ผวา!ไพบูลย์โมเดล พท.ถกหวั่นยุบทั้งพรรค-ส.ส.ก่อนถึงคิวอนาคตใหม่


   


    เพื่อไทยตั้งวงวิเคราะห์ "ไพบูลย์โมเดล"  หวังใช้เคสนำร่อง หากศาล รธน.ชี้ว่ายุบไม่ได้ความเป็น ส.ส.หลุดไปเลย หวั่นยุบพรรคอนาคตใหม่ทำให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 50 คนไปสังกัดที่ไหนไม่ได้  อาจทำให้บางพรรคได้ ส.ส.เพิ่มอีก 40 คน เปรียบไพบูลย์ 1 คนแลกกับอีก 50 คน ยันขัด รธน. วิปฯ จ่อนำหารือที่ประชุมสภา โพลไม่เห็นด้วย "บิ๊กป้อม" นั่ง ปธ.ยุทธศาสตร์ฯ-"บิ๊กตู่" นั่งหัวหน้า พปชร. ยี้ ส.ส.ย้ายขั้วไร้อุดมการณ์ แกนนำ พปชร.โดดป้อง "ลุงป้อม" เป็นผู้ใหญ่เข้ามาทำให้ พปชร.มีความสามัคคี ไกล่เกลี่ยปัญหาในพรรคได้ 
    เมื่อวันอาทิตย์ ที่ห้องสมุดทักษิณ ชินวัตร ที่ทำการพรรคเพื่อไทย มีการกิจกรรมจับมือดาวสภาฯ เพื่อไทย มาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน  พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ยื่นยุบพรรคตัวเองเพื่อย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐว่า หากเกิดการยุบพรรคจริง ทำให้กรรมการบริหารพรรคสิ้นสภาพไปด้วย จะทำให้เรื่องคะแนนที่มีจะถือเป็นศูนย์ จะต้องนำคะแนนมาคำนวณหารกันใหม่ แล้วเมื่อคำนวณแล้วตัวเลขจะไปตกอยู่พรรคไหน ส่วนตัวกลับรู้สึกเป็นห่วงคือพรรคข้างบ้านเราหรือพรรคอนาคตใหม่ ที่มีส.ส. 81 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 50 คน ส.ส.เขต 31 คน 
    "หากมีการยุบพรรค คะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ อาจจะถูกนำมาคำนวณใหม่ ที่อาจจะทำให้บางพรรค ได้ ส.ส.เพิ่มขึ้นอีก 40 คน แม้พรรคเพื่อไทยจะไม่เกี่ยว เพราะถึงนำมาคำนวณอย่างไรก็ไม่มีผลต่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หากเป็นเช่นนั้นจริง เราจะยอมหรือ" นพ.ชลน่านกล่าว 
    นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สิ่งที่ นพ.ชลน่านอธิบายคือเป็นการดักทาง กรณีนายไพบูลย์เป็นการนำร่อง เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีคนนำประเด็นดังกล่าวไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ผลที่ออกมามี 2 ทาง 1.สามารถยุบพรรคประชาชนปฏิรูปได้ ทำได้อย่างถูกต้อง พรรคพลังประชารัฐเอาไพบูลย์ ไปอยู่ด้วยได้ จากนี้ไปก็อาจจะถืออันนี้เป็นโมเดล สำหรับพรรคเล็กอื่นๆ นำไปใช้ 2.ถ้าศาลบอกยุบไม่ได้ ผลจากการเป็น ส.ส.ของนายไพบูลย์หลุดไปเลย 
    "เมื่อหลุดเลย ก็เป็นไปได้ว่าที่อาจจะมีการยุบพรรคข้างบ้านเรา ที่เมื่อเป็นเช่นนั้น ย่อมจะส่งผลต่อสถานภาพ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 50 คน ที่อาจจะหายหมด เหลือเพียง ส.ส.เขต 31 คน แต่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 50 คนนี้ จะไปสังกัดที่ไหนไม่ได้เลย เรื่องนี้เราต้องตามดูกันต่อไป เหมือนเป็นการเอากรณีไพบูลย์ 1 คน ไปแลกกับอีก 50 คนหรือไม่ จึงได้บอกว่า ในวันนี้สิ่งที่เราเห็นอาจไม่ใช่ สิ่งที่ใช่เราอาจยังไม่เห็น" นายสุทินกล่าว
    นายสุทินให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า กังวลว่าจะมีการใช้เคสของนายไพบูลย์นำร่องไปก่อน เพราะไม่ว่าจะออกทางไหน บางพรรคจะได้ประโยชน์ ถ้าทำได้ จะทำให้พรรคเล็กๆ นำไปทำตาม แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ถือว่า นายไพบูลย์และพรรคสิ้นสภาพไป นำมาสู่การคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่ และก็อาจจะใช้กรณีแบบเดียวกันนี้กับพรรคการเมืองอื่น หากต้องถูกตัดสินให้ยุบพรรคด้วย กลายเป็นไพบูลย์โมเดล 
    "ถ้าหากสิ่งที่วิเคราะห์ไปเป็นจริงขึ้นมา มันจะเกิดความน่ากลัวมาก เพราะจะถือเป็นการตัดต่อพันธุกรรมให้บางพรรค ซึ่งผิดหลักการประชาธิปไตยเป็นอย่างมาก เป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ รวมทั้งสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพราะก่อนหน้านี้ กกต.ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการคำนวณที่ให้คุณต่อบางพรรคการเมือง แต่สิ่งที่น่ากังวล หากเป็นไปตามคาดการณ์ จะถือเป็นการทำลายพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งจะยิ่งสร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมที่รุนแรงมาก เป็นการทำลายระบบนิติรัฐ นิติธรรมครั้งใหญ่ที่สุด"
วิปจ่อนำถกในสภา
    ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเป็นตามที่วิเคราะห์ จะยิ่งเป็นการเพิ่มช่องว่างต่อจำนวน ส.ส.ฝ่ายค้าน และรัฐบาลให้มากขึ้นไปอีกหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า ถ้าทำสูตรนี้สำเร็จ คาดว่าจำนวน ส.ส.รัฐบาลกับฝ่ายค้านจะห่างกันถึง 20 เสียง ส่วนพรรคอนาคตใหม่คงต้องเตรียมพรรคสำรองเอาไว้หรือไม่ ก็คงไม่น่าจะทันอยู่ดี ไม่รู้ว่าวันนี้เขารู้หรือยังว่าอาจจะมีกรณีอย่างนี้ แต่ถึงอย่างไร ส.ส.บัญชีรายชื่อจะหายไปหมด ไม่มีเลย ถ้าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเก่าๆ ส.ส.เขตจะย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ได้ ต้องเป็นพรรคที่มีที่นั่งหรือ ส.ส.ในสภาอยู่แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าในรัฐธรรมนูญใหม่ กฎหมายใหม่ระบุตรงนี้ไว้หรือไม่    
    ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า น่าจะเป็นเรื่องที่ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องคำนึงถึงกฎหมาย โดยวิปฝ่ายค้านจะนำไปหารือในสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
    น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 26 ส.ค. จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การหารือของคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคว่าเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขณะเดียวกันก็จะต้องมีการตีความเรื่องกฎหมายทั้งการคำนวณคะแนนและการควบรวมพรรค เพราะขณะนี้มีการตีความข้อกฎหมายต่างกัน อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเรื่องนี้ขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะมีการยื่นเอาผิดต่อไป
    นายสุรทิน พิจารณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ กล่าวว่า นายไพบูลย์แสดงออกอย่างชัดเจน ว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาโดยตลอด และเป็นเรื่องแปลกตั้งแต่ต้น ที่นายไพบูลย์มาตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป เพราะแท้จริงแล้ว ควรสมัครเป็นสมาชิกพรรค พปชร.ตั้งแต่ตอนแรก เมื่อนายไพบูลย์ตัดสินใจประกาศยุบพรรคตัวเอง จึงอยู่ที่ว่าประชาชนจะมองอย่างไร เพราะประชาชนได้เลือกนายไพบูลย์เข้ามาเป็น ส.ส.แล้ว ในส่วนของ 10 พรรคเล็ก ไม่ได้คุยกันในเรื่องดังกล่าว และไม่เห็นว่ามีพรรคใดจะเอาอย่างนายไพบูลย์ ขณะที่พรรคประชาธิปไตยใหม่นั้น ยืนยันว่าจะไม่ยุบ แม้ไม่มี ส.ส.สักคน ก็จะไม่ยุบพรรค เราไม่ได้ตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อจะได้ ส.ส.เพียงอย่างเดียว แต่ตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อจะต่อสู้ทางการเมือง
     ขณะที่ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง "ควบรวมพรรคการเมืองรูปแบบใหม่ หนีข้อห้าม รธน." มีเนื้อหาสรุป 1.“พรรคใหม่” ของคุณไพบูลย์ นิติตะวัน คือ พรรคพลังประชารัฐ จะนำ ส.ส.ไพบูลย์ที่เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนปฏิรูป ไปอยู่อันดับที่เท่าไรของบัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ 2.คะแนน 45,374 ของพรรคประชาชนปฏิรูป จะนำไปรวมกับพรรคพลังประชารัฐได้หรือไม่ เพราะประชาชนจำนวนดังกล่าวที่เลือกพรรคประชาชนปฏิรูป ไม่ได้เลือกพรรคพลังประชารัฐ แต่หากถ้ารวมได้จะทำให้สัดส่วนของส.ส.แต่ละพรรคการเมืองเปลี่ยนไปหรือไม่ เพราะจะมีการคำนวณใหม่โดยอาจไม่มีเศษคะแนนให้ปัด 3. หากการคำนวณใหม่กระทบพรรคการเมืองอื่น หรือแม้แต่พรรคพลังประชารัฐเอง จะเกิดเหตุโต้แย้งสิทธิ์หรือไม่ เพราะอาจมีบางคนต้องหลุดจากการเป็น ส.ส.
    4.หากในอนาคต ส.ส.ในสภา อาจลาออกหรือเสียชีวิต หรือเกิดเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ส.ส.เขตจำนวนหนึ่งขาดคุณสมบัติเพราะถือหุ้นบริษัทสื่อ จะต้องมีการเลือกตั้งซ่อมใหม่ สัดส่วนของคะแนนก็อาจเปลี่ยนแปลง ทำให้พรรคเล็กที่เคยได้ ส.ส.เพราะการปัดเศษคะแนนต้องหลุดไป เฉกเช่นเดียวกับพรรคไทรักธรรม ที่นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค หัวหน้าพรรค เป็น ส.ส.ได้เพียง 3 วัน ต้องพ้นจากเป็น ส.ส. เพราะมีการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดเชียงใหม่ และหากการเลือกตั้งซ่อมครั้งใหม่ทำให้เกิดการคำนวณใหม่ พรรคประชาชนปฏิรูปต้องเสียที่นั่ง ส.ส.ไป (เช่นเดียวกับครั้งก่อนที่พรรคไทรักธรรมเสียที่นั่งไป) คุณไพบูลย์ที่เป็นหัวหน้าพรรคและเป็น ส.ส.คนเดียว จะยังเป็น ส.ส. ต่อไปได้อีกหรือไม่ 
โพลขวาง"ป้อม-ตู่"คุมพปชร.
    วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “การเข้าพรรคและย้ายขั้วทางการเมือง” สำรวจระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค.2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค 1,259 หน่วยตัวอย่าง เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการเข้าดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 48.69 ระบุว่าไม่เห็นด้วย เพราะยังไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารงาน ควรวางมือปล่อยให้คนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารแทน ขณะที่บางส่วนระบุว่าไม่ชอบเป็นการส่วนตัว, ร้อยละ 31.61 ระบุว่าเห็นด้วย เพราะเหมาะสมกับตำเเหน่งเเล้ว เป็นผู้อาวุโสที่พร้อมด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิ และอยู่กับนายกฯ มานานและทำงานดี, ร้อยละ 19.46 ระบุว่าเฉยๆ ไม่สนใจ 
    ด้านความคิดเห็นต่อกรณีหาก ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ 4 คน จะย้ายขั้วไปสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ พบว่า ร้อยละ 49.80 ระบุว่าไม่เห็นด้วย เพราะไม่ยึดอุดมการณ์ของพรรค ไม่มีจุดยืน และผิดสัจจะจากที่หาเสียงไว้, ร้อยละ 35.19 ระบุว่าเห็นด้วย เพราะเป็นประโยชน์ของประชาชน ทำให้เกิดความปรองดอง และมีจำนวน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้น เพื่อเสถียรภาพในการทำงานของรัฐบาล, ร้อยละ 14.61 ระบุว่าเฉยๆ ไม่สนใจ 
    ส่วนความคิดเห็นต่อกรณีนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ย้ายขั้วไปเป็นฝ่ายค้านอิสระ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 50.52 ระบุว่า เห็นด้วย จะได้มี ส.ส.ฝ่ายค้านเพิ่มขึ้น มีจุดยืนเป็นของตนเอง และเพื่อเข้ามาตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รองลงมา ร้อยละ 25.10 ระบุว่าเฉยๆ ไม่สนใจ, ร้อยละ 23.27 ระบุว่าไม่เห็นด้วย เพราะเป็นนักการเมืองที่ใช้ไม่ได้ ไม่มีคุณธรรม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่
    เมื่อถามถึงกรณีนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ (ฟิล์ม รัฐภูมิ) อดีตรองโฆษกพรรคพลังท้องถิ่นไท ย้ายขั้วไปเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 50.44 ระบุว่าเห็นด้วย เพราะชอบพรรคที่ย้ายไปเป็นการส่วนตัว เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะย้ายพรรคโดยไปอยู่กับพรรคที่มีอุดมการณ์เดียวกัน รองลงมา ร้อยละ 25.97 ระบุว่าเฉยๆ ไม่สนใจ, ร้อยละ 22.95 ระบุว่าไม่เห็นด้วย เพราะยังไม่เคยมีผลงานทางด้านการเมือง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน 
    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อกรณีหาก ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคนย้ายขั้วไปสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 53.14 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และที่ได้รับเลือกเป็น ส.ส. ก็เพราะสังกัดพรรคเพื่อไทย จึงไม่ควรย้ายพรรค รองลงมา ร้อยละ 33.91 ระบุว่าเห็นด้วย เพราะทำให้มีจำนวน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้น เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะย้ายพรรค
    นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจภาคสนามเรื่อง คนต่างวัย ใจต่างกัน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,616 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 10-24 ส.ค.2562 ที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าจะเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แต่คนสูงอายุส่วนใหญ่เห็นด้วย โดยผลสำรวจพบว่า คนช่วงอายุต่ำกว่า 20 ปีส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.6 และคนช่วงอายุ 20-30 ปีร้อยละ 68.7 ไม่เห็นด้วยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แต่ในกลุ่มคนช่วงอายุ 31-40 ปี ร้อยละ 50.4, ช่วงอายุ 41-50 ปี ร้อยละ 56.5 และช่วงอายุ 51 ปีขึ้นไป ร้อยละ 53.6 เห็นด้วยถ้า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
พปชร.โดดป้อง"ลุงป้อม"
    ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีผลสำรวจของนิด้าโพลไม่เห็นด้วยที่ พล.อ.ประวิตรนั่งประธานยุทธศาสตร์พรรค พปชร. ว่าทางพรรคเห็นว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ มีความเมตตากับ ส.ส.ของพรรคเป็นอย่างดี มีความตั้งใจจริงที่จะช่วยสนับสนุนงานที่สามารถทำได้ และต้องการให้กำลังใจคนในพรรค พปชร.โดยไม่มีเจตนาจะเข้ามาครอบงำหรือยึดพรรคแต่อย่างใดเชื่อว่าที่ พล.อ.ประวิตรเข้ามา จะทำให้พรรคมีความสมัครสมานสามัคคีมากขึ้น หากประชาชนเข้าใจในส่วนนี้ ผลสำรวจก็จะสนับสนุนการทำงานของ พล.อ.ประวิตร ถือว่าเราได้ผู้ใหญ่ที่เคารพ ซึ่งจะสามารถไกล่เกลี่ยปัญหาต่างๆ ภายในพรรคได้ พรรค พปชร.จะมีเอกภาพมากขึ้น 
    นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า แม้ผลโพลจะระบุว่าประชาชนไม่เห็นด้วย แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อความนิยมและคะแนนเสียงของพรรค เมื่อประชาชนเข้าใจเจตนาอันดีของ พล.อ.ประวิตรแล้ว ทุกอย่างจะดีขึ้น บวกกับเมื่อประชาชนได้เห็นความตั้งใจทำงานของ พล.อ.ประวิตร ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คะแนนนิยมก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ
    เมื่อถามถึงกรณีรัฐมนตรีควรลาออกจาก ส.ส.หรือไม่ นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ติดขัดว่าจะต้องลาออกหรือไม่ลาออกจาก ส.ส. แต่รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้ง 5 คนของพรรค พปชร.ได้ตกลงกันแล้วว่าไม่จำเป็นต้องลาออก เพราะมั่นใจจะสามารถทำงานควบคู่กันไปได้ ทั้งงานรัฐมนตรีและงานในฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีการประชุมสภา และทุกครั้งที่มีการโหวตในสภา รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ของพรรค พปชร.ต่างก็อยู่กันครบ จึงจะเห็นว่าทุกคนสามารถบริหารจัดการเวลาได้ เพียงแต่จะต้องทำงานหนักขึ้น 
    เมื่อถามว่า มีรายงานข่าวว่า พล.อ.ประวิตรพูดในที่ประชุม ส.ส.พปชร.ให้รัฐมนตรีทั้ง 5 คนพิจารณาลาออก นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรเพียงถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยระบุเพียงว่าผู้ที่เป็นรัฐมนตรีและควบ ส.ส.ด้วยนั้น จะต้องรับผิดชอบในการทำงานทั้ง 2 ส่วนด้วย ขณะเดียวกัน ส.ส.พรรค พปชร.ได้ลุกขึ้นอธิบายว่าที่ผ่านมารัฐมนตรีของพรรคมาประชุมสภาครบทุกครั้ง ซึ่ง พล.อประวิตรไม่ได้สั่งให้ลาออกแต่อย่างใด
     นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค พปชร.กล่าวถึงกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์พาดพิง พล.อ.ประวิตรว่า ควรใช้ตำแหน่งคิดนโยบายช่วยชาวบ้าน ไม่ใช่ใช้ตำแหน่งสร้างความยิ่งใหญ่ให้พรรคว่า พล.อ.ประวิตรเข้ามาสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรค เพื่อให้พรรคได้วางยุทธศาสตร์ในการทำนโยบายต่างๆ ให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คุณหญิงสุดารัตน์น่าจะเข้าใจดีว่าที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตรทำงานหนักเคียงข้าง พล.อ.ประยุทธ์มาโดยตลอด โดยเฉพาะการวางยุทธศาตร์ในการพัฒนาประเทศ 
    "คุณหญิงสุดารัตน์น่าจะเอาเวลาไปบริหารจัดการปัญหาภายในพรรคเพื่อไทยจะดีกว่า ทราบว่ามีปัญหาภายในพอสมควร ขนาด ส.ส.สุรินทร์ยังไปต้อนรับและเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ไปช่วยชาวบ้าน แต่กลับถูก ส.ส.ในพรรคเดียวกันเองเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยและเอาผิดจริยธรรม ผมเห็นใจและขอชื่มชมด้วยความจริงใจ เชื่อว่าชาวสุรินทร์จะยกย่องในสิ่งที่ดีและถูกต้องที่ท่านทำ เพราะการที่นายกฯ ลงพื้นที่ไปช่วยชาวบ้านนั้น ชาวบ้านได้ประโยชน์ แม้จะไม่ถูกใจแกนนำพรรคเพื่อไทย" นายธนกรกล่าว  
    ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวถึงกระแสข่าว ส.ส.พรรคเพื่อไทยในภาคอีสานจะเป็นงูเห่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดกันมาตลอด เป็นการเมืองแบบเก่าที่น่ารังเกียจ เพราะพรรครัฐบาลแพ้เลือกตั้งแล้วใช้อภินิหารจนได้เป็นรัฐบาล ตอนนี้เมื่อเสียงปริ่มน้ำก็ใช้ผลประโยชน์ทางงบประมาณมาตกปลาในบ่อเพื่อน  ทุกครั้งที่มีการโหวตเสียงพรรคร่วมฝ่ายค้านที่มี 246 ก็ครบทุกครั้ง บางครั้งก็เกิน หากจะมีงูเห่าก็ขอฝากไปผัดเผ็ดด้วยแล้วกัน วันนี้เขาคิดอย่างเดียวคือคิดอยากจะอยู่ยาว กวาด ส.ส.ไปให้ได้มากที่สุด เพื่อความมั่นคงของรัฐบาล ด้วยการใช้งบประมาณรัฐบาล รวมถึงบางองค์กรอิสระในการบีบ หากประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐจะควักเงินตัวเองร้อยล้านพันล้านก็ไม่เป็นอะไร แต่อย่ามาใช้งบประมาณของแผ่นดิน ส่วนกรณีที่มีการยื่นสอบนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ไปให้การต้อนรับนายกฯ นั้น ได้มีการพูดคุยกันแล้ว เป็นเพียงการไปสะท้อนปัญหาในพื้นที่ และอาจจะเป็นกลอนพาไป
    นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่นายสุทิน คลังแสง ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะออกบัตรเชิญให้กับพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อเข้าร่วมการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับพรรคฝ่ายค้านนั้น ไม่ควรจะใช้วิธีการออกบัตรเชิญเหมือนงานแต่ง งานศพ งานขึ้นบ้านใหม่ หรือกิจกรรมอื่นใดของชาวบ้าน เป็นการดูถูกดูแคลน ประชดประชันกัน ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการทำงานการเมืองร่วมสภาเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน เมื่อขณะนี้รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วน ก็ต้องผลักดันนโยบายเร่งด่วนนี้ให้ประสบผลสำเร็จในทางปฏิบัติให้เร็วที่สุด 
    "ส่วนที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลก็จริง แต่พรรคพลังประชารัฐยังไม่มีแนวความคิดในเรื่องนี้นั้น อยากจะให้พิจารณาความหมายของคำว่านโยบายเร่งด่วน หมายความว่าอย่างไร ส่วนตัวเห็นว่าถ้าเป็นนโยบายเร่งด่วน ก็ต้องลงมือทำในทันที เหมือนนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ยางพารา กก.ละ 60 บาท ปาล์ม กก.ละ 4 บาท ข้าวตันละ 10,000-15,000 บาท ที่กำลังจะมีผลในทางปฎิบัติในเร็วๆ นี้" นายเทพไทกล่าว. 


ผมก็เป็น "นกไซบีเรีย"........... บินหนีหนาวไปซะ ๒-๓ วัน พออุ่นๆ ก็บินกลับรัง แต่พอได้ยิน "นายปิยบุตร" พล่าม ที่อุ่น อุณหภูมิพุ่งปรี๊ด ร้อนจรดส้นเท้าเลย!

ปฐมบทยุบอนาคตใหม่
'เจ้าพ่อ-เจ้าแม่' เฟกนิวส์
งูเห่าหรือจะสู้ผึ้งแตกรัง
เรือดำน้ำกับทีท่ากรรมาธิการฯ
ทหารเกณฑ์ 'เกณฑ์ไปทำไม?'
ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"