ปลื้มบัตรคนจนชีวิตดี๊ดี ‘อุตตม’เซ็งรูดซื้อเหล้า!


เพิ่มเพื่อน    

 กรุงเทพโพลล์เผยประชาชนปลื้มแพ็กเกจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 ด้าน ประกันรายได้ เติมเงินบัตรคนจน ทำให้ใช้จ่ายคล่องตัวขึ้น มีความสุขในการดำเนินชีวิตไม่ติดขัด "ธนกร" โวยฝ่ายค้าน วันๆ ออกมาสลับหน้าด่า ออกมาค้านอย่างเดียว โดยไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน 

    กรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ  สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “ความคิดเห็นต่อ แพ็กเกจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 ด้าน” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 1,189 คน พบว่า
    ประชาชนร้อยละ 48.1 ทราบข่าวแพ็กเกจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 ด้านของรัฐบาล ขณะที่ร้อยละ 51.9 ระบุว่าไม่ทราบ
    เมื่อถามถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง พบว่าด้านที่ส่วนใหญ่เห็นว่าสามารถช่วยได้ในระดับมากถึงมากที่สุดคือ การประกันรายได้ในพืชเศรษฐกิจหลัก (ร้อยละ 47.8) ด้านชดเชยการปลูกข้าว (ร้อยละ 41.6) และด้านเงินกู้ฉุกเฉินรองรับภัยแล้ง (ร้อยละ 38.8) ส่วนด้านที่ส่วนใหญ่เห็นว่าสามารถช่วยได้ในระดับปานกลางคือ ด้านการผ่อนคลายหนี้สินด้านดอกเบี้ยให้เกษตรกร (ร้อยละ 42.2) และด้านสนับสนุนสินเชื่อใหม่และต้นทุนการเพาะปลูก (ร้อยละ 40.5)
    ทั้งนี้ มาตรการเพิ่มเงินพิเศษผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เป็นเวลา 2 เดือน (ส.ค.-ก.ย.) จะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้มากน้อยเพียงใด พบว่า ด้านที่ส่วนใหญ่เห็นว่าสามารถช่วยได้ในระดับมากถึงมากที่สุดคือ การแจกเงินบรรเทาค่าใช้จ่ายผู้สูงอายุที่ถือบัตรคนจนเดือนละ 500 บาท (ร้อยละ 49.5) และแจกเงินให้แก่ผู้ถือบัตรคนจนที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดมีอายุ 0-6 ปี เดือนละ 300 บาท (ร้อยละ 39.5) ส่วนด้านการแจกเงินพิเศษผู้ถือบัตรคนจนเดือนละ 500 บาท ส่วนใหญ่เห็นว่าช่วยได้ในระดับน้อยถึงน้อยที่สุด (ร้อยละ 39.9)
    สำหรับความเห็นต่อมาตรการกระตุ้นการอุปโภคบริโภคและการลงทุนในประเทศ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด พบว่า ด้านที่ส่วนใหญ่เห็นว่าสามารถช่วยได้ในระดับมากถึงมากที่สุดคือ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ให้เข้าถึงแหล่งทุน/กู้เงินได้ง่ายขึ้น (ร้อยละ 44.5) ส่วนด้านกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “ชิม ช็อป ใช้” โดยให้เงิน 1,000 บาท ต่อคนนั้น ส่วนใหญ่เห็นว่าช่วยได้ในระดับน้อยถึงน้อยที่สุด (ร้อยละ 52.5)
    สุดท้ายประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้ง 3 ด้านมากที่สุดคือ เกิดการใช้จ่ายคล่องตัวขึ้น (ร้อยละ 42.4) รองลงมาคือมีเม็ดเงินหมุนเวียนภายในประเทศดีขึ้น (ร้อยละ 40.5) และมีความสุขในการดำเนินชีวิตไม่ติดขัด (ร้อยละ 34.5)
    นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ยังมีประชาชนใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่า เป็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ และเป็นเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้น ทั้งนี้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาช่วยเหลือค่าครองชีพของผู้มีรายได้น้อย ล่าสุด มีการเติมสวัสดิการเป็นเงินหลักร้อยเข้าไปในบัตร โดยยึดโยงกับการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เนื่องจากมีสัญญาณผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ไม่ค่อยดี จึงต้องดูแลผู้มีรายได้น้อยให้ไปจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียน 
    เขากล่าวว่า เรื่องการติดตามดูแลนั้นทางกระทรวงโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง มีข้อมูลบัตรอยู่แล้ว ดังนั้นมีการติดตามอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงเรื่องคุณสมบัติและความเหมาะสมว่าใครจะได้รับบัตรไปใช้ ยืนยันว่ามีการติดตามและทบทวน ดังนั้นอาจจะมีการปรับกฎเกณฑ์บ้าง เพื่อให้สวัสดิการตรงจุดมากที่สุด ส่วนรายละเอียดจะมีการคัดกรองอย่างไรก็ต้องพิจารณา
     นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ไม่หวังดีกับรัฐบาลในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 316,000 ล้านบาท โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นำข้อมูลเท็จลงโซเชียลมีเดียโจมตีว่าคนที่ได้ไม่ได้จนจริง ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเคร่งครัด การลงทะเบียนมีการบูรณาการความร่วมมือ 26 หน่วยงาน และมีการตรวจสอบหลังปิดลงทะเบียน ใช้ฐานข้อมูลในระบบอิเล็กทรอนิกส์ของแต่ละหน่วยงานร่วมกันตรวจสอบด้วยเลขบัตรประจำตัว 13 หลัก ได้แก่ กรมการปกครอง กรมสรรพากร กรมบัญชีกลาง กรมที่ดิน ธนาคารเอกชน 15 แห่ง และธนาคารแห่งประเทศไทย
    รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่บอกว่าคนไทยยังไม่ทราบรายละเอียดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ขณะนี้รัฐบาลได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านได้รับรู้ในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนรับรู้และเข้าร่วมโครงการ มั่นใจว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถประคองเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกได้ เพราะรัฐบาลช่วยอย่างตรงจุด ทั้งกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง กลุ่มผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี 
    นายธนกรบอกว่า อยากให้พรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าใจเจตนาบริสุทธิ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่อยากช่วยเหลือชาวบ้าน ไม่ใช่วันๆ ออกมาสลับหน้าด่า ออกมาค้านอย่างเดียวโดยไม่สนใจความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน วันนี้อยากเห็นบรรยากาศความร่วมมือของฝ่ายค้านในการร่วมกันทำงานให้กับประชาชนมากกว่า รัฐบาลเข้ามาเพื่อทำงานให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ขอเวลาให้รัฐบาลได้ทำงานก่อน ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์มีความตั้งใจจริงในการทำงานให้บ้านเมือง เป็นคนที่รักชาติ รักประชาชน อยากให้พรรคฝ่ายค้านเปิดใจให้กว้างเหมือน ส.ส.สุรินทร์พรรคเพื่อไทย
    ด้านนายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปัญหาจริงๆ ตอนนี้คือ คนรายได้น้อย เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเข้าสู่สังคมสูงวัย รัฐก็ไม่มีสวัสดิการเพื่อรองรับในสังคมคนสูงวัย แต่รัฐเลือกวิธีการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว คือการให้เงินไปซื้อปลา แต่ไม่สอนวิธีการจับปลา แต่หากรัฐนำงบประมาณที่จะแจกเงินเพื่อการท่องเที่ยวมาสนับสนุน โรงเรียนที่ใกล้จะร้าง เปิดเป็นสถาบันอบรมส่งเสริมอาชีพ ใครมาเรียนมีเงินเดือนให้ จบไปมีเงินทุนสำหรับทำธุรกิจ เพราะถือเป็นคนที่มีความรู้และผ่านการอบรมแล้ว โรงเรียนในชุมชนมีเยอะมาก ครูต้องเปลี่ยนสถานะ ครูที่ปลดเกษียณไปก็เยอะ ที่ยังกินเงินเดือนรัฐบาลอยู่เวลานี้ น่าจะเรียกระดมข้าราชการปลดเกษียณมาช่วยกันให้ความรู้กับประชาชนดีกว่า  เลิกได้แล้วการแจกเงิน เปลี่ยนวิธีคิดทำแบบที่สร้างสรรค์ดีกว่า
    นายนิยมกล่าวต่อไปว่า ตนอยากให้รัฐบาลจัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดอบรมให้กับเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจมาอบรมและเสริมความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการอบรมนวดแผนไทย หรือการจัดอบรมด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว และการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานหรือพัฒนาองค์ความรู้ด้านอื่นๆ ตามแต่ละพื้นที่กันไป ซึ่งเป็นการเสริมอาวุธทางปัญญาให้กับเกษตรกรได้ประโยชน์มากกว่าการแจกเงินอย่างแน่นอน เพราะการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การฝึกอาชีพ จะส่งผลให้มีการพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ ใครก็แย่งตัว 
    "ผมขอเสนอแนะไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า แทนที่รัฐบาลจะแจกเงิน ซึ่งผมเชื่อว่ามันไม่ตอบโจทย์ประชาชน และไม่ช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ วิธีการนี้จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจดีกว่าวิธีคิดของรัฐบาลแน่นอน"
    วันเดียวกันนี้ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมด้วย น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 2, น.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 1, น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 6 พรรคพลังประชารัฐ และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันออกกำลังกายช่วงเช้าที่สวนลุมพินี พร้อมพบปะทักทายพูดคุยกับประชาชนที่มาออกกำลังกาย 
    นายสนธิรัตน์ได้เดินทักทายประชาชน และร่วมกิจกรรมเต้นแอโรบิก, รำไทเก๊ก, ร่วมจิบน้ำชา ทั้งนี้ ระหว่างที่พูดคุยกับประชาชนนั้น ก็มีประชาชนส่วนหนึ่งสนับสนุนให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ทำหน้าที่ 2 สมัย หรือ 8 ปี เนื่องจาก 4 ปีนั้นสั้นเกินไป และขอให้ช่วยบริหารประเทศให้ก้าวหน้าด้วย นอกจากนี้ระหว่างออกกำลังกายยังได้พบกับนายชัชชาติ  สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยนายสนธิรัตน์และนายชัชชาติได้พบปะพูดคุยกันอย่างอารมณ์ดี.
 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"