"ฟูจิเมืองเลย" ในหน้าฝน


   

(มุมยอดฮิต ไม่ว่าใครก็จะต้องมาถ่ายรูปตรงจุดนี้เบื้องหน้าคือฟูจิเมืองไทย)

    ต้องยอมรับว่าบ้านเรา ไทยแลนด์แดนสยามเมืองยิ้ม ก้าวสู่ภาวะโลกร้อนแล้วจริงๆ หลายคนคงจำรสชาติอากาศร้อนอบอ้าวในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาได้ ซึ่งปีนี้ถือว่าเราเจอศึกหนัก ร้อนกันแทบตับแลบถ้วนหน้าทุกภาค และพอย่างเข้าหน้าฝน พระพิรุณโปรยปรายมาหน่อยก็ช่วยคลายร้อนไปได้ แต่สังเกตไหมว่าถ้าช่วงไหนฝนทิ้งช่วงไปนานๆ หลายวัน อย่างที่ร้องโอดโอยว่าปีนี้เกิดภัยแล้ง อากาศก็จะร้อนมาก คล้ายหน้าร้อนเลยทีเดียว

(มองจากมุมสูงบนยอดภูป่าเปาะ)

    ที่เกริ่นเรื่องดินฟ้าอากาศก็เพราะเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนได้ไปจังหวัดเลย และได้แวะไปเที่ยว "ภูป่าเปาะ" ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นฟูจิเมืองเลย ซึ่งเท่าที่เห็นก็มีอารมณ์คล้ายๆ ภูเขาไฟฟูจิอยู่บ้าง แม้จะไม่เหมือนกันเด๊ะทุกกระเบียด เพราะฟูจิของแท้แดนซากุระนั้น ยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะ แต่ที่ภูป่าเปาะบ้านเราปกคลุมด้วยเมฆหมอก แต่ถึงอย่างนั้นภาพรวมที่ออกมาก็ดูสวยตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ยิ่งหลังฝนตกไม่นานอากาศที่เลยก็ค่อนข้างเย็น ก็ยิ่งทำให้มีหมอกปกคลุมยอดภูมากยิ่งขึ้น

("ภูหอ" หรือฟูจิเมืองไทย ในมุมมองอีกด้าน ไม่มีหมอกปกคลุม)

    ตอนแรกที่ได้ยินว่าภูป่าเปาะ ฟูจิเมืองไทย (หรือจะเรียกว่าฟูจิเมืองเลยก็ไม่ผิด) ก็คิดว่าได้ไปขึ้นภูเขาที่คล้ายฟูจิของญี่ปุ่น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ การไปชมฟูจิเมืองเลยคือการต้องไปขึ้นภูป่าเปาะที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร และพอไปถึงจุดที่ชมวิวต้องหันหน้าไปยังทิศทางเบื้องหน้าอีกฟากหนึ่ง ก็จะเห็นภูเขายอดตัดลูกหนึ่งปกคลุมด้วยทะเลหมอก ภูเขาลูกนี้มี่ชื่อว่า "ภูหอ" เป็นภูเขาที่แปลกไปจากภูเขาอื่นๆ ทั่วไปในบ้านเรา ก็ตรงที่มี "ยอดตัด" นี่ล่ะ ซึ่งคล้ายกับปล่องภูเขาไฟ 

(ฟูจิเมืองเลย)

    ช่วงที่ไปเป็นช่วงหลังฝนตกไม่นาน ม่านหมอกจึงปกคลุมภูหอหนาแน่น เหมือนหิมะห่อหุ้มยอดเขาไว้ยังไงยังงั้น บางคนบอกว่าหมอกเยอะไปจนน่าเสียดาย ทำให้ไม่เห็นส่วนที่เป็นยอดตัด แต่เราว่าทะเลหมอกนี่แหละที่ทำให้ภูเขาลูกนี้ดูสวย ถ้าไม่มีเมฆหมอกปกคลุมซะเลยก็จะดูแห้งๆ ไม่ค่อยสวยเท่าที่ควร

 

    "ฟูจิเมืองเลย" เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่บูมมาสักประมาณ 5-6 ปีนี่เอง และต้องยกนิ้วให้กับไอเดียสุดเจ๋งของชาวบ้านผาหวาย อ.หนองหิน จ.เลย ที่มองเห็นว่าความงดงามและความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติในท้องถิ่นตัวเองน่าจะเป็นจุดขาย ดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้คนในชุมชน เลยทำการโปรโมต ใครอยากไปดูฟูจิเมืองเลยก็ต้องมาที่ภูป่าเปาะ ซึ่ง อบต.มี "รถอีแต๊ก" ขับพาไป ราคาค่าโดยสารหัวละ 60 บาท ซึ่งสะดวกดี เพราะถ้าเดินขึ้นไปเองคงเหนื่อยไม่น้อย 

(ชิงช้าบนจุดชมวิวที่ 2)

    วันที่ไปไม่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นนอกจากพวกเรา บรรยากาศคนน้อยๆ นี่ดีจริงๆ ได้เห็นธรรมชาติถนัดหูถนัดตาชัดเจน คุณลุงที่ขับรถอีแต๊กพาเราขึ้นไปจุดชมวิวที่มี 4 จุด บอกว่า ถ้าเป็นช่วงปีใหม่คนแน่นมาก ไม่ต่ำกว่า 6-7 พันคน/วัน ทาง อบต.ต้องระดมจัดหารถอีแต๊กไม่ต่ำกว่า 50 คันไว้รองรับคลื่นนักท่องเที่ยวที่ถาโถม ลุงบอกว่าวิ่งขึ้นวิ่งลงทั้งวันจนไม่มีเวลากินข้าว แม้ป้าจะเตรียมข้าวปลาอาหารมาให้แต่ก็ไม่ได้กินเพราะไม่มีเวลาจริงๆ ได้ฟังแล้ว เราก็นึกดีใจที่ไม่ได้มาช่วงปีใหม่หรือวันหยุดยาว 

(จุดชมวิวที่ 2)

    ที่บอกว่าจุดชมวิวมี 4 จุด เราคิดว่าจุดแรกสวยที่สุด จุดที่สองก็ไม่ค่อยมีอะไร ส่วนจุดที่ 3 ก็เป็นจุดพัก เพราะรถอีแต๊กไปได้แค่นี้ การขึ้นสู่จุดที่ 4 จะต้องเดินขึ้นเขาระยะทางประมาณ 300 เมตร เพื่อไปถึงจุดสูงสุดของภูป่าเปาะ ซึ่งจะสามารถเห็นวิวของเมืองได้รอบทิศ

(ทางเดินขึ้นจุดชมวิวที่ 4 ลื่นพอสมควร เพราะฝนตกก่อนหน้านี้)

    ระยะทางแค่ประมาณ 300 เมตร ถ้าเป็นทางพื้นราบถือว่าไม่ไกล แต่นี่เป็นการขึ้นภูเขา ทางที่เดินขึ้นเป็นทางดิน แต่ถูกทำเป็นขั้นบันใด สองข้างทางมีราวไม้ไว้ให้จับ ทางค่อนข้างลื่นมาก เพราะฝนเพิ่งตกหนักๆ ไปไม่นาน และช่วงที่เดินขึ้นฝนก็ยังโปรยปรายปรอยๆ เล็กน้อยอีกด้วยทางจึงลื่น ช่วงขาลงบางคนลื่นไถลก้นกระแทกก็มี การเดินต้องใช้ความระมัดระวังสูงพอสมควร กว่าจะถึงยอดก็เล่นเอาหอบแฮกๆ ตามประสาคนไม่ค่อยออกกำลัง

(เสาบอกป้ายทิศทางบนยอดเขา จุดชมวิวที่ 4)

    บนยอดถือว่าเป็นจุดวิวหลักล้าน และมีเสาติดป้ายชี้ทิศทางสถานที่สำคัญของจังหวัดเลยตั้งไว้ ป้ายบางอันหลุดลอยหายไปเพราะที่นี่ลมแรงมากๆ ลุงคนขับที่เดินขึ้นมาด้วยบอกว่าบนยอดเขานี่ลมแรงจริงๆ เสาไม้ที่ทำป้ายทิศทางอันเก่ายังเอาไม่อยู่ หักไปแล้ว เลยต้องทำเป็นเหล็กแทน ส่วนทิศทางที่ป้ายชี้ก็คือ ชี้บอกว่า ภูหลวง ภูกระดึง น้ำนาว สวนหินงาม และที่อื่นๆ อยู่ทิศทางไหน ใครอยากเห็นภูอะไรก็มองไปทางป้ายที่ชี้

(รถอีแต๊กที่พาขึ้น)

    ลืมบอกไปว่า จากข้อมูลของคุณลุงพลขับอีแต๊กบอกว่า ช่วงเวลายอดฮิตที่คนทะลักทลายขึ้นไปภูป่าเปาะคือในช่วงปีใหม่ หรือช่วงหน้าหนาวก็คือช่วงเช้ามืด โดยเป้าหมายก็เพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้น หรือบางกลุ่มอาจจะไปช่วงเย็นก็เพื่อไปดูพระอาทิตย์ตก แต่ช่วงเวลาที่เราไปเป็นเวลาประมาณบ่ายสอง เลยไม่มีพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตกเป็นของแถม แต่ก็คิดว่าไม่ได้แย่ซะทีเดียว เพราะเราได้สัมผัสอากาศที่สุดแสนจะเย็นสบาย และค่อนข้างหนาวด้วยซ้ำ

(เบื้องหน้าคือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ)

    อีกทั้งความบริสุทธิ์ของอากาศ บวกกับวิวทิวทัศน์ที่มองไปทางไหนก็จะเห็นภูเขา และเห็นความเขียวขจีของแมกไม้สุดลูกหูลูกตา เป็นความสดชื่นที่คนกรุงโหยหามาก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับอากาศร้อนและมลพิษที่เจอในกรุงเทพฯ อากาศที่ภูป่าเปาะถือว่าเป็นโอโซนชั้นยอดจริงๆ และรู้สึกว่าโชคดีแม้เราจะไม่ได้มาช่วงหน้าหนาว แต่เราก็ได้สัมผัสอากาศหนาว ถือเป็นของแถมที่หาไม่ได้ง่ายๆ.


ที่ "อุบลราชธานี"....."กองทัพน้ำใจ" กับ "กองทัพน้ำท่วม" ขับเคี่ยวกันมาเป็นสัปดาห์แล้ว ตอนนี้ ดูเหมือน "กองทัพน้ำ" กำลังอ่อนแรง 

'เส้นทาง ๒ มิติ' รอ.ธรรมนัส
เฉพาะกับ "พระมหากษัตริย์"
ว่าด้วย 'บุญคุณและเอื้ออาทร'
น้ำครำตรวจสอบน้ำเน่า
น้ำท่วม 'อย่าเอาแต่ดู' ต้องทำ
ตรรกะ 'ตลบตะแลง' ของธร