'ยาสูบ' ต้องปรับตัว


   

        ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ โรงงานยาสูบ รัฐวิสาหกิจเกรดเอ ในเรื่องการนำส่งเงินให้รัฐบาล จะต้องเอ่ยปากขอกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ เพื่อหาเงินมาบริหารสภาพคล่อง ซึ่งในขณะนี้เหลือเงินไว้ให้หมุนจนถึงเดือน พ.ค.นี้เท่านั้น

        ปัญหาที่ทำให้โรงงานยาสูบเกิดปัญหาในเวลานี้ ก็คือการแข่งขันที่แพ้ราบคาบ ภายหลังมีการออกประกาศบังคับใช้ ภาษีสรรพสามิตยาสูบใหม่ที่ใช้ราคาขายปลีกแนะนำมาเป็นฐานในการคำนวณภาษี ซึ่งโรงงานยาสูบไม่คาดคิดมาก่อนว่าบริษัทบุหรี่ข้ามชาติจะสามารถดัมพ์ราคาบุหรี่มาแข่งขันในระดับราคา 60 บาทได้

        ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดของโรงงานยาสูบถูกแย่งออกไปเรื่อยๆ จากเดิมที่เคยสูงถึง 80% ซึ่งเรียกได้ว่าผูกขาดตลาด ตอนนี้ค่อยๆ ลดลงมาเรื่อย จนอยู่ที่ 50-60% เท่านั้น

        อันนี้เป็นความผิดพลาดที่ทีมงานบริหารยาสูบมองไม่ละเอียดพอ ว่าคู่แข่งจากต่างประเทศจะลงมาแข่งขันในตลาดล่าง ซึ่งยาสูบเป็นเจ้าตลาดอยู่

        โดยแหล่งข่าววงในจากบริษัทบุหรี่ต่างประเทศบอกว่า  เรื่องนี้เป็นความผิดพลาดของทีมบริหารโรงงานยาสูบ ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานร่วมกับกรมสรรพสามิต และเป็นหนึ่งในผู้ที่ร่วมวางกฎเกณฑ์การจัดเก็บภาษีด้วย แต่ปรากฏว่าพอถึงเวลาบังคับใช้กฎหมาย ตัวเองกลับไปปรับราคาขึ้น ขณะที่เอกชนสามารถลดราคาขายได้ แม้กำไรต่อซอง หรือมาร์จิ้นจะลดลงไป แต่ก็ได้ทดแทนในส่วนของจำนวนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเอกชนยืนยันว่าไม่ได้ดัมพ์ราคาจนเข้าเนื้อ แต่เป็นการกำหนดราคาในเชิงกลยุทธ์ที่สามารถแข่งขันได้ และก็ไม่เสียเปรียบ

        เรียกว่าเกมนี้โรงงานยาสูบเสียเปรียบเต็มประตู ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการกำหนดราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องค่านิยมคนไทยด้วย ที่นิยมบริโภคสินค้าจากต่างประเทศ หากเทียบแบรนด์กับราคาแล้ว ถ้าสินค้าตัวไหนราคาใกล้เคียงกัน ผู้บริโภคก็ย่อมเลือกสินค้า ที่มีชื่อเสียงระดับโลกก่อนอยู่แล้ว

        นี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทีมบริหารอาจจะมองไม่รอบคอบพอ หลังจากเคยชินกับการค้าขายแบบผูกขาดมานาน จนลืมเรื่องการปรับกลยุทธ์สำหรับการแข่งขัน ซึ่งก็พอเข้าใจว่าโรงงานยาสูบไม่ได้มีมิติในเชิงธุรกิจเพียงอย่างเดียวเหมือนกับภาคเอกชน แต่ยังต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนเกษตรกรผู้ผลิตใบยา โรงพยาบาล และอื่นๆ ประมาณ 1,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นต้นทุนที่เอกชนไม่มี

        แต่การที่ "แพ้" และจะไปโวยวายขอแก้กติกา หรือ "รีเซต" การแข่งขันใหม่ คงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เพราะเกมธุรกิจไม่ใช่เกมคอมพิวเตอร์ที่จะเริ่มต้นใหม่เพียงกดปุ่ม

        และที่สำคัญหากภาครัฐบ้าจี้ไปแก้ไขกติกาตามข้อเรียกร้อง อันนี้ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่า เพราะระบบภาษีสรรพสามิตไม่ได้ใช้กับสินค้าประเภทบุหรี่หรือยาสูบเพียงอย่างเดียว แต่ยังไปเกี่ยวข้องกับอีกหลายอุตสาหกรรม หากมีการปรับเปลี่ยน หรือช่วยเหลือทางด้านใดที่ไม่เป็นไปตามหลักกติกา จะกระทบรวนไปยังการเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เพราะทราบกันนี้ธุรกิจข้ามชาติเกลียดความไม่แน่นอนมากที่สุด ที่สำคัญการแก้ไขกติกายังอาจไปขัดกับการค้าโลก ซึ่งมีความเสี่ยงเกี่ยวกับการฟ้องร้องอีก

        ดังนั้น การแก้ที่ดีที่สุด คือ การปรับกลยุทธ์การแข่งขัน ซึ่งโรงงานยาสูบนั้นยังไงก็ยังถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ของตลาด และมีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ก็ยังสามารถปรับกลยุทธ์การขายได้สบายมาก เบื้องต้นก็คือการออกสินค้าใหม่ที่สร้างความได้เปรียบกับคู่แข่ง ด้วยช่องทางการขายที่มีทั่วประเทศ การจะกระจายสินค้าใหม่ลงตลาดไม่ใช่เรื่องยาก และน่าจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้

        ส่วนระยะยาวที่จะมีการแก้ไข ขณะนี้ พ.ร.บ.การยาสูบแห่งประเทศไทยฉบับใหม่ ที่จะเพิ่มโอกาสขยายธุรกิจในทิศทางไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ขายในประเทศ เช่นบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาข้อกฎหมาย 2.สามารถผลิตสินค้าตัวใหม่ไปขายในต่างประเทศได้ โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV ที่โรงงานยาสูบมีคู่ค้าสัญญากับบริษัท BJC เป็นตัวแทนจัดจำหน่าย และ 3.รับจ้างผลิตจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจจากต่างประเทศว่าจ้างโรงงานผลิต ย่อมเป็นทางออกสำหรับธุรกิจระยะยาว

        ขณะเดียวกัน ก็จะต้องมีการควบคุมต้นทุนที่เข้มงวดขึ้น กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ประกวดราคาเป็นธรรม รวมถึงควบคุมเรื่องของต้นทุนค่าจ้างต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมสภาพคล่องได้ดีที่สุด

        แพ้ทางแข่งขัน ก็ต้องปรับตัวใหม่ เพื่อแข่งขันต่อ  ไม่ใช่การเรียกร้องกติกาที่ให้ประโยชน์กับตัวเอง ซึ่งเชื่อว่าด้วยศักยภาพของโรงงานยาสูบที่มี สามารถแข่งขันในตลาดได้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องเริ่มต้นปรับกลยุทธ์การแข่งขันใหม่เท่านั้น.

ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง


ในส่วน "ราชอาณาจักร"...........คสช.ปักธงปฏิรูปตั้งแต่ พฤษภา ๕๗ มัวรุ่มร่ามอยู่กับการออกแบบ ๔ ปีผ่านไป "แกะแบบ" ลงมือเป็นเนื้อ-เป็นหนังได้ส่วนเดียว คือ EEC!

หัวหน้าพรรค 'เพื่อไทย' ตัวจริง
ถอดรหัสเลือกตั้ง "ต้นปี ๖๒"
'ใครหัวหน้า' สำคัญกว่าถูกดูด    
แอมเนสตี้ที่ 'สังคมไม่ต้องการ'
อีกก้าวของ 'นายกฯ เผด็จการ'
คสช.คือกบฏแผ่นดิน?