'มหาเศรษฐีบนทางประเทศ'


   

        ผมตั้งปรารถนาว่า เกิดชาติหน้าฉันใด "ไม่ต้องรวย"

          แต่........

          ขอให้มีแต่ "เพื่อนรวย"!

          ใครไม่เคยรวย ไม่รู้หรอกว่า ความรวย "ทำให้ชีวิตยุ่งยาก

ลำบากหนักขนาดไหน?"

          อยู่ก็ยาก กินก็ยาก ไปไหน-มาไหน ก็ยาก

          วันๆ ต้องเครียด-เคร่งกับการบริหารเงินทองที่มีมากมาย ว่าจะทำยังไง ให้มันงอกเพิ่ม?

          และทั้งชาติ จะอยู่กับ "มายามนุษย์"

          ไม่มีทางรู้ถึง "ความจริงใจ" จากใครได้เลย กระทั่งกับคนรอบตัว ว่าที่สรรเสริญเรา ยกย่องเรา ภักดีเรา

          เพราะเราเป็นคนดี หรือ

          .......เพราะ เงินดี?

          และยันตาย ก็จะตายไปท่ามกลาง "อิจฉา-สะใจ" ของคนในสังคม

          ต้องเข้าใจนะ การ "อิจฉาคนรวย"

          มันเป็นความสุขอย่างหนึ่งของสังคมมนุษย์ และจะสุข-สะใจยิ่งขึ้น ถ้าได้เห็น "ความวิบัติ" ของเขาด้วย

          เพราะอย่างนี้ ผมจึงอิดออดที่จะรวย เมื่อวาน (๗ มี.ค.๖๑) เห็นข่าว

          "ฟอร์บส์" จัดอันดับ "มหาเศรษฐี" ประจำปี ๒๕๖๑

          คนไทยติดอันดับ "มหาเศรษฐี" ถึง ๓๐ คน!

          เว็บ "กรุงเทพธุรกิจ" เขาสรุปมาให้ดู ๑๐ คน ดังนี้

          1.เจริญ สิริวัฒนภักดี (เบียร์ช้าง) ทรัพย์สิน 17,900 ล้านดอลลาร์ อันดับ 65 ของโลก

            2.ธนินท์ เจียรวนนท์ (ซีพี/ธุรกิจหลากหลาย) ทรัพย์สิน 14,900 ล้านดอลลาร์ อันดับ 95 ของโลก

            3.วิชัย ศรีวัฒนประภา (คิง เพาเวอร์) ทรัพย์สิน 5,000 ล้านดอลลาร์ อันดับ 388 ของโลก

            4.สุเมธ เจียรวนนท์ (ธุรกิจหลากหลาย) ทรัพย์สิน 4,200 ล้านดอลลาร์ อันดับ 514 ของโลก

            5.จรัญ เจียรวนนท์ (ธุรกิจหลากหลาย) ทรัพย์สิน 4,100 ล้านดอลลาร์ อันดับ 527 ของโลก

            6.มนตรี เจียรวนนท์ (ธุรกิจหลากหลาย) ทรัพย์สิน 4,100 ล้านดอลลาร์ อันดับ 527 ของโลก

            7.สารัชถ์ รัตนาวดี (ธุรกิจพลังงาน) ทรัพย์สิน 3,600 ล้านดอลลาร์ อันดับ 629 ของโลก

            8.สมโภชน์ อาหุนัย (ธุรกิจพลังงาน) ทรัพย์สิน 3,400 ล้านดอลลาร์ อันดับ 679 ของโลก

            9.วาณิช ไชยวรรณ (ไทยประกันชีวิต) ทรัพย์สิน 3,300 ล้านดอลลาร์ อันดับ 703 ของโลก

            10.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ (ธุรกิจโรงพยาบาล) ทรัพย์สิน 3,000 ล้านดอลลาร์ อันดับ 791 ของโลก

            อนุโมทนาสาธุ...........

          ขอให้ทุกมหาเศรษฐี เจริญ..เจริญ..ตัวเลขแห่งความร่ำรวยเพิ่มขึ้น..เพิ่มขึ้น

          ประเทศไทย มีแค่ ๒ เจริญ "เจริญช้าง" กับ "เจริญโภคภัณฑ์"

          เงินก็ "ล้นบ้าน-ล้นเมือง" แล้ว

          รวมกัน จะมากกว่า "งบประมาณแผ่นดิน" ด้วยซ้ำ!

          แต่เคยได้ยินคำว่า "ทุกข์เศรษฐี" กันใช่มั้ย?

          นั่นแหละตัวยืนยัน "รวยเงินใช่ว่ารวยสุข" อย่างเห็นตัวเลขที่ฟอร์บส์จัดอันดับ

          สิ่งแรก ที่บรรดามหาเศรษฐีไทยเจอ คือ ความรู้สึกอิจฉา

          คำถามที่ตามมา คือ..........

          "เสียภาษีหรือยัง ถ้าเสีย เสียเท่าไหร่?"

          ตัวเลขแห่ง "ความรวย" นำมาซึ่ง "ความซวย" ในสังคมตรวจสอบเสมอ

          ทุกวันนี้ สังคมอยากรู้ "ตัวเลข" ที่มหาเศรษฐีแต่ละราย "จ่ายภาษี" ในแต่ละปี มากกว่าอยากรู้ อันดับรวยแต่ละปี

          ผมก็ว่าดีนะ..........

          มันไม่ถูกต้องซักเท่าไหร่ ที่คนรวยต้องถูกอิจฉา ถูกกระแนะ-กระแหน ถูกมองในแง่ร้าย ตกเป็น "จำเลยสังคม" แบบไม่มีเหตุผลตลอดกาล

          "สรรพากร" ช่วยสร้างสรรค์ได้

          เพียงจัดอันดับ "ผู้จ่ายภาษี" สูงสุดในแต่ละปี จะเอา ๑-๑๐๐ หรือจนถึง ๑๐,๐๐๐ ก็ได้ ดีทั้งนั้น

          แล้วประกาศสู่สาธารณะ!

          อันนี้แฟร์ จรรโลงหลายทาง เช่น ช่วยเปลี่ยนทัศนคติสังคม จากมองคนรวย "เอาเปรียบสังคม" เป็นเหมือนกันตามฐานานุรูป

          ช่วยกระตุ้นสำนึกให้ประชาชนทุกคน-ทุกฐานะได้เข้าใจ

          ว่า "มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษี"

          และช่วยให้คนรวยที่ไม่จ่ายหรือเลี่ยงจ่าย ต้องจ่ายให้ครบถ้วน-ถูกต้อง

          ไม่เช่นนั้น ตัวเลขที่เปิดเผย เมื่อเทียบกับคนรวยด้วยกันที่เขาจ่ายแล้ว

          มันจะฟ้อง-จะประจาน-จะตรวจสอบกันเอง!

          ครับ.....

          เป็นเวร-เป็นกรรมของคนรวย อย่างว่านั่นแหละ ที่ทุกวันนี้ คนรวย อย่างเสี่ยเจริญ เสี่ยซีพี เสี่ยคิง เพาเวอร์ และอีกหลายเสี่ย

          "ทำ-ไม่ทำ" อะไร ก็ถูกค่อน "ทางสังคม" ตลอด

          ครั้นจะลงทุน ก็ถูกมองว่า.........

          ฮุบทุกอย่างที่ขวางหน้าบ้างละ, รวยผูกขาดประเทศคนเดียวบ้างละ

          แล้วโยงไปถึงรัฐบาล "ยกผลประโยชน์ให้กลุ่มทุน"!

          มันพูดยากนะ.........

          ความขัดแย้งทางสังคม ที่มี "รวย-จน" เป็นตัวขับเคลื่อนทัศนคติ

          ไม่ใช่เพิ่งมี นับแต่มีมนุษย์ สังคมโลกก็มี "รวย-จน" เป็นคานดีด-คานงัด ในจุดสร้างสมดุล

          คนรวยอยู่ได้ เพราะพลังงานคนแรง และคนแรงอยู่ได้ เพราะพลังสร้างคนรวย

          นั่นคือ "ต่างคน-ต่างมี" แล้วเอาที่ "ต่างมี" มาเกื้อกัน ก็จะเกิดนวัตกรรมขึ้นในสังคมชาติ

          แผ่นดิน ต้องมีไม้ใหญ่ก่อน ให้ร่มเงา ให้กิ่งก้าน ให้ใบ-ดอก-ผล จากนั้น พืชชนิดอื่น ก็จะอาศัยร่มเงางอก และเติบโตขึ้น

          สังคมมนุษย์ก็เช่นนี้........

          ทุกอย่างต้อง "เกื้อกัน" สิ่งใหม่ "จึงเกิด"

          ธรรมชาติมันเป็นเช่นนั้น!

          ไปแยกให้วุ่นวายเอง ว่าระบบทุน ระบบสังคม สุดท้าย ก็ต้องคืนสู่ "สังคมธรรมชาติ" คือ ต้องเกื้อกัน

          เกื้อกัน ตามฐานานุรูป คือต่างพึ่งพา ใครทำมาก-ได้มาก, ทำน้อย-ได้น้อย

          ไม่ใช่แบบเท่ากัน ซึ่งในโลกเป็นจริง ไม่มีอะไรที่เท่ากัน นิ้วมือยังสั้น-ยาวไม่เท่ากันเลย

          "จีน" เอง ระบบ "เท่ากัน" พลิกประเทศไม่ได้

          ต้องหันกลับไปใช้ ๑ ประเทศ ๒ ระบบ คือเศรษฐกิจทุน "เกื้อกัน" ตามฐานานุรูป จึงเป็นเจ้าโลกได้ขณะนี้

          ความคิดแบบ รวยต้องรวยเหมือนกัน จนก็ต้องจนเหมือนกัน นั่นเป็นความคิดแบบ "หมาหางด้วน"

          ฉะนั้น ผมมองว่า ในเศรษฐกิจระบบทุน ประเทศชาติอย่างไทยเราขณะนี้ จะพัฒนาได้

          ทั้งคนรวยและคนไม่รวย "คิดต่างกัน" ไม่เป็นไร

          แต่เป้าหมายเพื่อความเจริญก้าวหน้าของสังคมชาติ

          "ต้องเกื้อกัน"!

          ไทยเรา มีมหาเศรษฐีติดอันดับโลกตั้ง ๓๐ คน แล้วมันน่าอายขนาดไหน......

          ถ้าประเทศไทย เมื่อจะพัฒนา EEC ด้วยโครงการร้อยแปด เปิดอ้ารออยู่

          แต่กลับไม่มีมหาเศรษฐี ที่รวยจากแผ่นดินไทย แม้สักคน

          จะลงทุน เพื่อ "ก่อร่าง-สร้างประเทศ" ตัวเอง?

          เพราะอย่างนี้ ผมจึงดีใจ ที่เห็นข่าว เสี่ยเจริญก็ดี เสี่ยซีพีก็ดี เสี่ยคิง เพาเวอร์ก็ดี และอีกหลายมหาเศรษฐีไทย

          มีความคิด ที่จะเอาความรวยระดับ "ท้องพระคลัง" ออกมาลงทุน

          สร้างงาน-สร้างเงิน เสริมสร้างศักยภาพและศักดิ์ศรีประเทศสู่อนาคตศตวรรษใหม่

          ถูกต้องแล้ว เงินที่ไม่สร้างงาน คือเงินไม่งอก เมื่อไม่งอก ค่าที่เหลือ คือกระดาษเก่าๆ

          อย่าไปน้อยใจสังคมที่คอยค่อนขอด "ฮุบประเทศ-ผูกขาด" เลย นั่นคือหน้าที่ "ผู้ตรวจการประเทศ" ของเขา

          ส่วนท่านมหาเศรษฐี มีหน้าที่ "ผู้สร้างเศรษฐกิจและสังคมประเทศ"

          ก็อยากเห็นการ "ร่วมทุน-ร่วมรัฐ" ตามโครงการเพื่ออนาคตใหม่ ที่รัฐบาลประยุทธ์ริเริ่ม

          แบบ "สตรอง"!

          เรื่องที่ดิน "ผืนนั้น-ผืนนี้" อย่างมักกะสัน ปล่อยทิ้งร้าง ไม่เกิดประโยชน์เป็นร้อยปี

          พอจะเอามาทำประโยชน์ "หมาในรางหญ้า" มากันใหญ่

          จะให้ใครพัฒนา คำก็ขายสมบัติชาติ สองคำก็ประเคนให้นายทุน!

          คิดแค่นี้ มันง่ายดี แต่พอใครมาเป็นรัฐบาล ก็ค่อนขอด

          ไม่เห็นลงทุนพัฒนาบ้านเมือง เหมือนบ้านอื่น-เมืองอื่นเขาบ้างเลย

          หรือไม่ก็ บ้านโน้น-เมืองนี้ เขาพัฒนาไปถึงไหนๆ แต่เมืองไทยไม่มีอะไรกระดิก?

          ก็จะกระดิกได้ไง......

          พอรัฐบาลจะทำอะไร เฮ้ยๆ มันขายชาติ เฮ้ยๆ มันทำลายสิ่งแวดล้อม เฮ้ยๆ มันเอาสมบัติชาติประเคนนายทุน!

          พูดกันยังกะว่า แผ่นดินคือขนมในห่อใบตอง จะแซะ-จะหิ้วเอาแผ่นดินตรงนั้นไปจากประเทศไทยได้

          ปัญหาจริงๆ มันมีอยู่ว่า...........

          คนพูดและคนฟัง ส่วนมาก "ไม่ได้ศัพท์แล้วจับมาโวย"!    

          ในกฎหมาย ทุกการเช่า-การลงทุน มีเงื่อนไข มีกรอบกติกาอยู่ แต่ไม่อ่าน ชอบรักชาติแบบดิบๆ

          ตัวอย่าง ล่าสุด ในด้านไม่อ่าน-ไม่ศึกษาให้เข้าใจ แล้วนำออกโพนทะนา

          พาดหัวใหญ่โต "ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว ห้ามวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ"

          แต่พออ่านเนื้อความตาม พ.ร.บ.เขาบอกว่า.......

          (1) ห้ามไม่ให้วิจารณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยคำหยาบคาย เสียดสี หรืออาฆาตมาดร้าย......"

            เห็นมั้ย คนละเรื่องกันเลย........

          เขาไม่ได้ห้ามวิจารณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญ

          ให้วิจารณ์ได้............

          แต่ห้ามไม่ให้ใช้คำหยาบคาย เสียดสี อาฆาตมาดร้าย ในการวิจารณ์

          น้ำตื้น สวะลอย

          น้ำลึก เท่านั้น จะมีซุงลอย!

            บ้านเมืองจะพัฒนาให้ก้าวหน้าได้ สาธุชนทั้งหลาย ใช้ซุง อย่ามุ่งปริมาณสวะ.  

         


ในส่วน "ราชอาณาจักร"...........คสช.ปักธงปฏิรูปตั้งแต่ พฤษภา ๕๗ มัวรุ่มร่ามอยู่กับการออกแบบ ๔ ปีผ่านไป "แกะแบบ" ลงมือเป็นเนื้อ-เป็นหนังได้ส่วนเดียว คือ EEC!

หัวหน้าพรรค 'เพื่อไทย' ตัวจริง
ถอดรหัสเลือกตั้ง "ต้นปี ๖๒"
'ใครหัวหน้า' สำคัญกว่าถูกดูด    
แอมเนสตี้ที่ 'สังคมไม่ต้องการ'
อีกก้าวของ 'นายกฯ เผด็จการ'
คสช.คือกบฏแผ่นดิน?