แจกเงินเที่ยว 'รวยนักหรือ?'


   

        ยุคนี้ นักวิจารณ์เยอะ

                ซึ่งเป็นเรื่องดี....

                แต่ประเภท "ไม่อ่านเนื้อ" อ่านแค่พาดหัว ๒-๓ คำ แล้วหยิบไปวิจารณ์เป็นคุ้ง-เป็นแควนี่ซี

                ไม่ค่อยจะดี!

                อย่างเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลผลักดันออกมาใช้ตอนนี้

                สื่อต่างๆ มักจะพาดหัวทำนองว่า....

                "รัฐบาลทุ่มแหลก ๓ แสนล้าน แจกเงินเที่ยว แจกคนจน-คนแก่" อะไรๆ ประมาณนี้

                นักวิจารณ์ก็เอาเลย.....

                รัฐบาลบ้อท่า รัฐบาลสิ้นคิด ผลาญเงินภาษีประชาชน แก้ไม่ถูกจุด

                เป็นแสนๆ ล้าน เอาไปทำอะไรที่มันได้ประโยชน์กว่านี้ยังจะดีซะกว่า

                นี่....

                ช่วงนี้ จะเห็นนักวิจารณ์จากแค่ "ข่าวพาดหัว" ละเลงออนไลน์กันสะแด่วแห้วทำนองนี้

                ยุคนี้ เป็นยุค "สื่อสารสองทาง" แค่มีมือถือ ใครๆ ก็เป็นเจ้าของสื่อได้

                ฉะนั้น ว่าใครไม่ได้ เพราะยุคสมัยไอที เขาออกแบบให้เป็นอย่างนี้

                จึงเป็นหน้าที่ "โฆษกรัฐบาล" การจะหยิบสาระทั้งก้อนป้อนเป็นข่าวสารไม่ได้

                ต้องประดุจมารดาฟูมฟักทารก เคี้ยวข้าว-บดเอื้อง "แต่ละคำ" ให้ละเอียดก่อน ค่อยคายป้อน ทารกจึงจะกลืนได้

                อย่างเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะให้ชาวบ้านค้นหารายละเอียดแยกย่อยในมาตรการเพื่อทำความเข้าใจ ร้อยจะมีซัก ๑๐ ก็ยังยาก

                ส่วนใหญ่ มองปร๊าดจากพาดหัวข่าว...

                เขาพาดหัวว่า รัฐบาลแจกแหลก ๓ แสนล้าน แจกให้ไปเที่ยวกันคนละพัน ก็สรุปจบแค่นั้น

                แล้วสะท้อนจากความรู้สึกเอาเองเป็นทัศนะ ทำนอง

                "ไม่เข้าท่าเลย เอะอะก็แจก"!         

                ก็เป็นที่เข้าใจกัน คำว่า "มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ" นั้น เป็นศัพท์ทางวิชาการ

                ชาวบ้านฟัง หลับตาไม่เห็นหรอกว่า คืออะไร จะได้อะไร

                แต่พอบอกว่า "แจก"

                ชัดเลย....

                ยังไงๆ แม่ฉันต้องได้กินปลา..แม่ฉันจะได้กินกุ้ง!

                ดังนั้น มาทำความเข้าใจกันสักนิดว่า มาตรการกระตุ้น หรือแจกกว่า ๓ แสนล้าน นั้น แจกอย่างไรกันบ้าง?

                ความจริงรัฐมนตรีคลัง "อุตตม สาวนายน" และโฆษกรัฐบาล "นฤมล ภิญโญสินวัฒน์" แถลงแยกหมวดหมู่ไว้ค่อนข้างชัดเจน จะยกมาให้ดู

                กลุ่มที่ ๑

                "ผู้มีรายได้น้อย" ที่ถือบัตร "สวัสดิการแห่งรัฐ" จะเพิ่มวงเงินให้ ๕๐๐ บาท ต่อเดือน

                "ผู้สูงอายุ" ที่มีบัตรสวัสดิการ จะเพิ่มวงเงินให้เดือนละ ๕๐๐ บาท          

                "มารดาที่ต้องดูแลบุตร" ผู้มีบัตรสวัสดิการรัฐ จะได้ ๓๐๐ บาท ซึ่งจะช่วยเพียง ๒ เดือน

                กลุ่มที่ ๒

                "กลุ่มเกษตรกร" ที่ได้รับผลกระทบภัยแล้ง ที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส.จะได้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ๐.๑%

                -พร้อมขยายเวลาชำระหนี้ ๒ ปี

                -สินเชื่อฉุกเฉิน รายละไม่เกิน ๕ หมื่นบาท ไม่มีดอกเบี้ยปีแรก

                -สินเชื่อฟื้นฟูความเสียหายจากภัยแล้ง ไม่เกิน ๕ แสนบาท ต่อคน

                -สนับสนุนต้นทุนการผลิตให้ผู้ปลูกข้าวนาปี ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการส่งเสริมการเกษตรปี ๖๒/๖๓  ช่วยค่าปลูก ไร่ละ ๕๐๐ บาท ไม่เกิน ๒๐ ไร่

                กลุ่มที่ ๓

                มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว "ชิม-ช็อป-ใช้"

                ทุกคนที่อายุ ๑๘ ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ในมาตรการนี้ ด้วยการลงทะเบียน ๑๐ ล้านคนแรก

                จะได้รับคนละ ๑ พันบาท รวมเป็นงบ ๑ หมื่นล้านบาท        คือระหว่าง ๒๓ ก.ย.-๑๕ พ.ย. ผู้ลงทะเบียน เมื่อได้รับข้อความยืนยันแล้ว ก็ให้ดาวน์โหลดแอป "เป๋าตัง" เพื่อรับสิทธิ์นี้

                เรื่องแจกเงินเที่ยวคนละพัน.......

                สังเกตว่าวิพากษ์-วิจารณ์กันบนฐาน "เข้าใจเอาเอง" มากต่อมาก แต่ถ้าศึกษาละเอียด จะเข้าใจ

                นี่..ไม่ใช่แจก....

                เป็นเทคนิครัฐบาลยืมแรงคน ๑๐ ล้าน ช่วยกระจายกันออกไป "รดน้ำต้นไม้" ทั่วประเทศ ที่กำลังเหี่ยวเฉา ให้พอได้น้ำหล่อเลี้ยง "กันตาย" ตะหาก

                แล้วน้ำ คือเงินคนละพันที่แจก สงสัยว่า ไปตกอยู่ในกระเป๋าใคร?

                คำตอบ คือ....

                เมื่อเข้ากระเป๋าชาวบ้าน ก็ไปสู่กระเป๋าผู้ค้า-ผู้ผลิต จากนั้น ไปสู่กระเป๋าลูกจ้างแรงงาน ตามโรงงาน ตามแหล่งผลิต

                เมื่อเงินพันบาท หมุนๆๆๆๆ ๕-๖ ตลบ ก็เกิดพลังงาน เป็นวงจรผลักดันให้เครื่องจักรธุรกิจ-เศรษฐกิจในระบบขับเคลื่อน

                สุดท้าย ที่แจกไปเที่ยวคนละพันนั้น เมื่อวงจรเศรษฐกิจขยับเขยื้อน

                ตัวเงิน ก็จะไหลกลับคลังในรูปแบบภาษีต่างๆ ในแต่ละขั้นตอน กินกาแฟแก้ว ไอติมแท่ง ต้องจ่ายแวตกันทั้งนั้น

                และ ๑,๐๐๐ บาท ที่ว่าแจก นั้น.....

                อย่าเข้าใจว่า รัฐบาลเอาเงิน ๑ พันมายัดใส่มือ เอาไปกิน ไปใช้ อะไรก็ได้ ตามใจชอบนะ

                ยุคนี้ เป็นยุค Digital Economy นะจ๊ะ ที่รัก

                ฉะนั้น รัฐบาลไม่แจกเป็นเงินสดหรอก ขืนแจกเงิน ก็จะเหมือนไอติมในอดีต ถึงปลายทาง เหลือแต่ไม้!

                เขาจะจ่ายผ่านแอปที่ชื่อ "เป๋าตัง"

                ต้องไปเที่ยวในจังหวัดที่แต่ละคนระบุว่าจะไปเท่านั้น

                จะกิน จะดื่ม จะช็อป จะใช้เงิน ๑ พันนี้ ก็ต้องร้านที่ร่วมโครงการและติดตั้งแอป "เป๋าตัง" ไปรูดปรื๊ดเท่านั้น

                นี่กฎ-กติกาคร่าวๆ จะเป็นอย่างนี้

                ถ้าคนที่วิจารณ์แหลก-ด่าแหลก ทราบกติกา-มารยาทในการใช้เงิน ๑ พัน จะไม่ด่า

                อย่างเก่ง ก็จะบอก...แบบนี้ รัฐบาลหลอกใช้ ให้ไปทำงาน ไม่ใช่ให้ไปเที่ยวนี่นา!?

                ถ้าดูทั้งหมด จะเข้าใจ ที่ว่าแจก ๓ แสนกว่าล้าน ไม่ใช่แจก มันเป็นมาตรการจำเป็นในภาวะเศรษฐกิจซึมกะทือ ที่ต้องดูแล คนด้อยโอกาส คนชรา

                และที่สำคัญ พี่น้องเกษตรกร ชาวไร่-ชาวนา ยังไงก็ต้องช่วยเขา ถ้าปล่อยให้คนกลุ่มนี้ตาย เท่ากับ "ตายทั้งประเทศ"

                ที่สังเกต คนไม่ติดใจ ๒ มาตรการแรก แต่มาตงิดใจ ตรงแจกเงินเที่ยว ๑ พัน นี่แหละ

                แต่เมื่อทราบว่า เหมือนจ้างไปทำงาน ไม่ใช่แจก ก็น่าจะคลายเกรี้ยวกราดตวาดด่ารัฐบาลไปได้บ้าง

                กับรัฐบาลน่ะ เราประชาชน ต้องถือภาษิต "รักวัวให้ผูก-รักลูกให้ตี"

                ก็ต้องด่า ต้องตีไว้บ้าง ไม่งั้นจะเตลิด อย่าง ส.ส.รัฐบาลที่เป็นอึ่งอ่างไปเบ่งพองใส่ตำรวจนั่นปะไร

                ได้ยศ ได้อำนาจ ได้วาสนา บางคน มักเป็นแบบนี้

                ฉะนั้น เห็นอะไรไม่ดี ต้องช่วยกันตี ช่วยกันด่า ตามประสา "รักวัวให้ผูก"

                ๓ แสนล้าน เอาเข้าจริงๆ มันเป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือ ผ่อนสั้น-ผ่อนยาว ซะละมากกว่า

                ที่ว่าแจก...

                แจก (ทางอ้อม) จริงๆ ไม่กี่หมื่นล้าน บางคนสรุปว่า "เอาภาษีมาแจก"

                เขาไม่ได้เอาภาษีมาหรอก แต่คลังเขารู้ว่ามีเงินประเภทกองทุน "กองทิ้ง" ไว้เฉยๆ ตรงไหนบ้าง

                ก็ไขว้เขวมาให้เกิดประโยชน์ก่อน ให้สมกับความเป็นเงินที่ "ต้องทำงาน" ไม่ใช่เป็นกระดาษ ที่กองสุมไว้เหมือนขยะ

                ประเทศไทยเวลานี้ เงินมี แต่เงินไม่ทำงาน

                "เงินเฟ้อ" เป็นตัวบอกว่า เงินทำงานหรือไม่ทำงาน ขณะนี้ "เงินไม่ทำงาน"

                เป้าหมายเงินเฟ้อ "หลุดกรอบ" ต่ำกว่า ๒ ไปมาก

                สินค้ามี แต่คนไม่ซื้อ ไม่จับจ่ายใช้สอย ตอนนี้ จากไม่เฟ้อ กลายเป็น "เงินฝืด" ในลักษณะพิลึก

                คือ เงินหมุนเวียนในระบบมี แต่ไม่มีออกมาในรูปการใช้จ่าย ทำให้ "สินค้าไม่มีราคา" ที่เรียก "ราคาตก"

                การแจกคนละพันในรูป "จ้างไปเที่ยว" ก็คือ รัฐบาลเอาเงินให้คนช่วยเอาไปจับจ่ายใช้สอย "แก้เงินฝืด" นั่นส่วนหนึ่ง

                เป้าหมาย เพื่อช่วยธุรกิจสินค้าพื้นบ้าน-รายย่อย ได้เคลื่อนไหว พอมีชีวิต-ชีวาเป็นราคาขึ้นมาได้บ้าง

                วันนี้ คุยไม่สนุก น่าปวดหัวอีกตะหาก!

                แต่เอาเหอะ ช่วงนี้ เป็นหัวเลี้ยว-หัวต่อ ยังจะมีเรื่องหวาดเสียวให้ตาค้างกันอีก

                ฉะนั้น อะไรที่จะช่วยให้สังคมบ้านเมืองเรา "เพลาจากร้ายๆ" ลงได้บ้าง ก็ละสนุก เอาธุระกันบ้าง

                ขออนุญาตหายซักวัน-สองวัน ไม่ว่ากันเน้อ. 


เงินนี่...ชักน่ากลัวขึ้นทุกวัน!นับวันจะใช้ซื้อได้ทุกอย่าง จนมองไม่เห็นว่าจะมีอะไรไปหยุดมันได้ถึงจุดหนึ่ง โลกไม่แตก แต่มนุษย์จะตกต่ำ เมื่อสังคมให้ค่าเงินเหนือความเป็นมนุษย์

นี่ไง....'ใบเสร็จปล่อยกู้พรรค'
เฟกนิวส์ "อาวุธพิทักษ์ฐานคะแนน"
วาทกรรม 'ไพร่' เพื่อพ่ายสภา
นวัตกรรม 'กล่องข้าวน้อยให้แม่'
ร้อยล้าน ‘ศรัทธาบริการ’ บิณฑ์
'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'