภาพจากกล้องวงจรปิด ที่ก่อเหตุวางระเบิดภายในศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยรายแรกเป็นชาย อายุ 20-30 ปี สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีน้ำตาล รองเท้าผ้าใบสีดำ สวมหน้ากากอนามัย ใส่หมวกแก๊ปสีขาว สะพายกระเป๋าสีดำคาดที่ลำตัว และกระเป๋าสีเขียวคล้องไว้ที่ไหล่ซ้าย ที่ก่อเหตุวางระเบิดจุดที่ 1 และจุดที่ 2 บริเวณสวนหย่อมหน้าอาคารบี คนร้ายรายที่ 2 เป็นชาย อายุ 20-30 ปี สวมหน้ากากอนามัย เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว กางเกงสีเทาดำ รองเท้าผ้าใบสีดำ สะพายกระเป๋าสีดำที่หลัง และยังถือกระเป๋าสีส้ม วางระเบิดจุดที่ 3 และจุดที่ 4 บริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพไทย ห่างจากจุดระเบิดอาคารบี ประมาณ 200 เมตร 
    ทั้งนี้ยังมีรายงานข่าวอีกว่า พนักงานสอบสวน สน.พญาไทอยู่ระหว่างการขออนุมัติหมายจับบุคคลตามภาพวงจรปิด ที่ลงมือก่อเหตุวางระเบิดเพลิงจนทำให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ร้านค้าเสื้อผ้าย่านประตูน้ำจำนวน 3 จุด ประกอบด้วย 1.ตลาดไซด์วอล์ก ดีดีเฮาส์ ภายชอยในซอยเพชรบุรี 19 ทำให้มีร้านค้าได้รับความเสียหายจำนวน 60 แผง 2.ร้านขายเสื้อผ้าร้าน "ฮ็อบ" และ 3.ร้าน "ปุ๋ยแฟชั่น" ชั้นล่างโรงแรมอินทรา รวมถึงห้องแถวที่อยู่ด้านหน้าตลาดเฉลิมลาภ
    ในส่วน สน.ยานนาวา ที่เกิดเหตุบริเวณทางลงประตู 3 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ และอีก 2 จุด หน้าตึกมหานคร ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุระเบิด โดยพนักงานสอบสวนทั้ง 3 ท้องที่ได้นำพยานหลักฐานที่ได้มา อาทิ ภาพถ่าย (ที่จับภาพผู้ต้องสงสัยได้) ที่รวบรวมมาจากจุดต่างๆ แสดงในที่ประชุมวันนี้
    ภายหลังการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง พล.ต.ท.สุวัฒน์เปิดเผยว่า ในเร็วๆ นี้น่าจะมีข่าวดี แต่จะมีการแถลงข่าวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่นั้นตนไม่รับปาก หากมีเหตุผลที่จำเป็นทางโฆษก ตร.ก็คงจะแถลง อะไรที่จะแถลงได้ก็จะแถลง แต่ในส่วนปฏิบัติคงให้ข้อมูลอะไรมากไม่ได้ ส่วนจะมีการออกหมายจับใครหรือไม่นั้น ในส่วนนี้เมื่อถึงเวลาก็จะบอก ขอให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งใจทำจนถึงขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก ส่วนของการรายงานความคืบหน้าให้นายกรัฐมนตรีทราบ ส่วนนี้ก็คงต้องรายงานตามสายการบังคับบัญชา ซึ่งผู้บังคับบัญชามีการรายงานอยู่แล้ว แต่ตนเองไม่ทราบในรายละเอียด
    ในส่วนของการปฏิบัติก็ทำกันอยู่ซึ่งแยกกันอย่างชัดเจน ทั้งนี้การให้ข่าวกับพี่น้องประชาชนถ้าถึงจุดที่ทำได้ก็จะให้ข่าวอย่างแน่นอน ตอนนี้ขอให้เชื่อมั่นการทำงานซึ่งทุกคนก็หวังเช่นนั้นเหมือนกัน 
เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ
    ด้าน พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (รอง ผบช.พฐ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของวัตถุพยานจากเหตุระเบิดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา อาทิ ขวดน้ำ กล่องผลไม้ ตัวตั้งเวลาหรือไอซีทามเมอร์ เสื้อผ้าที่คาดว่าผู้ต้องสงสัยมีการเปลี่ยนและทิ้งไว้ และภายในรถแท็กซี่ที่ผู้ต้องสงสัยนั่งไปส่งที่สถานีขนส่งมาตรวจพิสูจน์ ก่อนส่งไปยังพิสูจน์หลักฐานภาค 9 เพื่อเทียบเคียงดีเอ็นเอกับ 2 ผู้ต้องสงสัย  ซึ่งถูกควบคุมตัวได้ก่อนหน้านี้ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วันจึงจะทราบผล 
    ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีการตั้งเวลาระเบิดหน้า สตช.ไว้ที่เวลา 08.00 น.เพื่อหวังผลถึงชีวิตนั้น ส่วนตัวยังไม่ยืนยันแต่ก็มีความเป็นไปได้ เพราะจากการตรวจสอบแต่ละจุดมีการตั้งเวลาระเบิดเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ขอประชาชนอย่าวิตกกังวล หากเจ้าหน้าที่ได้ผลการตรวจพิสูจน์ทั้งหมดจะรายงานให้คณะทำงานชุดคลี่คลายคดีระเบิดรับทราบเพื่อนำไปสู่การตั้งข้อหาตามขั้นตอนต่อไป
    พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ (ผบช.สยศ.ตร.) หนึ่งในคณะทำงานชุดคลี่คลายคดีระเบิดหลายจุดทั่วกรุงเทพฯ เปิดเผยว่า วันที่ 6 ส.ค. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จะเข้าชี้แจงภาพรวมเหตุการณ์และความคืบหน้าของคดีระเบิดทั้งหมดให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ ส่วนตัวในฐานะหนึ่งในคณะทำงานจะต้องเข้าพบ ผบ.ตร.เพื่อรับทราบนโยบายและรายละเอียด ส่วนการชี้แจงข่าวสาร ผบ.ตร.จะเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชนเพียงผู้เดียว
    พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประณามผู้ไม่ประสงค์ดี อาศัยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำสงครามข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) นำเอาการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เสียสละอุทิศตนเพื่อความสงบสุขของประเทศชาติมาเป็นเครื่องมือทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ และแสวงหาประโยชน์ให้ตนเอง กลุ่มและพวกพ้อง ลักษณะบิดเบือนข้อเท็จ สร้างความสับสนและความเกลียดชังให้แก่ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐ 
    "ขอให้สังคมช่วยกันตรวจสอบ รุมประณามการกระทำในลักษณะดังกล่าว และขอเตือนไปยังกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดี นำข้อมูลที่บิดเบือนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ รวมทั้งผู้แชร์และผู้โพสต์ ว่าอาจเข้าข่ายความความผิดตามกฎหมายบ้านเมืองและถูกดำเนินคดีตามข้อหาความผิดได้ พร้อมกันนี้ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นและมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และรับฟังข่าวสารจากทางราชการเท่านั้น" รองโฆษก ตร.กล่าว
'บิ๊กตู่' ลั่นชั่วร้าย
    ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีความคืบหน้าลอบวางระเบิด กทม.ว่า ขอให้เชื่อมั่นการทำงานของฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนผู้ต้องหา 2 คนที่จับกุมได้  ทราบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องกว่า 10 คน ขณะนี้ไม่ได้ตัดสาเหตุจูงใจใดทิ้ง ก็ต้องมีการตรวจสอบต่อไปขอให้ใจเย็น เพราะมีผู้เกี่ยวข้องอีกกว่า 10 คนต้องตามจับให้ได้ว่าสาเหตุที่เกี่ยวข้องมาจากอะไร 
    "ขอให้ใจเย็นๆ หากไปกดดันเจ้าหน้าที่ก็จะทำงานลำบาก เรื่องเช่นนี้พร้อมที่จะเกิดขึ้นในหลายเวทีของโลกนี้ คนเราแตกต่างทางความคิดมากมาย ผมก็ยังไม่ได้มุ่งหมายว่าเป็นกลุ่มไหน"
     เมื่อถามว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่ายังไม่ตัดเหตุการณ์ใดออก 
    ถามถึงกรณีที่มารดาของผู้ต้องหาต้องการทราบที่อยู่ของบุตรชาย นายกฯ แจงว่าเป็นเรื่องปกติที่แม่ก็ต้องเป็นห่วงลูก ซึ่งทั้งหมดก็เป็นไปตามวัตถุพยาน หรือกล้อง CCTV รวมถึงหลักฐานที่ตรวจสอบพบ เช่นถุงเสื้อผ้าก็มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นต้องฟังทั้งสองทาง ทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ต้องหา ส่วนผู้บาดเจ็บได้ให้กระทรวงสาธารณสุขเข้าไปดูแล
     "ผมถือว่าเป็นการกระทำที่ชั่วร้าย ไม่ว่าที่ใดก็ตามก็มีปัญหากันหมด โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในช่วงเวลานี้ คนที่ดำเนินการหรือคนที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นใคร แต่ถือว่าใจร้ายใจดำที่ทำให้ประเทศเกิดความวุ่นวาย ในขณะที่กำลังเดินได้อยู่ ในการเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย" 
     เมื่อถามว่าการลอบวางระเบิดครั้งนี้เกิดจากแรงจูงใจที่นายกฯ ดูแลทั้งทหารและตำรวจหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวกัน ซึ่งตนก็คุยกับพี่น้องทุกคน รวมถึง พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม รวมถึงในส่วนของกระทรวงมหาดไทยและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตนก็ให้แนวทางไปกับตำรวจว่า ทุกอย่างต้องดูแลให้เกิดความน่าเชื่อถือ เชื่อมั่น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ตนได้จัดคณะทำงานให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้นในการสืบสวนสอบสวนคดี และเน้นย้ำว่าการให้ข้อมูลข่าวสารใดก็ตามที่จะทำให้เกิดการเข้าใจผิด หรือทำให้เกิดความไม่พอใจส่วนตัวก็ขอให้เบาๆ กันไว้บ้าง
     ซักว่าเหตุจูงใจน่าจะมาจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้หาเสียงเอาไว้ว่าหากเลือกความสงบจบที่ลุงตู่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า "ไม่เกี่ยวกัน ผมก็ไม่ได้เป็นคนพูด ใครจะเลือกใครเป็นเรื่องของการเมืองก็เลือกไป ซึ่งในช่วงนั้นผมก็พยายามที่จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เนื่องจากผมยังเป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ไปก้าวล่วง" 
อย่าโยงการเมือง
    นายกฯ กล่าวว่าเห็นหลายพรรคก็หาเสียงกันทุกเรื่อง อย่าเอาประเด็นโยงกันไปมา แค่นี้ปัญหาก็เยอะพอสมควรอยู่แล้ว ไม่อยากให้บ้านเมืองสงบหรือไร คนที่ไม่ดีและดำเนินการที่จะทำให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อประเทศชาติก็ต้องถูกดำเนินการ 
     เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่า ฝ่ายรัฐบาลมีพิรุธกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า รัฐบาลมีพิรุธอย่างไร อยากให้มองในประเด็นใหญ่ว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังประชุมระดับนานาชาติ มีต่างประเทศเข้าร่วม ทั้งในกรอบอาเซียนและประเทศคู่เจรจา ถามว่าใครจะทำแบบนั้น  เว้นแต่ว่าเป็นการทำเพื่อไม่ให้เกิดความน่าเชื่อถือในเวทีต่างประเทศ อยากให้มองในมุมนี้บ้าง อย่ามองในประเด็นที่ว่ารัฐบาลจะสร้างสถานการณ์เอง จะทำไปทำไม ตนอยู่ดีๆ เฉยๆ ไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่ดีกว่าหรืออย่างไร อยากให้คิดให้มีตรรกะ
    นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งศูนย์ป้องกันข่าวปลอม (เฟกนิวส์) ว่า จากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดในหลายพื้นที่ทั่ว กทม. ทำให้เห็นแล้วว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีศูนย์ป้องกันข่าวปลอม เนื่องจากมีการปล่อยข่าวที่ไม่เป็นความจริงจำนวนมาก กว่าที่หน่วยงานรัฐจะชี้แจงก็ใช้เวลานาน ดังนั้นศูนย์ฯ ดังกล่าวจึงสามารถตอบโจทย์กรณีดังกล่าวได้
    นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่าสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมหมดแล้ว แต่มาตรการรักษาความปลอดภัยยังมิได้ลดลง เพื่อเป็นการเฝ้าระวังความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น ท่านนายกฯ ได้กำชับขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนทุกคนช่วยเป็นหูเป็นตา ช่วยกันเฝ้าระวังบุคคลต้องสงสัย จากลักษณะที่พบในกล้องวงจรปิดจะเห็นว่ามีการสวมใส่หน้ากากคนป่วยเพื่ออำพราง แต่อาจจะไม่ได้ป่วยจริง สวมแว่นดำหรือหมวกเพื่อปกปิดใบหน้า หากพบเห็นสิ่งผิดปกติขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากประชาชนคนไทยร่วมมือร่วมใจกัน สถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว
    วันเดียวกันนี้ มารดาและญาติของผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 รายได้เดินทางมายังศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า อ.เมืองยะลา เพื่อขอเข้าเยี่ยมนายลูไอ แซแง และนายวิลดัน มาหะ      
ขออย่าทำร้ายร่างกาย
    มารดาของนายลูไอ แซแง เปิดเผยว่า ในวันนี้ที่ตนเองเดินทางมาเพื่อขอพบลูกชาย ก็อยากจะทราบว่าปลอดภัยดีหรือไม่ ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ซึ่งถ้าตนเองได้เจอหน้าลูกและลูกยังปลอดภัยก็หมดกังวล เรื่องที่บุตรชายกระทำความผิดหรือไม่นั้นก็ให้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม แต่เนื่องจากตั้งแต่บุตรชายถูกควบคุมตัวเอาไว้ก็ไม่สามารถติดต่อบุตรชายได้เลย วันนี้เป็นวันที่สี่แล้ว 
    "ลูกชายในช่วงหลังก็อยู่ที่บ้านตลอด เนื่องจากเพิ่งจะทำงานวิจัยเสร็จ เตรียมจะรับปริญญา ที่ไปกรุงเทพฯ ก็บอกว่าจะไปเที่ยว ก็อนุญาตให้ไป และก็อยากจะฝากเจ้าหน้าที่ให้ดูแลลูกชายและเพื่อนเขา ให้ปลอดภัย อยากขอให้ความเป็นธรรม จะผิดจะถูกก็ให้ว่าไปตามกฎหมาย อย่าให้มีการทำร้ายร่างกาย ก็ขอเท่านี้" มารดาของนายลูไอกล่าว
    ด้านนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 4, นายกูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส เขต 3  พรรคประชาชาติ, นายมูฮัมหมัดรุสดี เชคฮารูณ กรรมการบริหารพรรคประชาชาติ ได้รับมอบหมายจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ เดินทางมายัง สภ.เมืองนราธิวาส เพื่อเข้าพบ  พ.ต.ท.อดิเรก พันธุ์ใย รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองนราธิวาส เพื่อแจ้งความดำเนินคดีนายปิยะพงษ์  ประสาททอง เจ้าหน้าที่เพจที่โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กว่า พรรคประชาชาติเป็นผู้บงการระเบิดป่วนเมือง เพราะจ้างวานให้คนรุ่นใหม่ชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปวางระเบิดป่วนเมือง ซึ่งโพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 3 ส.ค.62 เวลา 07.05 น.
    นอกจากนี้ นายปิยะพงษ์ยังได้โพสต์ข้อความดังกล่าวต่อในเวลา 07.29 น.ในวันเดียวกัน แต่การโพสต์ข้อความในครั้งนี้ได้นำโลโก้ของพรรคประชาชาติมาลงต่อท้ายข้อความ ซึ่งมีลักษณะจงใจเพื่อให้ผู้ที่ติดตามเฟซบุ๊กทราบว่าพรรคประชาชาติใช้โลโก้แบบนี้
    ซึ่งการเข้าแจ้งความเอาผิดนายปิยะพงษ์ในครั้งนี้ ได้มีการถ่ายเอกสารหน้าเฟซบุ๊กในกระดาษเอ 4  เกี่ยวกับข้อความที่นายปิยะพงษ์นำไปโพสต์จำนวน 4 แผ่น เพื่อใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทและผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์.
 


เอาละครับ..... นับจากวันนี้ (๘ ส.ค.๖๓) เป็นต้นไป ถึงสิ้นปี และมีความเป็นไปได้ ที่จะติดพันไปถึงต้นปีหน้า

"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ
'คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ'
บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ
นิมิตหมายจาก 'ไฟในเมือง'