แก้เศรษฐกิจ 'ต้องแก้ รธน.'?


   

 

               "โพดุล" ยังไม่ทันไป "คาจิกิ" มาอีกลูกแล้ว!

                "อีสาน" ยิ้มเถอะ.....

                น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้งน่ะ ตามรูปการณ์ มาตูมตามแล้วก็จะพรวดพราดแห้งหายไป ภายใน ๔-๕ วัน

                อาจ "ไม่ดี" กับคน

                แต่จะ "ดี" กับไร่นาสาโท มา ๔-๕ วันแล้วแห้ง ไม่เอ้อเร้อ-เอ้อเต่อเป็นเดือน-ครึ่งเดือน แบบนี้ ข้าวในนาจะยิ้ม!

                ก็ไม่เป็นไรนะ..ถือว่าซะว่า "เทวดารดน้ำมนต์"

                และอีกอย่าง....

                ทหารของพระราชาไม่เคยทอดทิ้งประชาชนอยู่แล้ว ฉะนั้น ลำบากกายครั้งนี้ ยังไงก็ มีทหารคอยช่วยแบกอยู่แล้ว

                เห็นพูดกันว่า อีสานเคยท่วม แต่ที่ท่วมมากมายไหปลาร้าจม ในรอบ ๔๐-๕๐ ปี ก็เพิ่งหนนี้แหละ!

                จึงอยากบอก เพื่อทำใจกันแต่เนิ่นๆ ต่อไปนี้ น้ำอาจมาทุกปี มามากๆ แบบนี้แหละ

                เพราะอะไรน่ะหรือ?

                ก็เพราะ "ขั้วโลกเหนือ" ลอกคราบเหมือนสังคมมนุษย์จากเย็นยะเยียบจนเป็นน้ำแข็งชั่วนา-ตาปี

                ตอนนี้ ละลายเป็นมหาสมุทรน้ำอุ่นไปแล้ว!

                กรุงเทพฯ นั้น ถ้าไม่ถอยร่นไปตั้งหลักซักแถวๆ เขาใหญ่ ผมตายแล้วเกิดมาอีกที สี่แยกราชประสงค์ อาจเป็นท่าเทียบเรือท่องเที่ยวหรือเรือขนส่งสินค้าไปแล้วก็ได้

                Climate Change นี้ ถ้าใครบอกว่า...โฮ้ย อีกนาน รุ่นหลาน-รุ่นโหลนโน่นแหละ ไม่ต้องรีบ ก็แล้วไป

                แต่ถ้าไม่ประมาท เตือนให้รู้กัน แล้วปรับสภาพวิถีชีวิตสังคมรองรับการเปลี่ยนแปลงที่คืบคลานมาทุกขณะ

                เราจะอยู่อย่างผู้ชนะ การเปลี่ยนแปลงนั้น จะเป็นเกมที่สนุกมากกว่าทุกข์

                ปรับอย่างไร?

                ขั้นแรก การสร้างเมือง สร้างชุมชน ตลอดถึงการปลูกอาคารบ้านช่อง แค่ถมดิน-ถมทรายแล้วปลูกแปะไปบนพื้นอย่างตึกแถวทุกวันนี้ ไม่ได้แล้ว

                ต้องเน้น "ใต้ถุนสูง" เป็นทรงเอกลักษณ์เลยทีเดียว!

                มนุษย์ทำให้ภูมิสภาพโลกเปลี่ยนไป แล้วตอนนี้ ที่เปลี่ยนไป ก็หมุนเวียนเปลี่ยนกลับมา

                เป็นข้อยืนยันถึงคำว่า "วัฏจักร" ในความที่ "โลกกลม"!

                ข่าวสารตอนนี้ เทไปหูเดียว คือหูน้ำท่วม และความช่วยเหลือ

                แต่ในการบริหารภาครัฐ น่าจะมีข่าวสารอีกทางอันเป็นสารัตถะประโยชน์ ชี้ทิศ-นำกระแส

                ก่อนหน้า "วิกฤติประเทศ" คือเรื่อง "น้ำแห้งเขื่อน" ทุกเขื่อนในประเทศ

                ถึงขั้นเกรงกันว่า นอกจากทำไร่-ทำนาไม่ได้แล้ว ประปาก็จะไม่มีน้ำผลิต ทั้งไฟฟ้าก็จะดับ เพราะไม่มีน้ำขับเคลื่อน

                พอน้ำมาตูมตาม....

                จากร้องหาน้ำกันหลัดๆ กลายเป็นต้องขับไสไล่ส่งให้น้ำออกไป ก็ตะแคงหูรอฟังมาหลายวันแล้วว่า

                "กรมชลประทาน" เขาจะรายงานน้ำตามเขื่อนต่างๆ ว่าไง?

                ก็เงียบฉี่!?

                แล้วบรรดาเรือกสวนไร่นา ที่โวยวายว่าจะแห้งตายหมด โดยเฉพาะข้าว

                เมื่อน้ำมาเช่นนี้แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ มันเป็นยังไง บวกหรือลบ ออกไปให้คำแนะนำชาวไร่-ชาวนาอย่างไร และทิศทางข้าวปีนี้ จะไปทางไหน ในสภาพนี้?

                เกษตรฯ ก็เงียบฉี่......

                ไม่มีผลจากสำรวจตรวจตรามาบอกให้รู้เป็นทิศทางกันเลย ว่าท่วมนี้ ส่งผลร้ายหรือดีกว่าแล้งอย่างไร และบริหารปัญหาด้วยวิสัยทัศน์ไหน?

                ไม่เป็นมืออาชีพเลย บอกตรงๆ!

                ไอ้การคอยน้ำลด แล้วรอรายงานเพื่อจ่ายเงินชดเชยนั่นน่ะ อบต.ก็ทำได้ ไม่ต้องถึงระดับ รมต.หรอก

                เพราะคิดกันเฉพาะหน้า ทำกันเฉพาะหน้าแบบนี้ จึงไม่แปลกที่ฝ่ายค้านจะมาในความคิดระนาบเดียวกัน

                อย่างวานซืน.........

                นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ "หัวหน้าฝ่ายค้าน" พรรคเพื่อไทย ออกแคมเปญไล่รัฐบาล ด้วยตรรกะ ที่ฟังแล้วต้องขอคารวะ

                ทึ่งจริงๆ ไม่รู้คิดออกมาได้ไง?

                เหมือนม้าผสมลาออกมาเป็นล่อ อย่างนั้นเลย นายสมพงษ์บอกว่าอย่างนี้

                "ปัญหาเศรษฐกิจเกิดขึ้นจากรัฐบาลชุดนี้ เป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญ

                ดังนั้น ถ้าแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ ก็แก้ปัญหาปากท้องไม่ได้"

                ยอมครับ...ยอม ลองว่าปัญหาเศรษฐกิจมาจากรัฐธรรมนูญ แก้รัฐธรรมนูญแล้วปัญหาปากท้องจะดีขึ้น ผมก็จนปัญญาเถียงท่านจริงๆ

                แต่ขอถามนิดเดียว......

                "ปากท้องที่ว่าจะดีขึ้นนั้นน่ะ..ปากท้องฝ่ายค้าน หรือปากท้องชาวบ้านครับ?"

                เอาละ ไม่รู้จะคุยอะไร อ่านที่ท่าน Chuchart Srisaeng ให้ความรู้กฎหมาย เรื่องธนาธรเป็นวิทยาทาน ไว้เมื่อ ๒-๓ วัน ก่อน เป็น "คู่มือ" ตามข่าวยุบพรรคสนุกกว่า

                ขอลอกมาให้อ่านกัน ดังนี้

                Chuchart Srisaeng

                .....นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ และนางสาว พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ แถลงต่อสื่อมวลชนยืนยันว่าไม่มีบทกฎหมายใดที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำชี้ขาดให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ได้

                ....นายปิยบุตรและนางสาวพรรณิการ์ลืมหรือแกล้งลืมเรื่องที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงิน 110 บ้านบาท ที่นายธนาธรและนางสาวพรรณิการ์เป็นผู้เปิดเผยต่อสื่อมวลเอง

                ....เรื่องดังกล่าวนายศรีสุวรรณ จรรยา ได้ไปร้องต่อ กกต. เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 และ กกต.ได้มีหนังสือนัดนายศรีสุวรรณ ไปไต่สวน สอบสวนแล้ว เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562

                ....ตาม พรป.พรรคการเมือง 2560 มาตรา ๖๒ ไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองกู้ยืมเงิน ซึ่งเมื่อพรรคการเมืองกู้ยืมเงินไม่ได้ การที่นายธนาธรอ้างว่าให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจำนวน ๑๑๐ ล้านบาท ย่อมไม่อาจกระทำได้

                .....จึงต้องถือว่าเงิน ๑๑๐ ล้านบาท เป็นเงินที่นายธนาธรให้แก่พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งก็คือเป็นการบริจาคให้แก่พรรคอนาคตใหม่นั่นเอง

                .....ทั้งนี้เป็นไปตามคำนิยามในมาตรา ๔ ที่ว่า "บริจาค" หมายความว่า การให้เงินหรือทรัพย์สินแก่พรรคการเมือง

                .....มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้บุคคลใดบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมืองใด มีมูลค่าเกิน ๑๐ ล้านบาทต่อปี

                .....วรรคสอง ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดซึ่งมีมูลค่าเกิน ๑๐ ล้านบาทต่อปี

                ....การที่พรรคอนาคตใหม่รับเงินจำนวน ๑๑๐ ล้านบาท ที่นายธนาธรมอบให้มาใช้ใช้จ่ายเพื่อดําเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นการรับเงินบริจาคที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเกินจำนวนตามมาตรา ๖๖ จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน มาตรา ๗๒

                .....มาตรา ๗๒ ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

                .....มาตรา ๙๒ เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทําการ อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น

                .....(๓) กระทําการฝ่าฝืนฯลฯ มาตรา ๗๒ หรือมาตรา ๗๔

                .....เมื่อศาลรัฐธรรมนูญดําเนินการไต่สวนแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองกระทําการตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น

                .....บทบัญญัติของ พรป.พรรคการเมือง ให้อำนาจ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรคการเมือง และศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ได้

                การที่นายปิยบุตรและนางสาวพรรณิการ์อ้างว่าไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคอนาคตใหม่ได้ เพราะไม่รู้หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้

.               ....ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ทั้งนายปิยบุตรและนางสาวพรรณิการ์ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง

                คือนอกจากจะสิ้นสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.แล้วต้องถูกตัดสิทธิไม่ให้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ตลอดไปอีกด้วย

                ....เรื่องนี้ข้อเท็จจริงฟังได้แน่ชัดแล้วว่าเป็นความจริงเพราะนายธนาธรและนางสาวพรรณิการ์เป็นผู้เปิดเผยเอง

              แต่เวลาผ่านมาเกือบ ๓ เดือนแล้ว สงสัยว่าเหตุใดกกต.จึงยังไต่สวนไม่เสร็จ?

                ครับ....

                ท่านถาม กกต. ผมเลยมิบังอาจตอบ! 


"ช่อ-พรรณิการ์" นี่.......... ต้องยกให้เธอเป็น "เตียวเสี้ยน" แห่งสำนัก "อนาคตโคตรใหม่" อย่างนั้นเลยจริงๆ "เหว" ว่าลึกแล้ว แต่คิดจากก้อนสมองในหัวกะโหลกที่ทิ่มคอจมลงไปถึงไหล่ ลึกและล้ำกว่ามากนัก!

๒๑ มกรา 'มีใครจะลาบวช?'
ดิ้นกันไปเมื่อรู้ว่า 'ใกล้เมรุ'
ปิยบุตร "ยังเป็นคนอยู่หรือ?"
ประชาธิปัตย์ 'ก่อนศตวรรษ'?
ยำใหญ่ “ใส่ไข่” นายกฯประยุทธ์
'ผีบุญ' แนวทางศึกษา 'ทอน'