อ่วม!ดัชนีเชื่อมั่นลดลงทุกด้าน


   

 ส.อ.ท.เผยดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมก.ค.ลดลงจาก มิ.ย. รับผลส่งออกชะลอ-ภัยแล้ง จี้รัฐออกมาตรการกระตุ้น ศก.-เร่งเบิกจ่ายงบฯ ขณะที่ยอดขายรถยนต์เดือน ก.ค.ลดต่อเนื่อง จากการเข้มงวดอนุมัติสินเชื่อรถยนต์ของสถาบันการเงิน การันตีทั้งปียอดขายในประเทศ 1.05 ล้านคัน ม.หอการค้าไทยชี้ดัชนีเอสเอ็มอีปรับลดทุกด้าน เชื่อมาตรการกระตุ้น ศก.ช่วยฟื้น  

    นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค. อยู่ที่ ระดับ 93.5 ปรับตัวลดลงจากระดับ 94.5 ของเดือนมิ.ย. โดยเป็นการปรับตัวลดลงในองค์ประกอบยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ
    จากการสำรวจพบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในเดือน ก.ค.62 มีสาเหตุมาจากการส่งออกที่ชะลอตัว เป็นผลมาจากสงครามการค้าที่ยังคงยืดเยื้อ สะท้อนจากยอดคำสั่งซื้อและยอดขายในต่างประเทศที่ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า รวมถึงปัญหาภัยแล้งที่กระทบต่อกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ภาครัฐยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้น
    สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 102.3 โดยเพิ่มขึ้นจาก 101.3 ในเดือน มิ.ย. เนื่องจากผู้ประกอบการคาดว่าภาครัฐจะมีมาตรการเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการใช้จ่ายและการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2562 อีกทั้งผู้ประกอบการเห็นว่าจะมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อส่งมอบในช่วงปลายปี
          "ถึงแม้ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค.62 จะปรับตัวลดลง แต่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังมีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว และบรรดารัฐมนตรีแต่ละคนต่างเร่งเดินหน้าทำงาน" นายสุพันธุ์กล่าว 
    ด้านข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ 1.เสนอให้ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุนภายในประเทศและมาตรการช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการ SMEs 2.เร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2562 ในส่วนที่ยังล่าช้าอยู่ เช่น โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
     "มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ หากมีการนำไปจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ถ้าทำให้การใช้จ่ายหมุนหลายรอบยิ่งดี คิดว่าจะช่วยกระตุ้นจีดีพีให้โตอีก 0.5% ได้ แต่ต้องเอาไปซื้อของ ไม่ใช่เอาไปใช้หนี้"
    นายสุพันธุ์กล่าวด้วยว่า สำหรับตัวเลขส่งออกในเดือน ก.ค.62 ที่กระทรวงพาณิชย์แถลงเมื่อวานนี้เป็นบวก แต่เมื่อเข้าไปดูในรายละเอียดแล้วเป็นการส่งออกทองคำถึง 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมื่อหักทองคำออกไปแล้ว จะส่งผลให้การส่งออกหดตัวลง 0.4% ซึ่งไม่อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนิ่งนอนใจ
          ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน ก.ค.62 ผลจากการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์ของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศเริ่มลดลงแล้ว โดยยอดขายลดลงร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ด้วยยอดขายรวม 81,044 คัน และลดลงจากเดือน มิ.ย.62 ร้อยละ 5.8 อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าตลอดปีนี้จะยังคงทำยอดขายในประเทศได้รวม 1.05 ล้านคัน โดยงานขายรถยนต์จะช่วยให้ยอดขายเพิ่มอย่างน้อย 30,000 คัน
     สำหรับภาพรวมในช่วง 7 เดือนของปี 2562 (ม.ค.-ก.ค.) มียอดขายสะสมรวม 604,814 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 5.9  ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 148,723 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 11 แต่ลดลงจากเดือน มิ.ย.62 ร้อยละ 1.1 ส่วนภาพรวม 7 เดือน มียอดขายรวม 1.042 ล้านคัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 2.4
    ขณะเดียวกัน นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 1,239 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่าดัชนีสถานการณ์ธุรกิจไตรมาส 2/2562 อยู่ที่ 42.7 ลดลง 1.0 จุด จากไตรมาสก่อนหน้า และคาดว่าในไตรมาส 3/2562 จะอยู่ที่ 41.9 และเมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า พบว่า กลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจปรับจากระดับ 37.4 มาอยู่ที่ระดับ 36.2 ส่วนกลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ จากระดับ 49.0 มาอยู่ที่ระดับ 48.0
     ด้านดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ ไตรมาสที่ 2/2562 อยู่ที่ระดับ 48.8 ปรับตัวลดลง 1.1 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และคาดไตรมาส 3/2562 จะอยู่ที่ 48.1 เมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า พบว่า กลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจจากระดับ 42.2 มาอยู่ที่ระดับ 40.8 ขณะที่กลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว. จากระดับ 57.8  มาอยู่ที่ระดับ 56.8 และด้านดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจ ไตรมาสที่ 2/2562 อยู่ที่ระดับ 51.8 ปรับตัวลดลง 0.7 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และคาดไตรมาส 3/2562 จะอยู่ที่ 50.8 เมื่อจำแนกลักษณะตามการเป็นลูกค้า พบว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีจากระดับ 45.3 มาอยู่ที่ระดับ 44.5 ขณะที่กลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว. จากระดับ 59.6  มาอยู่ที่ระดับ 59.1 
     จาก 3 ดัชนีข้างต้น นำมาสู่ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอี ไตรมาสที่ 2/2562 พบว่า อยู่ที่ระดับ 47.8 ปรับตัวลดลง 0.9 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และคาดว่าในไตรมาสที่ 3/2562 จะอยู่ที่ระดับ 46.9 เมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า  พบว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีความสามารถในการแข่งขัน ลดลงจาก 41.6 มาอยู่ที่ 40.5 ส่วนลูกค้า ธพว. ดัชนีความสามารถในการแข่งขัน จาก 55.5 มาอยู่ที่ 54.7
     “ผลสำรวจดังกล่าวดำเนินการก่อนที่รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เมื่อมีมาตรการกระตุ้นดังกล่าวออกมาแล้ว เชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้คนมีรายได้และเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้น นักท่องเที่ยวมากขึ้น  ธุรกิจมีสภาพคล่องและรายได้มากขึ้น ต้นทุนธุรกิจลดลงจากภาระอัตราดอกเบี้ยลดลง ทำให้สถานการณ์ของเอสเอ็มอีไทยขยับปรับดีขึ้น” นายธนวรรธน์กล่าว
    นายพงชาญ สำเภาเงิน รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการ ธพว. กล่าวว่า  ธนาคารเตรียมผลิตภัณฑ์สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษไว้รองรับ เช่น สินเชื่อนิติบุคคล 555 วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท ดอกเบี้ยเฉลี่ย 7 ปี อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.479% ต่อเดือน สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน คิดดอกเบี้ยถูก นิติบุคคล 3 ปีแรกเพียง 0.25% ต่อเดือน และบุคคลธรรมดา 3 ปีแรกเพียง 0.42% ต่อเดือน เป็นต้น ตั้งเป้าหมายว่าภายในปีนี้จะสนับสนุนผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนได้กว่า 60,000 ล้านบาท.