แบ่งเค้ก9พรรคเล็ก ยอมล่มหัวจมท้าย'ลุงตู่' พปชร.ตัดหางมงคลกิตติ์


   


    “พุทธิพงษ์” อัดคนไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมืองเท่านั้นจึงเดือดร้อนเรื่องเฟกนิวส์ “สหายอ้วน”  โดดร่วมวงฉะ “บิ๊กแดง” อย่าผูกขาดความรักประเทศ-สถาบัน ชี้คนรุ่นใหม่ก็มีสำนึกและจิตใจเช่นกัน  “พปชร.” ตัดหางมงคลกิตติ์แน่ ตี๋เต้เตรียมยืนยันถอนยวงพร้อมโอ่สารพัดบิ๊กโทร.ล็อบบี้ให้อยู่ต่อ 9 พรรคเล็กจ่อแถลงล่มหัวจมท้ายกับ “ลุงตู่” หลังได้โบนัสเทกระโถนชุดใหญ่ ก่อนหม่ำข้าวร่วมลุงตู่ 15  ส.ค. “บิ๊กป้อม” ลงสนามการเมืองเต็มก้น นั่งประธานพรรค พปชร.
    เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ส.ค. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการป้องกันข่าวปลอมหรือเฟกนิวส์ว่า เฟกนิวส์เป็นปัญหาที่มีมาหลายปีแล้วและมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผลกระทบในวันนี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเมือง แต่เป็นปัญหาทุกวงการ  สร้างความเสียหายให้ประเทศในภาพรวม ทั้งเรื่องความสามัคคี ความคิด โดยเฉพาะเยาวชน ซึ่งนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบกรู้ดีว่านี่คือภัยอันหนึ่ง และเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญเช่นกัน 
    นายพุทธิพงษ์ยอมรับว่า ดีอีได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้เร่งหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีความรู้ความสามารถ ในการช่วยเผยแพร่แก้ไขปัญหาและหยุดข่าวปลอมต่างๆ ประกอบกับเรามีพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562 ที่สามารถใช้เป็นกฎหมายติดตามเอาผิดคนที่สร้างข่าวปลอมทำให้บ้านเมืองเสียหาย ซึ่งเราต้องแยกกับอีกส่วนคือการรับรู้ของประชาชน ถ้ารู้ได้เร็วว่าเป็นข่าวปลอมก็จะหยุดความเสียหายได้เร็ว
    รมว.ดีอีกล่าวอีกว่า ในส่วนของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมที่กำลังดำเนินการนั้น จะไม่ใช่เอาหน่วยงานรัฐเท่านั้นมาตัดสินว่าอันไหนเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอม แต่เรามีอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกลางและเชี่ยวชาญร่วมทำงานด้วย รวมทั้งจะเชิญไปยังสมาคมผู้สื่อข่าวออนไลน์และสำนักข่าวต่างๆ ให้เข้ามาช่วยเหลือให้ข้อมูล เราต้องบอกได้ว่าการที่ข่าวนั้นเป็นข่าวปลอมบิดเบือนมาจากอะไรพร้อมเหตุผล ประชาชนก็จะยุติความเสียหายและเผยแพร่ไปได้รวดเร็ว ส่วนข้อกังวลว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้น กระทรวงระมัดระวังเรื่องนี้อยู่แล้ว และยังมี พ.ร.บ.ต่างๆ ป้องกันเป็นกรอบอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงว่าจะไปรังแกใคร
    “มีคนกลุ่มเดียวเท่านั้นที่จะเดือดร้อน คือคนที่เคยไม่หวังดีกับบ้านเมืองและชอบทำข่าวออกมาหลอกลวงประชาชน ไม่ว่าเรื่องการเมืองหรือเรื่องการค้าขาย หลอกลวงต้มตุ๋นต่างๆ คนกลุ่มนี้เท่านั้นที่จะโดนพวกเราติดตามอย่างใกล้ชิดและมาดำเนินคดี ประชาชนที่ใช้ชีวิตติดตามข่าวสารปกติไม่ต้องกังวล เราจะไปช่วยป้องกันดูแลให้มันดีขึ้น ท่านจะไม่กระทบกับสิ่งนี้แน่นอน” นายพุทธิพงษ์กล่าว
สหายอ้วนฉะบิ๊กแดง
    ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงความคิดเห็นของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศถึงพรรคการเมืองบางพรรคและคนรุ่นใหม่ว่า ฟังความคิดเห็น ผบ.ทบ.แล้วกังวลใจ และอยากแลกเปลี่ยนทัศนะความคิดเห็นในการมองปัญหา โดยหวังว่าจะเป็นอีกส่วนที่ช่วยไม่ให้วิธีการมองปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยไปไกลเกินกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งหัวใจของการแก้ไขความขัดแย้งและความเห็นต่างในสังคมคือการคิดบวก หลีกเลี่ยงการพูดและการกระทำที่จะนำไปสู่ความไม่เข้าใจหรือความแตกแยก ไม่อยากเห็นเจ้าหน้าที่ตลอดจนผู้รับผิดชอบฝ่ายความมั่นคงมองมิติเรื่องความมั่นคงในมุมมองแบบเก่า
    นายภูมิธรรมระบุอีกว่า เชื่อมั่นว่าคนไทยทุกคนหรือทุกฝ่ายต่างมีความรักและความปรารถนาดีต่อประเทศและสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของเราทุกคน เราต่างปรารถนาอยากเห็นประเทศเจริญก้าวหน้า  อยากเห็นชีวิตของประชาชนได้รับการดูแลทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และเราอยากเห็นสิทธิเสรีภาพของพวกเราทุกคนได้รับการคุ้มครองและดูแล เราอยากเห็นประเทศเรามีหลักนิติรัฐ นิติธรรม ที่เคร่งครัดและได้รับการดูแลอย่างเคร่งครัด ตรงไปตรงมาและมีความเที่ยงธรรม เราล้วนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดียิ่งๆ ขึ้น และอยากเห็นการปฏิรูปในทุกๆ หลากหลายมิติ เราอยากเห็นการปฏิรูปกองทัพที่เป็นกองทัพที่ไม่ต้องใหญ่โตเทอะทะ แต่เป็นกองทัพที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพและคล่องตัว 
    “เชื่อมั่นว่าการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นบนฐานที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไปในทางที่ดี ที่สำคัญการมีทัศนะและมองให้เห็นพลังของคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังที่มีคุณค่า และนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นภายในสังคม ถ้าเรามองพลังของคนรุ่นใหม่ๆ อย่างเข้าใจ จะยิ่งทำให้เราสามารถนำพลังด้านบวกของกลุ่มคนเหล่านี้มาเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาสังคมได้ดีขึ้น” นายภูมิธรรมระบุ
เขาระบุอีกว่า คนหนุ่มสาวคือพลังแห่งอนาคต พลังของการขับเคลื่อนไปข้างหน้าของทุกสังคม อย่าทำให้ความเข้าใจต่อกลุ่มคนเหล่านี้ที่ผิดแปลกไปจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เพราะจะกลายเป็นการเดินนโยบายที่ผิดพลาด ทำให้พลังที่ควรส่งเสริมสังคมกลายเป็นพลังที่ลดทอนศักยภาพของสังคม หันหน้ามาร่วมมือกัน คิดบวก คิดเพื่อประเทศ คิดเพื่อประชาชน มุ่งหวังที่จะแสวงหาความร่วมมือมากกว่าทำลายกัน แล้วความเชื่อมั่นจะกลับคืนมาสู่สังคมไทย ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปได้อีกไกล
     วันเดียวกันยังคงมีความเคลื่อนไหวทางการเมือง กรณีพรรคเล็กที่จะถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  (พปชร.) กล่าวเรื่องนี้ว่า จะประชุมเรื่องดังกล่าวในที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค พปชร. และให้ข้อได้ยุติเรื่องดังกล่าวก่อนที่พรรคเล็กบางพรรคจะแถลงข่าวในวันที่ 13 ส.ค.นี้ ส่วนเรื่องพรรคร่วมรัฐบาลแพ้โหวตร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่เรื่องการพ่ายแพ้ และมั่นใจว่าจะไม่ส่งผลต่อการลงมติกฎหมายสำคัญและการทำงานของรัฐบาล
ตัดหางมงคลกิตติ์
    ต่อมาที่พรรค พปชร.มีการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค โดยมีแกนนำพรรคเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง และใช้เวลาหารือ 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยมีรายงานว่ากรณีพรรคการเมืองขนาดเล็กขู่ถอนตัวนั้น ที่ประชุมมอบหมายให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เป็นผู้ประสานงานพูดคุยหลังเสร็จการประชุม เพื่อหาข้อสรุปในเงื่อนไขพรรคเล็กต่อรองขอตำแหน่ง คาดว่าจะจบภายในเร็วๆ นี้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นและเข้าใจพรรคเล็ก 
    ร.อ.ธรรมนัสกล่าวถึงเรื่องที่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ เตรียมแถลงถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลว่า รู้มาสักพักแล้วว่านายมงคลกิตติ์จะขอลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเคารพการตัดสินใจและให้อิสระ เพราะนายมงคลกิตติ์ยืนยันแล้วว่าจะเลือกฝ่ายประชาชน ก็ต้องปล่อยเขาไป ส่วนเรื่องความชัดเจนในการลาออกนั้น คาดว่าจะชัดเจนหลังการประชุมกรรมการบริหารพรรคไทยศรีวิไลย์ในวันที่ 13 ส.ค.
    ส่วนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  (ปชป.) กล่าวเรื่องนี้ว่า แต่ละพรรคย่อมมีสิทธิ์ตัดสินใจดำเนินการตามวิธีทางการเมืองที่เห็นว่าสมควร  แต่ถ้าเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้วคงเป็นภารกิจของพรรค พปชร.ต้องไปประสานงาน ซึ่งพรรค ปชป.เป็นเพียงพรรคการเมืองหนึ่งที่อยู่พรรคร่วมรัฐบาลเช่นเดียวกัน ส่วนจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่นั้น ต้องให้พรรคแกนนำเป็นผู้ดำเนินการ คิดว่าอยู่ในขั้นตอนที่ยังไม่จบทั้งหมด ต้องรอถามคนที่เกี่ยวข้อง
    ด้านนายมงคลกิตติ์กล่าวยืนยันว่า ยังมีจุดยืนไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรค พปชร.ต่อไปอย่างแน่นอน แม้เมื่อวันที่ 11 ส.ค.จะมีคนสนิทของ พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึง พล.อ.ประวิตร อย่าง พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร ส.ว. โทรศัพท์มาพูดคุยเพื่อหาทางออกให้ โดยยังเคารพและศรัทธาใน พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรเหมือนเดิม แต่ทุกอย่างสายไปแล้ว ไม่สามารถกลับไปได้ แม้มีตำแหน่งทางการเมืองมาให้พรรคเล็กก็ตาม แต่ยืนยันว่าอะไรที่ดีควรสนับสนุนก็จะสนับสนุนรัฐบาล แต่อะไรที่ไม่ดีก็ไม่เห็นด้วย โดยจะเป็นฝ่ายค้านอิสระ 
    นายมงคลกิตติ์ระบุว่า การที่ออกจากพรรคร่วมรัฐบาลเรื่องของตำแหน่งข้าราชการการเมืองเป็นเพียงแค่ 20% ในการตัดสินใจ แต่ยังมีเรื่องของการรับไม่ได้กับนโยบายของรัฐบาลที่จะเพิ่มภาษีน้ำมัน  ซึ่งขัดกับนโยบายของพรรคไทยศรีวิไลย์ รวมถึงนโยบายประชานิยมแจกเงินของพรรค พปชร. รวมถึงประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกฯ ส่วนกระแสข่าวที่ว่ามีการต่อรองตำแหน่งทางการเมืองให้กับอดีตภรรยา ซึ่งเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค อันดับที่ 3 มีการเสนอมาจริง แต่อดีตภรรยาปฏิเสธไม่รับ
    นายมงคลกิตติ์ย้ำว่า ในวันที่ 13 ส.ค. เวลา 13.00 น. กรรมการบริหารพรรคจะแถลงข่าวประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระอย่างเป็นทางการ ที่โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการฯ 
    ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ในวันที่ 13 ส.ค. เวลา 14.30 น. ที่อาคารทีพีแอนด์ที วิภาวดีรังสิต 9 พรรคเล็กที่ประกอบด้วย พรรคพลังชาติไทย, พรรคประชาภิวัฒน์, พรรคพลังไทยรักไทย, พรรคครูไทยเพื่อประชาชน, พรรคประชานิยม, พรรคประชาธรรมไทย, พรรคพลเมืองไทย, พรรคประชาธิปไตยใหม่ และพรรคพลังธรรมใหม่ จะแถลงจุดยืนทางการเมืองเช่นกัน
    นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ระบุว่า กลุ่มพรรคเล็กได้รับการประสานเป็นการภายในจาก ร.อ.ธรรมนัส ที่จะนัดรับประทานอาหารและปรึกษาหารือทางการเมืองในวันอังคารที่ 13 ส.ค. นี้ เวลา 13.30 น. จากนั้นจะแถลงข่าวอีกครั้งที่พรรคประชานิยม โดยยืนยันว่าขณะนี้ทุกอย่างลงตัวหมดแล้ว กลุ่มพรรคเล็กพอใจในการสนับสนุนรัฐบาลต่อไป แต่อาจมีบางพรรคที่ยังมีท่าทีบางอย่างอยู่ ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของพรรคดังกล่าวซึ่งก็มีอยู่ 1 พรรคเท่านั้น
    พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย กล่าวว่า การหารือพรรคเล็กในวันนี้เบื้องต้นพวกเราทั้ง 9 คนยังจับกลุ่มอยู่อย่างเหนียวแน่นเหมือนเดิม โดยไม่มีการแยกตัวไปเป็นฝ่ายค้านอิสระแต่อย่างใด แต่ในส่วนของนายมงคลกิตติ์ยังไม่ทราบท่าทีที่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรต่อ คิดว่าเขาอาจน้อยใจที่นโยบายของเขาไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาล แต่เท่าที่ทราบเจ้าตัวจะแถลงข่าวในวันที่ 13  ส.ค.นี้ ซึ่งต้องรอดูท่าทีที่ชัดเจนของเขาอีกครั้ง แต่ในส่วนของเรา 9 คนยืนยันว่าเรายังจับกลุ่มเหนียวแน่นเป็นอย่างดี
แจกเก้าอี้ 9 พรรคเล็ก
    “ขอยืนยันว่าพวกเราทั้ง 9 คนไม่ได้มีปัญหาเรื่องตำแหน่งในรัฐบาลแต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้เป็นวิจารณญาณของนายกฯ นอกจากนี้เท่าที่ทราบในเบื้องต้น กลุ่มพรรคเล็กจะนัดทานอาหารร่วมกับ  พล.อ.ประยุทธ์ในวันที่ 15 ส.ค. ยังไม่ระบุเวลาและสถานที่ที่แน่นอน” พล.ต.ทรงกลดระบุ
รายงานข่าวจาก พปชร.แจ้งว่า พปชร.ได้ตกลงยอมแบ่งเก้าอี้ทางการเมือง โดยเฉพาะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีให้กลุ่มพรรคเล็กแล้ว โดยเบื้องต้นที่ลงตัวมีประมาณ 4-5 พรรค และจะทยอยนำรายชื่อเข้า ครม.ในวันที่ 13 ส.ค. หากการตรวจสอบคุณสมบัติผ่านเรียบร้อย เบื้องต้นมีรายชื่อนายสมเกียรติ ศรลัมพ์ หัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ ซึ่งลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อแล้ว จะดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ, กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นโควตาของพรรคครูไทยเพื่อประชาชนของนายปรีดา บุญเพลิง, นพ.นิทัศน์ รายยวา เลขาธิการพรรคพลังธรรมใหม่ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน, โควตากรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย จัดสรรให้พรรคประชาธิปไตยใหม่ของนายสุรทิน พิจารณ์, โควตากรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดสรรให้พรรคพลังไทยรักไทยของนายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล ขณะที่พรรคอื่นๆ อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติ หากทุกอย่างเรียบร้อยจะทยอยนำรายชื่อเข้า ครม.ต่อไปจนครบทุกพรรค
    นอกจากนี้ยังจัดสรรตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีให้นายชื่นชอบ คงอุดม บุตรชายนายชัชวาลล์  คงอุดม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ส่วนจะไปอยู่ที่กระทรวงใดนั้นขึ้นอยู่กับนายกฯ เป็นผู้พิจารณา เนื่องจากตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีมีกำหนดวาระคราวละ 1 ปี 
    ทั้งนี้ ในที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค พปชร.ยังพิจารณารายชื่อบุคคลของพรรคที่จะดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองในที่ประชุม ครม.วันที่ 13 ส.ค.อีกรอบ โดยมีอดีตผู้สมัคร ส.ส.ที่สอบตกและคนใกล้ชิด ส.ส.ได้รับการเสนอชื่อหลายคน เช่น นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.  ถูกเสนอให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีของนายพุทธิพงษ์, น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ อดีตผู้สมัคร ส.ส.นครพนม และหลานสาว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีของนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม, นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และนายวิวัฒน์  นิติกาญจนา สามีนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ป้อมลงการเมืองเต็มตัว
    รายงานข่าวระบุอีกว่า ที่ประชุมยังมีวาระสำคัญ 2 เรื่อง คือ 1.การเสนอขอเปิดประชุมพรรคเพื่อปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ให้ยึดโยงกับ ส.ส.และประชาชน 2.การตั้งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ซึ่งมีชื่อของ พล.อ.ประวิตรที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคแล้ว เพื่อให้เป็นศูนย์กลางควบคุม ส.ส. ประสานงานตลอดจนรับฟังปัญหา ส.ส.จากทุกภาค โดยรูปแบบจะมีการตั้งผู้อำนวยการภาคในแต่ละภาค เพื่อรับปัญหามาแล้วส่งเข้าสู่ส่วนกลาง คาดว่าจะมีการเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคในครั้งต่อไป 
    ส่วนนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองเลขาธิการพรรค พท.กล่าวถึงกรณีดารานักแสดงที่หันมาสนใจงานการเมืองว่า บางท่านไปอยู่ผิดที่ผิดเวลาผิดพรรค ทำให้วิถีชีวิตทางการเมืองไม่เป็นไปตามเป้าหมาย  อย่างกรณีฟิล์ม นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ที่ประกาศลาออกจากพรรคพลังท้องถิ่นไท จึงขอเชิญชวนคุณฟิล์มมาร่วมงานเพื่อจะได้สานต่อหรือทำงานทางด้านการเมือง เพราะนโยบายพรรคหัวใจคือประชาชน  และเพื่อความถูกต้องที่จะร่วมกันทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล
    วันเดียวกัน นายจุรินทร์ยังกล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านจัดแคมเปญแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ว่าจุดยืนของพรรค ปชป.ยังไม่เปลี่ยนแปลง และได้เสนอเป็นนโยบายรัฐบาลใน 12 ข้อ ซึ่งเมื่อถึงเวลาต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบาย ทั้งเรื่องการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหมวดที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  เนื่องจากเป็นปราการด่านสำคัญที่จะส่งผลให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตเป็นไปได้ยาก หรือเกือบจะเรียกว่าแก้ไขไม่ได้เลย
    นายจุรินทร์กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียงข้างมากของรัฐสภาหรือเกินกว่ากึ่งหนึ่ง และยังมีเงื่อนไขพ่วงมาอีกหลายข้อ เช่น ในจำนวนเสียงที่เกินกว่ากึ่งหนึ่งนั้นเป็นฝ่ายค้านไม่น้อยกว่า 20%  หรือเป็นเสียงจาก ส.ว.ที่ต้องประกอบอยู่ในนั้นด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 และบางกรณีต้องทำประชามติ ถือเป็นเงื่อนไขประกอบ ส่งผลให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปได้ยาก ซึ่งมีหลายฝ่ายกังวล เพราะเมื่อการเมืองถึงทางตันเราไม่อยากเห็นวิถีทางที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ  จนเป็นที่มาของพรรคประชาธิปัตย์ในการแก้ไขหลักเกณฑ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐธรรมนูญในอนาคตแก้ไขได้ง่ายเสียก่อน โดยใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา คาดว่าจะเพียงพอ และจะได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย
    ผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้ไขหลักเกณฑ์รัฐธรรมนูญจะได้เสียงสนับสนุนมากกว่าการแก้ไขใหม่ทั้งฉบับหรือไม่ นายจุรินทร์ตอบว่า ไม่อยากไปก้าวล่วงความคิดคนอื่น เพราะทุกคนมีสิทธิ์ในการเสนอความคิดเห็นตามแนวทางที่คิดว่าควรจะเป็น ซึ่งเคารพความคิดเห็นของฝ่ายค้าน แต่ในส่วนของรัฐบาลก็มีแนวความคิดเช่นนี้เหมือนกัน และถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เพียงแต่ต้องหารือในช่วงเวลาที่เหมาะสม  โดยยังมองว่าปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขคือปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ปัญหาความยากจน และปัญหาเกษตรก่อน แต่ทั้ง 2 เรื่องสามารถทำควบคู่กันไปได้.