ข่าวดี พบยา 2 ชนิดเพิ่มอัตรารอดชีวิตจาก 'อีโบลา'


   

นักวิทยาศาสตร์ใกล้ค้นพบยาที่สามารถรักษาโรคอีโบลาได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ภายหลังยา 2 ชนิดที่อยู่ระหว่างการทดลองใช้ทางคลินิกสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

แฟ้มภาพ พยาบาลฉีดวัคซีนอีโบลาให้เด็กที่เมืองโกมาของดีอาร์คองโก เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2562 / AFP

    คำแถลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาของสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติของสหรัฐ (เอ็นไอเอช) ที่ร่วมให้ทุนสนับสนุนการวิจัยครั้งนี้ด้วย กล่าวว่า การศึกษาดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยของคองโก แต่ขณะนี้การศึกษาถูกระงับแล้ว และผู้ป่วยในอนาคตทุกคนจะถูกเปลี่ยนไปรับการรักษาที่แสดงผลลัพธ์ในเชิงบวก

    แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดเชื้อของเอ็นไอเอช กล่าวกับเอเอฟพีว่า ยา REGN-EB3 และ mAb114 เป็นยา 2 ตัวแรกที่ทำการศึกษาทางวิทยาศาสตร์แล้วให้แสดงผลลัพธ์ในการลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยไวรัสอีโบลาได้อย่างมีนัยสำคัญ จากนี้ ผู้ป่วยที่กำลังรับการรักษาด้วยยาอีก 2 ชนิดที่หยุดการให้ยาไปแล้ว คือ Zmapp และ remdesivir จะสามารถเปลี่ยนไปรักษาด้วยยาที่ได้ผลตามดุลพินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษา

    เฟาซีอธิบายว่า การทดลองครั้งนี้ออกแบบให้ทำการทดลองกับคน 725 คน แต่คณะกรรมการอิสระตัดสินใจสั่งระงับการทดลองเมื่อผ่านไป 681 คนแล้วพบว่า ยา REGN-EB3 โดยบริษัท รีเจเนอรอน ได้ผลในระดับที่มีนัยสำคัญ ส่วนยา mAb114 ก็ให้ผลลัพธ์ด้อยกว่าไม่มาก

    เฟาซีกล่าวว่า ข้อมูลที่วิเคราะห์จนถึงขณะนี้ได้จากผู้ทดลอง 499 คน จาก 681 ในกลุ่มนี้ ผู้ป่วยที่ใช้ REGN-EB3 มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 29% ส่วน mAb114 มีอัตราเสียชีวิตที่ 34% เปรียบเทียบกับผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาตัวใดตัวหนึ่งในนี้ ซึ่งจะมีอัตราการเสียชีวิต 60-70% ส่วนอัตราการตายของผู้ป่วยที่รับยา Zmapp และ remdesivir มีอัตราการเสียชีวิตที่ 49% และ 53%  ตามลำดับ

    ยา REGN-EB3, mAb114 และ Zmapp นั้นเป็นยาปฏิชีวนะแบบโมโนโคลนอลที่จะเกาะติดกับไกลโคโปรตีนของไวรัสอีโบลา และทำให้ไวรัสชนิดนี้ไม่สามารถแพร่เชื้อสู่เซลล์อื่นได้

    เฟาซีเสริมด้วยว่า การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสุดท้าย ซึ่งจะรวมถึงผลจากผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการประมวลผล จะรู้ได้ภายในปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคม หลังจากนั้นผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์จะนำเสนอเพื่อการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ที่มีผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบ

    เอ็นไอเอช, หน่วยงานด้านสาธารณสุขของดีอาร์คองโก และองค์การอนามัยโลก พากันยกย่องคณะทำงานทุกคนที่ทำงานในสภาพที่ยากลำบากอย่างที่สุดเพื่อทำการศึกษาครั้งนี้ รวมถึงผู้ป่วยและครอบครัวของพวกเขา

    นับแต่อีโบลากลับมาระบาดที่ภาคตะวันออกดีอาร์คองโกเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว มีผู้ป่วยเสียชีวิตแล้วมากกว่า 1,800 คน

    เฟาซีกล่าวด้วยว่า วิธีดีที่สุดในกำจัดไวรัสอีโบลาคือการป้องกันไม่ให้แพร่ระบาด ซึ่งทำได้ด้วยการมีวัคซีนที่ดี รวมถึงการติดตาม, แยกกักกัน และสุดท้ายคือการรักษา.


อุ่นหนาฝาคั่ง...แน่นซอย ไทยโพสต์ ครบรอบ ๒๓ ปี ย่างเข้าปีที่ ๒๔ ยังได้รับความรัก จากกัลยาณมิตรมากมาย เหมือนเช่นเคย ขอบคุณกันไม่หมด ทั้งจากภาคธุรกิจ ราชการ ฝ่ายการเมือง

'๒๑ ตุลา' สำนึกย้อน 'สำนึกไทย'
'ทอน' ไม่รู้! แล้วจะรอดหรือ
ธาตุแท้อนาคตใหม่
งบฯ ผ่าน ไม่ยุบ ไม่ออก
'ความเมือง' ในไทยยุคที่ ๓
อย่าให้ฝ่ายแค้นแหกตา