รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต


   

               นายสุวิทย์ เมษินทรีย์....

                รัฐมนตรีว่าการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.)

                เป็นกระทรวงใหม่ "แกะกล่อง"

                ส่วนรัฐมนตรี ไม่ใช่คนใหม่ แต่เป็น "ผู้นำทางความคิดใหม่" คู่ควรกับกระทรวงใหม่นี้ยิ่งนัก

                อยากบอกว่า "เกือบ" สายไปแล้ว

                แต่โชคดีที่ "ตั้งต้นทัน" ก่อนสายนั้น "จะเกินแก้"!

                เพราะในภาวะ "โลกลอกคราบ" สู่ศตวรรษที่ ๒๑ ทุกการเริ่มใหม่ ถ้าไม่จับหลักที่ "ระบบศึกษา-งานวิจัย"

                "เก่าก็จะไม่ได้-ใหม่ก็จะไม่เกิด" ผลที่ได้จากการปฏิรูปแบบลิงแก้แห คือ

                ไทย "ตายซาก"!

                "กระทรวง อว." การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นี้ เหมือน "เข็มทิศ"

                เข็มทิศเฉยๆ ไม่ต่างเศษเหล็ก แต่ที่บอกทิศได้ นั่นเพราะ "เข็มแม่เหล็ก" ที่อยู่ข้างใน

                "รัฐมนตรีสุวิทย์" คือ "เข็มแม่เหล็ก" ของกระทรวง อว.ทำหน้าที่ตอบสนองแรงดูดจากขั้วแม่เหล็กโลก

                เพื่อไทยไม่ "หลงทิศ" การปฏิรูปประเทศสู่ศตวรรษใหม่

                ที่พูดถึงรัฐมนตรีสุวิทย์ ด้วยเหตุ ๒ ประการ

                ประการแรก.......

                วิสัยทัศน์ท่าน ตอนเปิดงาน "Wisdom Movement: ขับเคลื่อนอนาคตชุมชนไทยด้วยงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น"

                สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) จัดวานซืน (๑๔  ส.ค.๖๒)

                บอกได้ว่า...ใช่เลย!

                "เรียนรู้" ใครๆ ก็เรียนได้ แค่ "คิดตาม-พูดตาม-ทำตาม" แต่ผลที่ได้ คือ "ตามเขา"

                ในเมื่อเราหวัง "สร้างทางนำ" สังคมชาติ-สังคมโลก ก็ต้องเปลี่ยนการ "เรียนรู้"

                เป็นการ...."เรียนเป็น"

                "เรียนเป็น" คือการ "คิดแหก" ออกไป เพื่อสร้างทางนำใหม่ ในความหมาย "ขับเคลื่อนอนาคตชุมชนไทยด้วยงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น"

                ประการที่สอง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๑ ในงานสัมมนาเชิงวิชาการ "วันโหรจรัญ"

                "โหรจรัญ" คือ "อาจารย์จรัญ พิกุล" ปรมาจารย์โหราศาสตร์สากล สู่ยูเรเนียน ผู้ล่วงลับ

                ท่านดั้นด้นไปเรียนศาสตร์นี้ถึงอังกฤษในสมัยนั้น!

                ในงาน ลูกศิษย์-ลูกหา มีพูดถึงปรากฏการณ์สำคัญทางดาราศาสตร์ ว่าด้วยดาวพลูโตด้วย

                พลูโตจะโคจรแต่ละราศีต้องใช้เวลามากกว่า ๑๐-๓๐ ปี รอบนี้-ขณะนี้ ย้ายจากราศีธนู ไปสู่มังกร

                จะอยู่ที่มังกร จาก พ.ศ.๒๕๕๑-๒๕๖๕ คือประมาณ ๑๔-๑๕ ปี

                พลูโตสำคัญอย่างไร?

                พลูโต เป็นพลังงานสร้างของอดีต ความหมายของมันคือ "การปฏิรูป" ในขั้นเปลี่ยนยุคสมัย

                แต่จะมองให้เห็น "จะไม่เห็น" เพราะมันเป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายใน แบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป

                มารู้ตัวอีกที....

                อ้าว...จากหน้ามือ-เป็นหลังมือไปแล้วหรือนี่?!

                การเปลี่ยนแปลงนั้น จะแบบไหน ขึ้นอยู่กับว่า พลูโตโคจรผ่านราศีอะไร สังคมโลกก็จะเปลี่ยนแปลงตามความหมายราศีนั้นๆ

                "Pallas" ได้เขียน "พลูโตในยุคสมัยต่างๆ" ไว้ในหนังสือประกอบการสัมมนา

                ผมอ่านก็เก็บไว้ ๑๐ กว่าปีแล้ว เพื่อพิสูจน์ว่า....

                เมื่อพลูโตโคจรมาอยู่มังกร ๑๔ ปี จาก ๒๕๕๑-๒๕๖๕ บ้านเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงตามความหมายราศีมังกรจริงหรือไม่?

                พอมาได้ฟังวิสัยทัศน์ "รัฐมนตรีสุวิทย์" ก็ต้องบอกว่า ที่ Pallas ถอดรหัสพลูโตไว้เมื่อสิบปีก่อน กับที่รัฐมนตรีสุวิทย์พูดวันนี้

                "ตรงกัน" เป๊ะ!

                จึงอยากยกเทียบให้ดูเป็นกรณีศึกษา เริ่มจากวิสัยทัศน์รัฐมนตรีสุวิทย์ก่อน ดังนี้

                "ประเทศไทยต้องกล้าคิดและก้าวต่อไป โดยการปรับเปลี่ยนประเทศด้วย 'ภูมิปัญญาของฐานราก'

                คือในทศวรรษที่ ๓ ของการวิจัยท้องถิ่น ถึงจุดจะต้องคิดถึงการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่

                อดีต ไทยติดกับดักมากมาย ทั้งเรื่องความยากจน ความเหลื่อมล้ำ รายได้ปานกลาง

                หัวใจสำคัญของปัญหาอยู่ที่ 'ความไม่สมดุล' ระหว่าง ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ, ความอยู่ดีกินดีทางสังคม, สิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลาย และ การปิดกั้นภูมิปัญญามนุษย์

                เพราะฉะนั้น ที่ผ่านมา ไทยจึงอยู่ในยุคที่พยายามทำให้ 'ประเทศทันสมัย'

                ซึ่งจากนี้..........

                กำลังเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่เน้น 'ความทันสมัย' เป็นประเทศที่เน้น 'ความยั่งยืน' เป็นสำคัญ

                'สร้างความสมดุล' ในทุกภาคส่วน ทั้งระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์, มนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับเทคโนโลยี

                โดยต้องมี 'กรอบความคิด' ที่จะทำให้นำพาประเทศและโลก ไปข้างหน้าได้ ซึ่งประเทศเรามีอยู่

                คือ 'ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง'

                ที่จะเชื่อมโยงกับการจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs) ของสหประชาชาติได้อย่างลงตัวและพอดี

                ดังนั้น หน้าที่สำคัญของ สกสว.คือ 'ถอดรหัส' เรื่องนี้ออกมาให้ได้

                เพื่อนำไปสู่เรื่องการบริหารจัดการและการปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์

                'เงื่อนไขจำเป็น' ที่จะทำให้เราไปสู่โลกที่ต้องการ คือ การ 'เปลี่ยนแนวคิดสังคมไทย'

                จาก ME Society ให้เป็น WE Society แทนที่จะมองแต่เรื่องของตัวเอง แต่จะต้องมองสังคมในองค์รวม

                สร้างบรรยากาศของการเติบโตเพื่อให้ปัญญาของมนุษย์เกิดขึ้นมา

                ระบบงานวิจัย 'ต้องเปลี่ยน' จากการให้ 'สิ่งจูงใจ' เป็นการให้ 'แรงบันดาลใจ'

                ให้คนคิดที่จะทำสิ่งที่ 'ใหญ่กว่าตัวเอง' ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ให้เป็นภูมิปัญญามหาชน เป็นภูมิปัญญาที่ยิ่งใหญ่ สร้างการเปลี่ยนแปลงสังคม

                หากเปลี่ยนได้ ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่เกิดโครงสร้าง 'สังคมทางปัญญา' อย่างแท้จริง

                เพราะการที่ท้องถิ่นจะเติบโตได้ หรือประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัย 'พลังจากคน'

                แม้แต่มหาวิทยาลัย ก็จะต้องลงไปทำงานที่ตอบโจทย์สังคมประเทศ ไม่ใช่ตอบโจทย์ตัวเอง

                ดังนั้น ต้องมีการเปลี่ยนแปลง

                โจทย์การวิจัยของทศวรรษจากนี้ไป คือการเปลี่ยนเป็น 'สังคมของเรา' ให้ได้

                ถ้าหากไม่สามารถเอาชนะเงื่อนไขนี้ได้ โอกาสที่จะทำงานวิจัยในท้องถิ่น ในลักษณะเป็นกลุ่มๆ  แบบเดิมก็มีพลัง

                แต่ไม่สามารถสร้าง 'ความเปลี่ยนแปลง' ในวงกว้างได้

                ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้

                ความยากจน ความเหลื่อมล้ำต่างๆ ก็ยังคงอยู่

                ดังนั้น ต้องช่วยกันตอบโจทย์นี้........

                มีภาพอยู่ตรงกลางชัดเจนอยู่แล้ว ๔ รูปแบบ ที่สอดคล้องตอบโจทย์ประเทศและโลก

                -การวิจัยเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน         

                -การวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่และเศรษฐกิจฐานราก

                -การวิจัยเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์"

                ครับ....รัฐมนตรีสุวิทย์ "ฟันธง"

                "กรอบคิด" ที่จะทำให้นำพาประเทศและโลกไปข้างหน้าได้

                คือ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"

                ทีนี้ มาดูที่ Pallas นำสถิติโลกสู่ยุคพลูโตในราศีมังกรแต่ละครั้งในรอบ ๑,๒๐๐ ปี มาให้ดู แต่ผมจะคัดเฉพาะที่มีความหมายกับไทยเท่านั้น

                ราศีมังกร หมายถึง รัฐบาล ชนชั้นกลาง สถาบัน องค์กรขนาดใหญ่ และโครงสร้างอำนาจ

                เมื่อพลูโตโคจรถึง หมายถึง การเปลี่ยนแปลง การปฏิรูป การปฏิวัติ ในช่วง ๑๔ ปี จาก ๒๕๕๑-๒๕๖๕

                คาดว่า เราจะเห็นการปฏิรูปการปกครองเกิดขึ้นในประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

                สำหรับประเทศไทย ระบบการปกครองและบริหารราชการแผ่นดินกำลังอยู่ในภาวะถูกท้าทายอย่างวิกฤติ

                คนไทยจะต้องร่วมกันคิดอ่านหาทางปฏิรูปการเมืองการปกครองของเราให้ทันยุคสมัยและเกิดประโยชน์ต่อประเทศสูงสุด

                มิฉะนั้น ความเป็นผู้นำของไทยในภูมิภาคจะเสื่อมถอย จนถูกประเทศอื่นแซงขึ้นไป

                อย่างไรก็ดี คนไทยเรามีแนวทางการปฏิรูปสำคัญที่ได้รับพระราชทานจาก "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"

                นั่นคือ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"

                เพราะ "ความพอเพียง" คือ "ราศีมังกร" พลูโต คือการปฏิรูป รวมความกันคือ การปฏิรูปไปสู่ความพอเพียง

                หากรวมใจทำเช่นนั้นจริง ประเทศไทยก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน

...............................

                เห็นมั้ย..."ทุกศาสตร์" สรุป โลกสู่ยุคใหม่ นั้น "สูงสุด" สู่สามัญ ที่ "สูงสุด"

                คือ "เศรษฐกิจพอเพียง"!

 


เงินนี่...ชักน่ากลัวขึ้นทุกวัน!นับวันจะใช้ซื้อได้ทุกอย่าง จนมองไม่เห็นว่าจะมีอะไรไปหยุดมันได้ถึงจุดหนึ่ง โลกไม่แตก แต่มนุษย์จะตกต่ำ เมื่อสังคมให้ค่าเงินเหนือความเป็นมนุษย์

นี่ไง....'ใบเสร็จปล่อยกู้พรรค'
เฟกนิวส์ "อาวุธพิทักษ์ฐานคะแนน"
วาทกรรม 'ไพร่' เพื่อพ่ายสภา
นวัตกรรม 'กล่องข้าวน้อยให้แม่'
ร้อยล้าน ‘ศรัทธาบริการ’ บิณฑ์
'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'