ศาลสั่งให้กกต. ชดใช้เงิน2ล้าน เลิกจ้าง‘ภุชงค์’


   

  ศาลปกครองกลางสั่งสำนักงาน กกต.ชดใช้เงิน “ภุชงค์” อดีตเลขาฯ กกต. 2 ล้านบาท กรณีถูกเลิกจ้าง-พ้นตำแหน่งเลขาฯ กกต.ไม่ชอบด้วยสัญญาจ้าง แต่ไม่รับคำขอทุเลา เหตุมีผลเป็นเพียงการบอกเลิกจ้าง

    เมื่อวันที่ 13 ส.ค.62 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีที่นายภุชงค์ นุตราวงศ์ ฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงาน กกต.กรณี กกต.มีคำสั่งเลิกจ้างและให้พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ กกต. เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2558 โดยให้เหตุผลเลิกจ้างว่านายภุชงค์มีผลการประเมินการปฏิบัติงานปีงบประมาณ พ.ศ.2558 ไม่บรรลุเป้าหมาย
    นายภุชงค์เห็นว่า การเลิกจ้างดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นธรรม โดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนประกาศ กกต. เรื่องให้เลขาธิการ กกต.พ้นจากตำแหน่ง ลงวันที่ 8 ธ.ค.2558 และมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามประกาศ กกต.ดังกล่าว รวมทั้งให้สำนักงาน กกต.ชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับค่าจ้างและค่าตอบแทน และค่าเสียหายต่อชื่อเสียงให้แก่ผู้ฟ้องคดี จำนวน 7 ล้านบาท
    โดยศาลมีคำสั่งไม่รับคำขอทุเลาคำบังคับตามประกาศ กกต.เรื่องดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าในปีงบประมาณ 2558 คณะกรรมการ กกต.มีมติให้นายภุชงค์ปฏิบัติงานเพิ่มเติมจำนวน 9 โครงการ/กิจกรรม และดำเนินการโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุก โดยกำหนดเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การประเมินเป็น 4 หัวข้อหลัก คือ     1.การดำเนินการตามแผนปฏิบัติงานตามที่ กกต.ให้ความเห็นชอบแล้ว 2.การดำเนินงานตามมติของ กกต. 3.การบริหารตามหลักธรรมาภิบาล และ 4.งานท้าทายเพื่อพัฒนาองค์กร 
    ทั้งนี้ ข้อ 3 และ 4 เป็นเกณฑ์การประเมินที่ กกต.เพิ่มขึ้นมาใหม่ โดยศาลเห็นว่าแม้การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองเป็นอำนาจของคู่สัญญาฝ่ายรัฐ แต่ข้อ 6.5 ของสัญญาจ้างกำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญานี้จะทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจาก กกต.ก่อน 
    และทำความตกลงร่วมกันเป็นหนังสือระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง แต่นายภุชงค์ไม่เห็นด้วยกับร่างบันทึกแก้ไขสัญญาจ้างดังกล่าว และสงวนสิทธิ์ไม่ยอมรับการประเมิน โดย กกต.ได้มีมติให้ถือปฏิบัติตามสัญญาเดิมโดยเคร่งครัด จึงรับฟังได้ว่ายังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างตามที่กำหนด 
    ดังนั้น การที่คณะอนุกรรมการเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานได้นำแบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีการเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การประเมินขึ้นใหม่ ในสาระสำคัญแตกต่างจากที่กำหนดไว้ในสัญญาเดิม จึงเป็นการประเมินการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามสัญญาจ้าง 
    โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หลักการประเมินข้อ 1 และ 2 ซึ่งมีสัดส่วนคะแนนตามแบบการประเมินผลร้อยละ 60 นั้น นายภุชงค์ผ่านการประเมิน แต่เกณฑ์การประเมินข้อ 3 และ 4 ซึ่งเป็นเกณฑ์การประเมินที่ กกต.เพิ่มขึ้นมาใหม่ และมีสัดส่วนคะแนนร้อยละ 40 โดยเฉพาะในส่วนของข้อ 4 เรื่องงานท้าทาย นายภุชงค์ไม่ได้รับคะแนนในการประเมิน     จึงเป็นเหตุให้มีคะแนนรวมของการประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ 
    จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า การที่คณะอนุกรรมการนำหลักเกณฑ์ที่ กกต.เพิ่มขึ้นใหม่ โดยไม่ได้แก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างมาใช้ประเมินผลการปฏิบัติงานนั้น จึงไม่เป็นธรรมต่อนายภุชงค์ และไม่ชอบด้วยเงื่อนไขของสัญญาจ้าง และการที่ กกต.มีมติเลิกจ้างนายภุชงค์โดยมีเหตุผลว่าผลการประเมินการปฏิบัติงานไม่ผ่านการประเมิน และมีประกาศ กกต.เรื่องให้เลขาธิการ กกต.พ้นจากตำแหน่ง จึงเป็นการเลิกจ้างก่อนครบกำหนดสัญญาจ้างที่ไม่ชอบด้วยสัญญาจ้าง 
    ทั้งนี้ ไม่จำต้องเพิกถอนประกาศ กกต.ดังกล่าว ตามคำขอของนายภุชงค์ เนื่องจากมีผลเป็นเพียงการบอกเลิกจ้างเป็นหนังสือ
    ส่วนของคำขอที่ให้สำนักงาน กกต.ชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับค่าจ้างและประโยชน์ตอบแทนอื่น รวมทั้งค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติยศ จำนวน 7,060,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น ศาลเห็นว่าการใช้สิทธิเรียกร้องความเสียหายต่อสิทธิที่นายภุชงค์เคยได้รับเป็นเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามสัญญาจ้างนั้น เป็นการคิดคำนวณจากระยะเวลาที่ถูกบอกเลิกจ้างก่อนครบกำหนดสัญญาจ้าง จำนวน 13 เดือน โดยไม่จำต้องเพิกถอนประกาศ กกต.ดังกล่าว ตามคำขอของนายภุชงค์ เนื่องจากมีผลเป็นเพียงการบอกเลิกจ้างเป็นหนังสือ 
    ศาลปกครองจึงพิพากษาให้สำนักงาน กกต.ใช้เงินให้แก่นายภุชงค์ จำนวน 2,010,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด.


อุ่นหนาฝาคั่ง...แน่นซอย ไทยโพสต์ ครบรอบ ๒๓ ปี ย่างเข้าปีที่ ๒๔ ยังได้รับความรัก จากกัลยาณมิตรมากมาย เหมือนเช่นเคย ขอบคุณกันไม่หมด ทั้งจากภาคธุรกิจ ราชการ ฝ่ายการเมือง

'๒๑ ตุลา' สำนึกย้อน 'สำนึกไทย'
'ทอน' ไม่รู้! แล้วจะรอดหรือ
ธาตุแท้อนาคตใหม่
งบฯ ผ่าน ไม่ยุบ ไม่ออก
'ความเมือง' ในไทยยุคที่ ๓
อย่าให้ฝ่ายแค้นแหกตา