"สูงวัยสดใสยุค 4.0"  ยกระดับสุขภาวะสว.


   

    คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ริเริ่ม “โครงการสูงวัยสดใส ยุค 4.0” โดยได้รับการสนับสนุนหลักจากกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ใช้ชื่อโครงการอย่างเป็นทางการว่า “โครงการการประยุกต์ใช้และพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health & Wellness) เพื่อยกระดับสุขภาวะผู้สูงอายุในกลุ่มภาคกลาง” ดำเนินโครงการระหว่างเดือนตุลาคม 2561-กันยายน 2562

    ศ.ดร.ฉัตรเฉลิม อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ริเริ่มโครงการ กล่าวว่า “เทคนิคการแพทย์มีจุดแข็งหรือความเชี่ยวชาญในเรื่องการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ และหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประเมินสุขภาวะทั้งในคนปกติหรือคนป่วย โดยสามารถติดตามพัฒนาการเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ตลอดจนสามารถติดตามการรักษา พยากรณ์โรค สร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคต่างๆ โดยเราจะนำข้อมูลที่ได้ไปค้นวิเคราะห์ระดับลึกๆ ในร่างกาย เพื่อที่จะมาดูว่าในแต่ละคนจะต้องมีรูปแบบของดูแลสร้างเสริมสุขภาพตัวเองอย่างไร เพื่อที่จะได้สามารถเข้าใจกับวิถีชีวิต เข้าใจปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรค และมีการดูแลสุขภาพได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น”


    “ประเด็นที่รัฐบาลให้ความสนใจมากคือ ในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพคน เพราะฉะนั้นการที่ถ้าเราทำให้คนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะผู้สูงอายุสามารถเรียนรู้และเข้าถึงนวัตกรรมต่างๆ ได้ ถือเป็นการพัฒนาศักยภาพทั้งในการดูแลตนเอง การพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว ตลอดจนชุมชนของตัวเองให้ดีขึ้นได้ด้วยการนำนวัตกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์เข้ามาช่วยอธิบายในการพัฒนาศักยภาพ และคุณภาพชีวิตของตัวเองสู่รูปแบบที่เข้าถึงได้มากขึ้น เพื่อทำให้เกิดการรับรู้และเท่าทันต่อประเด็นปัญหาสุขภาพต่างๆ ได้ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สอดรับกับทั้งเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพคน และไทยแลนด์ 4.0 ในการส่งต่อนวัตกรรมให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ ได้เข้าถึงมากขึ้น” ศ.ดร.ฉัตรเฉลิม อิศรางกูร ณ อยุธยา กล่าว
    ศ.ดร.ฉัตรเฉลิมกล่าวต่อไปว่า “ในการดำเนินโครงการ เราได้นำนวัตกรรมการตรวจวิเคราะห์คลื่นสัญญาณไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography หรือ EEG) ซึ่งเดิมมีการใช้ในทางการแพทย์เพื่อวินิจฉัยรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทและสมอง แต่เรานำมาปรับเปลี่ยนมุมมองโดยเอานวัตกรรมมาใช้กับสุขภาพทางใจในรูปแบบของการลดความเครียด หรือการผ่อนคลายที่เหมาะสม และสามารถจับต้องได้ โดยปัจจุบัน คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล นับเป็นแห่งแรกที่นำเอาเครื่อง EEG มาใช้วัดคลื่นสมองเพื่อหาจริตแห่งความผ่อนคลาย โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health And Wellness Centre) คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตบางกอกน้อย”


    “ปกติเราใช้เครื่อง EEG ในการวิเคราะห์คลื่นสมอง 2 คลื่นที่สำคัญ ได้แก่ 1.คลื่นเบตา ซึ่งเป็นคลื่นที่มีความถี่สูงมาก เป็นคลื่นในช่วงที่สมองมีการตระหนักครุ่นคิด รวมไปถึงในบางมิติที่หากคลื่นเบตาสูง อาจหมายถึงคนที่มีภาวะเครียดสะสมด้วย 2.คลื่นแอลฟา ซึ่งเป็นคลื่นที่มีความถี่ต่อรอบต่ำลง โดยคลื่นแอลฟาจะเพิ่มสูงขึ้นในคนที่สามารถควบคุมการทำงานของสมองให้ผ่อนคลายลงมาได้ในระดับหนึ่ง โดยจากการวิเคราะห์คลื่นสมองทั้ง 2 คลื่นนี้ด้วยการใช้เครื่อง EEG เราสามารถแนะนำแนวเพลงที่มี rhythm & melody ที่ทำให้คลื่นสมองผ่อนคลายในระดับที่เหมาะสมกับแต่ละคน ซึ่งจากงานวิจัยที่เราทำมาก่อนหน้านี้พบว่าหลายคนมีรูปแบบของการผ่อนคลายด้วยเพลงที่แตกต่างกัน จึงได้มีการนำนวัตกรรมการใช้คลื่นไฟฟ้าสมองเข้ามาช่วยค้นหาเพลงที่เหมาะสมในการผ่อนคลาย”
    “นอกจากนี้ ในโครงการยังได้จัดให้มีกิจกรรมเพื่อการผ่อนคลายต่างๆ อาทิ Art Relaxation ซึ่งใช้เรื่องของศิลปะ อย่างเช่นการวาดภาพด้วยสีต่างๆ การจัดดอกไม้ด้วยศาสตร์ของญี่ปุ่น เข้ามาช่วยทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการเกิดภาวะผ่อนคลาย และ Body Relaxation ซึ่งเป็นการผ่อนคลายร่างกาย ยืดเหยียดด้วยการเคลื่อนไหวโดยใช้ศาสตร์ของจีนที่เรียกว่า "เต้าเต๋อซินซี" เพื่อช่วยให้มีการหมุนเวียนของลมปราณ ทำให้ร่างกายสามารถควบคุมระบบต่างๆ ได้ดีขึ้น” คณบดีเทคนิคการแพทย์กล่าว
    ผศ.ดร.วิลาสินี สุวรรณจ่าง ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนาสุขภาวะ สวัสดิภาพ และความปลอดภัย คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ดูแลโครงการ กล่าวเสริมว่า โครงการสูงวัยสดใส ยุค 4.0 นี้เป็นโครงการนำร่องในพื้นที่ภาคกลาง และจะขยายผลสู่ภาคอื่นๆ ต่อไปในอนาคต ที่ผ่านมาโครงการได้ลงไปทำกิจกรรมในพื้นที่ชุมชนพยุหะคีรี จ.นครสวรรค์, ชุมชนมหาสวัสดิ์ ต.มหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม, ชุมชน ต.บางเตย อ.สามพราน จ.นครปฐม, ชุมชนเบิกไพร ต.เบิกไพร อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี, พื้นที่ทุ่งครุ กรุงเทพฯ, พื้นที่เสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ, พื้นที่สามพราน จ.นครปฐม และพื้นที่กรุงเทฯ พและปริมณฑล ซึ่งมีการจัดที่คณะฯ ทุกเดือน โดยกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ผู้สูงอายุวัย 50 ปีขึ้นไป ซึ่งในแต่ละพื้นที่จะมีการคัดเลือก “ผู้นำต้นแบบ” ในการดูแลสุขภาพ เพื่อที่จะเป็นแบบอย่างให้กับชุมชน โดยพิจารณาจากผลการตรวจสุขภาพ ซึ่งผู้นำต้นแบบจะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งกับผู้ทำโครงการและกับเพื่อนๆ ผู้สูงอายุที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยจะมาเล่าสู่กันฟังว่า การที่เขามีสุขภาพที่ดี วิถีชีวิตประจำวันของเขาเป็นอย่างไรบ้าง และอะไรที่ทำให้เขามีสุขภาพที่ดี.


วันนี้ พุธ ๑๘ กันยา ฝ่ายค้านอภิปรายทั่วไปรัฐบาล ประเด็น "นายกฯ ถวายสัตย์ฯ" ส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุม

ร้อยล้าน ‘ศรัทธาบริการ’ บิณฑ์
'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'
'เส้นทาง ๒ มิติ' รอ.ธรรมนัส
เฉพาะกับ "พระมหากษัตริย์"
ว่าด้วย 'บุญคุณและเอื้ออาทร'
น้ำครำตรวจสอบน้ำเน่า