ไปดู"โลมาสีชมพู "ที่นครศรีธรรมราช


   

(ปลาโลมาสีชมพูโผล่ขึ้นมาทักทายนักท่องเที่ยว เป็นระยะๆ)

    "เมืองคอน" หรือนครศรีธรรมราช เมืองที่ดูเผินๆ เป็นแค่ทางผ่านก่อนไปหาดใหญ่ สงขลา จริงๆ แล้วเมืองนครเป็นเมืองธรรมะ เพราะมีวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแถบจังหวัดภาคใต้ มีธรรมชาติซ่อนอยู่ ทั้งภูเขา น้ำตก ทะเล และที่ขึ้นหน้าขึ้นตาก็คือ หมู่บ้านคีรีวง อ.ลานสกา ได้รับการยอมรับว่าเป็นสถานที่ที่อากาศดีที่สุดในประเทศไทย ที่ใครๆ ก็อยากจะไปสูดสักครั้ง กระทั่งมีโอกาสไปนครศรีธรรมราชกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ถึงได้รู้ว่าอากาศดีที่เขาพูดกันมีอยู่จริง ไม่ใช่แค่หมู่บ้านคีรีวงแต่หลายแห่งในเมืองคอน มองไปทางไหนก็รู้สึกสดชื่นจริงๆ


    วันแรกเริ่มต้นในตัวอำเภอเมืองก่อน จุดหมายแรกอยู่ที่ “ร้านโพธิ์เสด็จเครื่องถม” ร้านนี้เป็นร้านจำหน่ายเครื่องเงินเครื่องถม เครื่องประดับ สร้อย กำไล แหวน ต่างหู และ "หัวนะโม" พอได้ยินชื่อก็ชะงักว่าคืออะไร หน้าตาแบบไหน พอสอบถามก็ได้รู้ว่าเป็นเครื่องรางของขลังตามความเชื่อโบราณ มีเรื่องเล่าว่าในอดีตเคยใช้ปราบโรคห่า หรือโรคอหิวาตกโรคมาแล้ว

(ธรรมชาติบริสุทธิ์ที่คีรีวง )

    พี่แอ๊ด-วันทนา อนุโต ผู้ดูแลร้าน เล่าเรื่องหัวนะโมว่า เป็นเครื่องรางของขลังตามความเชื่อโบราณ มีอายุ 700 ปี มีเรื่องเล่าว่าในอดีตเคยใช้ปราบโรคห่า หรือโรคอหิวาตกโรคมาแล้ว ส่วนรูปร่างหน้าตาก็คือ สร้อย กำไล แหวน ทำด้วยเม็ดเงินหรือโลหะ ในอดีตหัวนะโมเคยถูกใช้เป็นเงินตราแลกเปลี่ยนสินค้า คล้ายๆ กับเงินพดด้วงหรือเบี้ย แต่ละเม็ดจะมีอักขระเหมือนรูปตะขอ มองดูละม้ายคล้ายกับตัว T ภาษาอังกฤษ แต่ที่จริงแล้วเป็นอักษรปารวะของอินเดียโบราณ น่าจะเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา พอถามพี่แอ๊ดว่าทำไมถึงเชื่อว่าปราบโรคห่าได้ แกตอบกลับมาว่า เพราะทุกคนเชื่อว่ามีหัวนะโมไว้ก็เหมือนมีพุทธคุณครอบจักรวาล ช่วยเรื่องเมตตามหานิยม โชคลาภและแคล้วคลาดต่างๆ ตอนนี้หัวนะโมกลายเป็นของฝากที่ระลึกประจำจังหวัดที่นักท่องเที่ยวต้องซื้อกลับไป อย่างเดือนก่อนลูกค้ามา.ซื้อเยอะจนผลิตไม่ทัน แต่ถ้าอยากได้ของแท้ต้องนครศรีฯ เท่านั้น แม้แต่นางงามนครศรีฯ ยังเคยสวมใส่ประกวดบนเวที คว้ามงกุฎชนะเลิศมาแล้ว ได้ยินเช่นนี้แล้วอยากจะรีบซื้อมาครอบครองเลย เผื่อได้โชคลาภบ้าง

(ชุมชนคีรีวง กำลังลงลวดลายผ้าบาติก)

    ต่อมาเราไปที่ “กลุ่มมัดย้อมคีรีวง” หมู่บ้านคีรีวง อ.ลานสกา ชมเครื่องแต่งกายสวยๆ จากผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ ขอบอกว่าผ้ามัดย้อมที่นี่มีลวดลายและสีสันสวยงาม ดูชิกๆ คูลๆ คนรุ่นใหม่สวมใส่ได้ จุดเริ่มต้นของกลุ่มมัดย้อมคีรีวง มาจากการทำอาชีพเกษตรเป็นอาชีพหลักอย่างเดียวไม่พอกิน และที่นี่เคยเกิดอุทกภัยใหญ่ๆ สลับกับแล้งไปมา จนการทำอาชีพเกษตรกลายเป็นความไม่แน่นอน ชาวบ้านเลยพากันตั้งกลุ่มมัดย้อมที่ทำจากสีธรรมชาติล้วนๆ ขึ้นมา ใช้วัตถุดิบจากใบไม้ใบหญ้ารอบๆ บ้านมาทำเป็นสี เช่น สีม่วงได้จากเปลือกมังคุด สีเทาจากสะตอ สีน้ำตาลเข้มจากลูกเนียง สีเขียวจากหูกวาง สีเข้มหน่อยก็ใบเพกา หรือสีเหลืองจากแกนขนุน ฯลฯ แล้วยังมีทำผ้าบาติก ที่นี่ต่างจากที่อื่น เพราะส่วนใหญ่ลายเป็นรูปพืชผักใบไม้ที่อยู่รอบๆ ดูทันสมัยมากกว่าบาติกทั่วไป

(สถานีรถไฟเรือนผักกูด แหล่งพักผ่อนใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ)

    คืนนี้เราพักกันที่ “เรือนผักกูด” ตั้งอยู่ที่ ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง เป็นบ้านพักที่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมาก ตกแต่งเรือนนอนเหมือนกับบ้านไม้โบราณสมัยก่อน ยกพื้นสูง มีอยู่หลังหนึ่งแปลกหน่อย เป็นเรือนนอนรถไฟ ชื่อว่าสถานีรถไฟเรือนผักกูด ไม่ได้เข้าไปดูด้านในแค่ชมด้านนอกก็รู้แล้วว่าเก๋สุดๆ อีกอย่างดีตรงที่มีลำธารเล็กๆ ไหลผ่าน มองเห็นวิวภูเขาชัดเจน ตกค่ำนอนสบาย อากาศเย็นจนไม่ต้องเปิดแอร์นอน ถ้าเปิดก็หนาวสั่นเลยล่ะ อาจจะด้วยช่วงนี้หน้าฝนด้วยอากาศเลยดี แต่ไม่ได้ดูว่ากี่องศา เอาเป็นว่ามันเย็นกว่ากรุงเทพฯ มากก็แล้วกัน

(แวะสูดอากาศยามเช้าที่ LYN Cafe)

    วันที่สอง เริ่มต้นสูดอากาศที่ “LYN CAFE” มันคือร้านคาเฟ่ที่มีที่พัก อยู่ตรงปั๊มน้ำมันพีทีบ้านนา อ.ช้างกลาง จุดเด่นของที่นี่อยู่ที่ต้นไม้ที่อยู่รอบๆ มองไปตรงไหนก็เขียวไปหมด เราแวะที่นี่เพื่อชิมเมนูขนมจีนน้ำยาใต้ และข้าวยำ พร้อมจิบกาแฟเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมกับการเริ่มต้นของวัน ก่อนเดินทางต่อไปชมสวนผลไม้ของชมรมท่องเที่ยวช้างกลาง แต่ไปแล้วไม่ได้ชมสวนผลไม้เลยเพราะมัวแต่ไปดูเด็กเล่นสไลเดอร์ในน้ำตก ว่ากันตามจริงสวนแห่งนี้เหมาะกับการเดินป่ามากกว่า  เวลาก็น้อยเกินไปเลยไม่ได้เดินชมอะไรมาก

(ไต่ผาความสูง 60 ฟุต ที่ค่ายฝึกการรบพิเศษสิชล)

    ขยับไปต่อกันที่ “กองร้อยฝึกรบพิเศษที่ 4 ค่ายฝึกการรบพิเศษสิชล” อาจจะงงๆ ว่ามาค่ายทหารทำไม ก็ด้วยพื้นที่ฝึกของทหารนี่แหละที่มีกิจกรรมแอดเวนเจอร์ให้ลองเยอะแยะมากมาย ทั้งไต่หน้าผา กระโดดหอ เลื่อนช่วยชีวิต ฟังแค่ชื่อสามกิจกรรมบอกเลยว่าจะเป็นลม เพราะอย่างไต่หน้าผา เป็นกิจกรรมให้ไต่ลงมาจากหน้าผาสูงด้วยการไต่ลงแบบหันหลัง และไต่ลงแบบเอาหน้าลง จากความสูง 60 ฟุต ราวตึก 4-5 ชั้น บอกตามตรงลำพังแค่ชั้นเดียวเรายังไม่รู้จะรอดไหม เลยไม่ได้ทดสอบความกล้า คนอื่นอีกหลายคนก็ไม่กล้าเล่น แต่สำหรับคนที่ชอบความท้าทายแนะนำให้ลอง เพราะพี่ๆ ทหารเขาอยากสอนวิธีไต่หน้าผา

(เงาะป่ากำลังสาธิตการเอาตัวรอดเมื่อหลงป่า)

    แต่ที่ชอบและไม่ต้องเสี่ยงบนที่สูงเลยในค่ายก็คือ การสาธิตเอาชีวิตรอดเมื่อหลงป่า จู่ๆ ชนเผ่าหนึ่งหน้าตาเหมือนเจ้าเงาะป่า 5-6 คนโผล่ออกมา สาธิตใช้ชีวิตในป่าตั้งแต่การก่อไฟ ล่าสัตว์ กินพืชผักในป่าให้ดู ชนเผ่ากลุ่มนี้กำลังบอกว่าพืชแต่ละชนิดที่สัตว์กินแล้วไม่ตาย คนก็กินได้ทั้งนั้น ถ้าไม่กินอดตายแน่ อย่างเปลือกกล้วยก็กินได้ ใบตองก็กินได้ ถ้าจะดื่มน้ำ ต้นเถาวัลย์เมื่อตัดเป็นท่อนๆ แล้วน้ำจะไหลออกมาให้เราดื่มได้ แต่ต้องดูว่ามียางไม้หรือไม่ นี่เป็นสูตรการใช้ชีวิตของพรานป่าเลย ได้ความรู้ไม่พอ แถมยังได้หัวเราะจากมุกตลกโปกฮาของบรรดาเงาะป่าทั้งหลายอีกด้วย

 

    จาก อ.ช้างกลาง วันที่สามเราก็มาอยู่ที่ อ.ขนอมซะงั้น ก่อนอื่นขอบอกก่อนเลยว่า มาขนอมต้องไม่พลาดมาดูโลมาสีชมพู เพราะที่หาดขนอมเป็นแหล่งของปลาโลมาสีชมพูที่อาศัยอยู่ประมาณ 50 ตัว เขาเรียกเจ้าโลมานี้อีกชื่อคือโลมาขาวเทา หรือโลมาหลังโหนก ลักษณะเด่นของมันก็คือ มีสีชมพูเฉพาะตัว ในตอนเกิดมีสีเทาเหมือนโลมาทั่วไป แต่เมื่ออายุมากสีขาวเผือกหรือสีชมพูจะเกิดขึ้นจากสีของหลอดเลือดที่ช่วยไม่ให้อุณหภูมิร่างกายสูงจนเกินไป จึงทำให้เห็นเป็นสีชมพูปลาโลมาสีชมพู ช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่การมาดูคือช่วง 9 ถึง 10 โมง เรานั่งเรือน้อยหางยาวออกจากท่าเรือเขาออกราว 40 นาที ถึงจุดหมายเห็นโลมาสีเทาบ้างสีชมพูบ้าง ผลุบๆ โผล่ๆ ขึ้นมาให้เห็นเป็นช่วงๆ ไม่ถึง 2 วินาที บางตัวแหวกว่ายเข้ามาปรากฏโฉมให้เห็นในระยะใกล้ชิดอย่างน่ารัก ติดตามเรือหางยาวไม่ห่างไปไหน เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากๆ จนเพื่อนร่วมทริปร้องว้าว! ไม่หยุด

(ความงดงามอลังการภายในถ้ำเขาวังทอง)

    ถ้าจะมาดูสามารถขึ้นเรือมาได้จากหลายฝั่ง จำไม่ได้ว่าฝั่งไหนบ้าง นอกจากท่าเรือเขาออกที่เรามา ก็เห็นมีเรือท่องเที่ยวจากสมุยนี่แหละมาชมด้วย
    สุดท้ายก่อนกลับเราขอปิดท้ายทริปที่ ถ้ำเขาวังทอง ไม่ไกลจากท่าเรือเขาออกเท่าไร อยู่ชุมชนบ้านเขาวังทอง เป็นถ้ำที่มีความงดงามทางธรรมชาติมาก ต้องเดินขึ้นบันไดกว่า 140 ขั้นกว่าจะถึงปากถ้ำ ชาวบ้านบอกว่าถ้ำที่นี่อยู่สูง เป็นถ้ำแห้งไม่มีน้ำ โอกาสน้ำจะท่วมถ้ำไม่มี พอเดินเข้ามาภายในถ้ำตั้งแต่จุดแรกก็พบกับความพิเศษแล้ว เห็นหินงอกหินย้อยที่ยังคงไม่หยุดงอกเงย ทั้งยังมองเห็นลวดลายสุดแปลกของหินแต่ละชนิดอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ถ้ำไหนมาก่อน ภายในมีโถงเล็กใหญ่ โถงใหญ่สุดมีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ สวยอลังการจริงๆ เหมือนกับว่ารูปทรงการย้อยของหินเป็นงานประติมากรรมที่มนุษย์ทำขึ้น แต่จริงๆ แล้วธรรมชาติสร้างล้วนๆ.

(หน้าตา มะโน ของขลังโบราณเมืองคอน ในรูปสร้อย กำไล แหวน )


ไม่มีเซอร์ไพรส์.... ประชุมสภาผู้แทนราษฎรวานนี้ (๑๗ ตุลาคม) พิจารณากฎหมายสำคัญ ๒ ฉบับ

งบฯ ผ่าน ไม่ยุบ ไม่ออก
'ความเมือง' ในไทยยุคที่ ๓
อย่าให้ฝ่ายแค้นแหกตา
ธนาธร:ไก่อ่อนเผยอเป็นอินทรี
ความพิเศษของ "บิ๊กแดง"
อย่าลืม...เรามีนัดกัน "๒๑ ตุลา."