ครม.ไฟเขียว3.2แสนล้าน คลอดแพ็กเกจกระตุ้นศก.


   

 ครม.ไฟเขียวแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ 3.16 แสนล้าน เร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ คนจนเฮ! รับเงินเพิ่ม 500 บาทล็อตแรก 21 ส.ค. เงินเที่ยว 1 พันยังไม่เคาะวันลงทะเบียน เริ่มใช้ 27 ก.ย.-30 พ.ย.62

    เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 3.16 แสนล้านบาท ตามที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว, การช่วยเหลือเกษตรกร, การดูแลค่าครองชีพ, การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นต้น ซึ่งในแต่ละมาตรการจะค่อยๆ ทยอยมีผลบังคับใช้ได้ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป ทั้งนี้ต้องเตรียมประชาสัมพันธ์มาตรการต่างๆ ให้รับรู้ในวงกว้างก่อน 
    สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพ เศรษฐกิจชะลอตัวและภัยแล้ง ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.ผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับเงินเพิ่มคนละ 500 บาทต่อเดือน เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการรัฐเดือนละ 500 บาท และเพิ่มเงินเลี้ยงดูบุตรของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนละ 300 บาท
    2.เกษตรกรรายย่อยและเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง จะได้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ภัยแล้งของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมทั้งพักหนี้ภัยแล้ง ลูกค้า ธ.ก.ส.ได้รับสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยของ ธ.ก.ส. และได้รับการสนับสนุนต้นทุนค่าปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63
    3.เงิน 1,000 บาทที่จะให้แก่ประชาชน 10 ล้านคนที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และในแคมเปญ "ชิม ช็อป ใช้" ในทุกจังหวัดในประเทศ ตั้งแต่ 27 ก.ย.-30 พ.ย.62 ยังไม่แน่ใจว่าจะรวมค่าน้ำมันไว้ด้วยหรือไม่ ซึ่งต้องขอไปพิจารณาในรายละเอียดก่อน ส่วนจะเปิดให้ลงทะเบียนเมื่อใด จะแจ้งให้ทราบต่อไป
    อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีความเป็นห่วงว่าจะมีคนมาลงทะเบียนจำนวนมากเกินกว่า 10 ล้านคนนั้น มาตรการนี้ใครมาก่อนได้ก่อน และถ้าลงทะเบียนแล้วแต่ไม่ใช้สิทธิ์ถือว่าสละสิทธิ์ ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะทำการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องนับจากนี้ ขณะที่ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาได้จัดเตรียมงบประมาณที่จะมาสนับสนุนแคมเปญ "ชิม ช็อป ใช้" เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานการทำงานกันอย่างใกล้ชิด และติดตามประเมินผลการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทุกวัน โดยทุกมาตรการจะมีคณะทำงานติดตามผลตลอดอายุของแต่ละมาตรการจากมาตรการทั้งหมด เชื่อว่าจะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้กว่า 3.16 แสนล้านบาท
    ด้านนางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการจ่ายเงินตามมาตรการดังกล่าวกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนของรัฐบาล ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการจ่ายเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในส่วนของการจ่ายเงินให้กับผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในเดือน ส.ค.-ก.ย.2562
    สำหรับมาตรการพยุงการบริโภคของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 500 บาทต่อคนต่อเดือนนั้น ในส่วนผู้มีสิทธิที่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 31, 33, 37, 38 และ 39 เงินจะเข้าบัตรในวันที่ 21 ส.ค.2562 และวันที่ 6 ก.ย. 2562 ส่วนผู้มีสิทธิที่มีเลขบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 32, 34, 35 และ 36 เงินจะเข้าบัตรในวันที่ 22 ส.ค.2562 และวันที่ 7 ก.ย. 2562 และผู้มีสิทธิที่มีเลขบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 1,  2, 4, 5 และ 8 เงินจะเข้าบัตรในวันที่ 23 ส.ค. 2562 และวันที่ 8 ก.ย. 2562
    มาตรการมอบเงินช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  500 บาทต่อคนต่อเดือน ที่มีผู้ได้รับสิทธิจำนวน 5 ล้านราย เงินจะเข้าบัตรในวันที่ 24 ส.ค.2562 กับวันที่ 9 ก.ย.2562 และมาตรการช่วยเหลือการเลี้ยงดูบุตรแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 300 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีผู้ลงทะเบียนโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จำนวนกว่า 8 แสนราย เงินจะเข้าบัตรในวันที่ 24 ส.ค.2562 กับวันที่ 9 ก.ย.2562        
    อย่างไรก็ดี กรมบัญชีกลางได้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้การจ่ายเงินตามมาตรการดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถนำเงินไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าประชารัฐของกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมืองที่รับชำระเงินผ่านเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (EDC),  Mobile Application ถุงเงินประชารัฐ, ร้านค้าทั่วไปที่รับชำระเงินผ่านเครื่อง EDC แบบพร้อมการ์ด (Prompt Card) หรือสะสมไว้ใช้จ่ายเมื่อจำเป็น สะสมไว้เป็นเงินออมในบัตร
    อีกทั้งสามารถถอนเป็นเงินสดได้ โดยผู้มีสิทธิไม่ต้องกังวลใจ เนื่องจากเงินในกระเป๋า e-Money ดังกล่าว ไม่จำกัดเวลาในการใช้จ่าย สามารถถอนวันใดก็ได้ ไม่มีการดึงเงินคืนหากไม่มีการใช้จ่ายตามระยะเวลาที่กำหนดแน่นอน
    นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ผู้สนใจรับสิทธิ์ "ชิม ช็อป ใช้" ที่จะได้เงินโอนผ่านกระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์บนแอปพลิเคชันเป๋าตุง ของธนาคารกรุงไทย จำนวน 1,000 บาทนั้น ควรวางแผนเดินทางก่อนลงทะเบียน เพราะต้องระบุวันเดินทางและจังหวัดให้ชัดเจน รวมถึงต้องใช้จ่ายภายในเวลา 2 สัปดาห์ หลังได้รับเอสเอ็มเอสยืนยัน อีกทั้งต้องใช้จ่ายในร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ที่มีเครื่องอีดีซี ที่เชื่อมระบบกับกรมบัญชีกลาง หรือมีแอปพลิเคชันถุงเงิน ของธนาคารกรุงไทย และต้องใช้จ่ายในพื้นที่นอกภูมิลำเนาตามบัตรประชาชนเท่านั้น โดยเงินจะถูกโอนเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 1,000 บาท ภายใน 1 ชั่วโมง หลังใช้จ่ายในพื้นที่ลงทะเบียน แต่ไม่สามารถถอนเป็นเงินสด และหากไม่ใช้จ่ายตามเวลาและสถานที่ลงทะเบียน ระบบจะตัดสิทธิ์ให้ผู้ลงทะเบียนรายต่อไปทันที.


ผมผิดอะไร?...........ฟัง "ทอน" แถลงข่าวก็ได้ข้อสรุปไม่ใช่เรื่อง "อยู่เป็น" หรือ "อยู่ไม่เป็น" แล้วล่ะ        อยู่ไปก็ไลฟ์บอยซะมากกว่า 

"ทอน-บุตร" ประเทศกูมี
"๓.๖ ล้าน" สู่วีรชนลำพะยา
คนของ 'แม้ว-ปู' จะปราบโกง
ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว