กระตุ้นเศรษฐกิจ


   

 

        รัฐบาลทุ่มสุดตัวกับแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่ ครม.เศรษฐกิจเคาะกันออกมาเมื่อวันศุกร์ที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยในแพ็กเกจนี้รัฐบาลเตรียมทุ่มเงินทั้งแบบทางตรงและทางอ้อม ลงเข้าสู่ระบบเป็นวงเงินรวมถึง 3.16 แสนล้านบาท เพื่อมาพยุงเศรษฐกิจที่กำลังผันผวนอย่างหนักจากปัจจัยภายนอก

                เบื้องต้นมาตรการที่คลอดออกมา จะเน้นใน 3 ด้าน รับมือภัยแล้ง, กระตุ้นลงทุนและการบริโภค, ดูแลค่าครองชีพ              

                ตามที่ อุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ออกมาชี้แจง ระบุว่า มาตรการทั้งแพ็กเกจที่ออกมาจะสร้างความมั่นใจและให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากที่สุด โดยมีวงเงินรวมของมาตรการ อยู่ที่ 3.16 แสนล้านบาท ซึ่งหาก ครม.เห็นชอบ ก็จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้มากกว่า 3%

                สำหรับรายละเอียดของมาตรการแบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านภัยแล้ง ซึ่งจะดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งใน 13 จังหวัด คิดเป็น 9.9 แสนราย โดยพักชำระหนี้และลดอัตราดอกเบี้ยเป็นเวลา 1 ปี

                นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อฉุกเฉินวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ดอกเบี้ย 0% ปีแรก ให้กู้รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท พร้อมสินเชื่อฟื้นฟูการผลิต วงเงิน 5 พันล้านบาท อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ให้กู้รายละไม่เกิน 5 แสนบาท และสินเชื่อเพื่อลดต้นทุนการผลิตสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ฤดูกาลผลิต 2562/63 จำนวน 3 ล้านราย

                ด้านที่ 2 การกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน ประกอบด้วยหลายมาตรการ เช่น มาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว ชิม ช็อป ใช้ โดยจะแจกเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-วอลเลท) ให้กับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป คนละ 1 พันบาท เพื่อไปใช้จ่ายในการท่องเที่ยว เป็นค่าอาหาร ค่าซื้อสินค้าในท้องถิ่น และค่าที่พักอาศัยในจังหวัดที่ตัวเองไม่ได้อยู่ ตั้งเป้าหมาย 10 ล้านคน รวมถึงยังมีส่วนเสริมสำหรับผู้ที่ใช้เงินท่องเที่ยวผ่านอี-วอลเลทเกิน 1 พันบาท แต่ไม่เกิน 3 หมื่นบาท ทางรัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยคืนให้ในอัตรา 15% เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวมากขึ้น สำหรับรายละเอียดของมาตรการทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเป็นการชี้แจงต่อไป

                “ได้มีการเสนอในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ให้มีการขยายเวลาฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนและอินเดียอีกระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติ โดยจะต้องมีการหารือเพิ่มกับฝ่ายความมั่นคง ก่อนเสนอให้ ครม.เป็นผู้พิจารณา” นายอุตตมกล่าว

                ในส่วนของการกระตุ้นการลงทุน จะมีมาตรการภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนในปีนี้ ให้สามารถนำรายจ่ายจากการซื้อเครื่องจักรมาหักภาษีได้ 1.5 เท่า และรัฐบาลจะมีการเติมเงินให้กับกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ระยะเวลากู้ 7 ปี ขณะเดียวกันธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย จะเข้ามาช่วยเสริมการปล่อยกู้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษให้กับธุรกิจรายเล็กเช่นเดียวกัน วงเงินรวม 1 แสนล้านบาท และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะเข้ามาช่วยค้ำประกันให้กับผู้ประกอบการ โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้มากขึ้น

                นอกจากนี้ จะให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน ดำเนินการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ วงเงินรวม 5.2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น ธอส. วงเงิน 2.7 หมื่นล้านบาท และออมสิน วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท

                ด้านที่ 3 มาตรการด้านค่าครองชีพ โดยจะมีการเติมเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 14.5 ล้านคน ผ่านอี-วอลเลท ซึ่งจะครอบคลุมกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีบุตร วงเงินรวมทั้งสิ้น 2 หมื่นล้านบาท โดยจะดำเนินการภายในช่วงเวลา 5 เดือนที่เหลือของปีนี้

                ทั้งนี้ ครม.เศรษฐกิจยังเห็นชอบให้มีการพักชำระเงินต้นของกองทุนหมู่บ้าน ที่กู้จาก ธ.ก.ส. และธนาคารออมสิน วงเงินสินเชื่อคงค้าง 6.7 หมื่นล้านบาท

                “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด จะมีวงเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 3.16 แสนล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินจากธนาคารรัฐ 2.07 แสนล้านบาท ส่วนอีกประมาณ 1 แสนล้านบาทจะมาจากงบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นเงินของกองทุนต่างๆ"

                นับเป็นการเติมกระสุนครั้งใหญ่ของรัฐบาลที่จะต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนมากเช่นนี้.

ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง


เงินนี่...ชักน่ากลัวขึ้นทุกวัน!นับวันจะใช้ซื้อได้ทุกอย่าง จนมองไม่เห็นว่าจะมีอะไรไปหยุดมันได้ถึงจุดหนึ่ง โลกไม่แตก แต่มนุษย์จะตกต่ำ เมื่อสังคมให้ค่าเงินเหนือความเป็นมนุษย์

นี่ไง....'ใบเสร็จปล่อยกู้พรรค'
เฟกนิวส์ "อาวุธพิทักษ์ฐานคะแนน"
วาทกรรม 'ไพร่' เพื่อพ่ายสภา
นวัตกรรม 'กล่องข้าวน้อยให้แม่'
ร้อยล้าน ‘ศรัทธาบริการ’ บิณฑ์
'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'