ลุ้นแล้วลุ้นอีก


เพิ่มเพื่อน    

      หลายคนที่ใช้ชีวิตในเมืองหลวง และเดินทางโดยใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะรถเมล์ เรือ โดยสารทั้งเจ้าพระยา และคลองแสนแสบ รวมถึงยังมีรถไฟฟ้าที่มีทั้งใต้ดินและบนดิน ด้วยระบบขนส่งมวลชนที่มีหลากหลายรูปแบบ และยิ่งปัจจุบันจะมีรถไฟฟ้าเกิดขึ้นอีกหลายสายทางการพกบัตรโดยสารหลายใบ อาจจะสร้างปัญหาความสับสนให้กับผู้ใช้เส้นทางต่างๆ ได้ ดังนั้นสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จึงดำเนินการพัฒนาระบบตั๋วร่วม (Common Ticketing System) ในชื่อ “บัตรแมงมุม” เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อการเดินทางทุกรูปแบบให้กับประชาชน ด้วยบัตรเพียงใบเดียวนั้น และยังสามารถใช้ซื้อของในร้านค้าที่ร่วมรายการได้อีกด้วย

        ก็ได้แต่รอคอยกันไปหลายรัฐบาล หลายรัฐมนตรีว่ากระทรวงคมนาคมจนแล้วจนรอดตัวร่วมที่ประกาศว่าจะใช้งานได้ก็ต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีก ล่าสุดกลางปี 2562 คิดว่าจบทุกอย่างเมื่อกระทรวงคมนาคมและการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้เปิดตัวบัตรแมงมุม สำหรับการเดินทางในระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีน้ำเงิน โดยมีการแจกบัตรฟรีในทุกสถานีของรถไฟฟ้าสายสีม่วง รวม 200,000 ใบ และว่ากันว่าจะใช้ได้กับระบบรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์ และรถเมล์ของ ขสมก.ได้

        แต่รถไฟฟ้า BTS ไม่ได้ โดยสาเหตุหลักๆ เรื่องต้นทุนที่ BTS ต้องจ่ายเพิ่ม เพื่อพัฒนาเครื่องรับบัตร การปรับระบบต่างๆ

        ซึ่งจากเหตุดังกล่าวนั้นทำให้ รฟม.ได้อัพเกรดบัตรแมงมุมให้เป็นระบบ EMV (Euro Mastercard Visa) คือใช้ระบบเดียวกับบัตรเครดิตและเดบิต ด้วยความหวังว่าในอนาคตประเทศไทยมีความหวังที่จะใช้บัตรใบเดียวเดินทางผ่านระบบขนส่งมวลชนได้ง่ายขึ้น ใช้บัตรใบเดียวจ่ายเงินได้เลย และอาจจะรวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อจ่ายค่าเดินทางต่างๆ  แต่ BTS ก็ยังไม่เข้าร่วมการใช้บัตรแมงมุมอยู่ดี ทำให้ผู้โดยสารยังคงต้องถือบัตรหลายใบในการเดินทางโดยรถสาธารณะ

        ซึ่งทางด้าน นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)  ออกมาระบุว่า บัตรแมงมุม หรือตั๋วร่วม ปัจจุบันยังใช้กับขนส่งไม่หลากหลายตามที่รัฐคาดการณ์ไว้ ต้องจับตามองในปี 2564-2565 ว่า จะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะเป็นปีที่รถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองเปิดใช้งาน โดยรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายจะเชื่อมกับรถไฟฟ้า MRT สายน้ำเงิน ดังนั้น ทาง รฟม.น่าจะมีเงื่อนไขในสัญญาสัมปทานว่าต้องมีระบบใช้ตั๋วร่วมกัน รวมถึงไม่คิดค่าตั้งต้นเพิ่มเมื่อประชาชนเดินทางด้วยรถไฟฟ้า 2 สายขึ้นไป

        พร้อมทั้งย้ำว่า แม้ รฟม.จะให้สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพูกับ BTS แต่เพราะมีสถานีที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายปัจจุบัน ทั้งสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง ระบบตั๋วต้องเป็นระบบเดียวกัน และมีเงื่อนไขว่า ถ้าประชาชนเดินทางจากสายสีชมพูหรือสายสีเหลือง แล้วต่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินต้องใช้ตั๋วใบเดียวกัน และเสียค่าตั้งต้นหรือค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว เมื่อเปลี่ยนขบวนไปที่รถไฟฟ้าอีกสายก็ไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าเพิ่ม

        อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปีน่าจะเห็นความชัดเจนว่ารถไฟฟ้าจะมีเงื่อนไขอย่างไร เมื่อต้องใช้ระบบตั๋วร่วมกันผู้ประกอบการต้องคำนวณต้นทุนหัวอ่าน ระบบบริหาร ระบบความเสี่ยงในจุดต่างๆ เพิ่มเติม และต้องหวังว่า รฟม.จะไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องถือบัตร 2 ใบเพื่อใช้เดินทางในรถไฟฟ้าสายสีชมพู สายสีเหลือง ซึ่งเชื่อมกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสีม่วง

        และล่าสุด นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาระบุอย่างชัดเจนหลังจากมีการประชุม คณะกรรมการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมว่า ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าและติดตามแนวทางบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม  และได้สั่งการให้ รฟม.เร่งรัดการดำเนินงานบัตรแมงมุมภายใต้มาตรฐานของ รฟม. องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) สรุปรายละเอียดการเปิดใช้งานรวมถึงแก้ไขปัญหาที่ยังค้างอยู่ให้มีความชัดเจนภายใน 1 เดือน

        แต่ในระยะใกล้นี้ต้องยอมรับกันไปก่อนว่า แม้จะมีรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ เปิดตัวทั้งรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ยังต้องใช้บัตรแรบบิทเหมือนเดิม และจะเปิดส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินยังใช้บัตร MRT ของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เดิมไปก่อน พร้อมกับลุ้นกันต่อไปว่าตั๋วร่วมหรือบัตรแมงมุมจะได้ใช้กันจริงๆ เมื่อไหร่.

บุญช่วย  ค้ายาดี


บอกก่อน.....ผมไม่รู้จริงๆ ว่า "พรรคพลังประชารัฐ" เขาเล่นอะไรกัน?รัฐบาลกำลังไปได้ดีจู่ๆ ก็เล่นเกมชิงเก้าอี้ "หัวหน้าพรรค" โดย กก.บห. "เกินกึ่งหนึ่ง" รวมหัวกัน ยื่นหนังสือลาออก เมื่อวาน (๑ มิ.ย.๖๓)เป็นผลให้คณะกรรมการบริหารพรรค "พ้นตำแหน่ง" ทั้งคณะ ต้องเลือกตั้ง กก.บห.กันใหม่ทั้งหมด ภายใน ๔๕ วัน!

"การเมืองวันที่ไม่มีประยุทธ์"
เมื่อ "ทัวร์ลง" เดือนพฤษภา.
"ความต่างระหว่างคนกับสัตว์"
ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'