ฎีกาคุก4ปี12นปช.ล้มอาเซียน


   

 ศาลฎีกายืนจำคุก 4 ปีไม่รอลงอาญา "12แกนนำ นปช." บุกล้มประชุมอาเซียนปี 52 ยกฟ้อง "สมญศฆ์ พรมภา" คุมตัว "ศักดา" เข้าเรือนจำ ออกหมายจับ "อริสมันต์" กับพวกรวมอีก 8 อ้างบ้านหมุนฟังไม่ขึ้น "ไวพจน์" หลุด ส.ส.โดนหมายเรียกพร้อมสำเริง-วรชัย ฟังคำพิพากษาอีกครั้ง 31 ต.ค. พปชร.จ่อส่งลูกชายลงเลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร

    ที่ศาลจังหวัดพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 11 กันยายน ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำพากลุ่มคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมอาเซียนที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีชรีสอร์ท เมืองพัทยา เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2552 ที่พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, นายนพพร นามเชียงใต้, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, นายสมญศฆ์ พรมภา, นายนิสิต สินธุไพร, นายสำเริง ประจำเรือ, นายศักดา นพสิทธิ์, นายสิงห์ทอง บัวชุม,  นายธนกฤต หรือวันชนะ ชะเอมน้อย หรือเกิดดี, นายวรชัย เหมะ, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายวัลลภ ยังตรง และนายพิเชฐ สุขจินดาทอง ทั้งนี้ ได้พักคดี พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ และนายสุรชัย แซ่ด่าน เนื่องจากหลบหนี ขณะที่นายธรชัย ศักดิ์มังกร และ พ.ต.อ.สมพล รัฐกาญจน์ ศาลชั้นต้นยกฟ้อง
    กรณีเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2552 พวกจำเลยนำพากลุ่มคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมอาเซียน ที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีชรีสอร์ท ในช่วงที่กลุ่ม นปช.มีการชุมนุมใหญ่ปี 2552 ขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี โดยได้แจ้งข้อหา ประกอบด้วย 1.ร่วมกันขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ซึ่งสั่งให้เลิกการมั่วสุม 2.ข้อหาร่วมกันเดินแถวเป็นขบวน และกระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร 3.ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชน ด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่ก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน 4.มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้า เป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำผิดนั้น และ 5.ร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ โดยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 215, 216, 358, 362, 364, 365 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 108, 114, 148 ต่อมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำคุกจำเลยจำนวน 13 คน เป็นเวลา 4 ปี ไม่รอลงอาญา
คุก 4 ปี 12 แกนนำ นปช.
     วันนี้มีเพียงนายศักดา นพสิทธิ์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อชาติ และเป็นจำเลยที่ 10 เดินทางมาศาลคนเดียว โดยศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องในส่วนของนายสมญศฆ์ พรมภา จำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งชั้นศาลอุทธรณ์ภาค 2 นั้น พิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1, 2, 3, 5, 6, 10, 11, 12, 13, 15, 16, 17 คนละ 4 ปีโดยไม่รอการลงโทษ ฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (2) (3) ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ขณะที่ชั้นศาลอุทธรณ์ ก็ให้ปรับจำเลยที่ 1, 2, 3, 5, 6, 10, 11, 12, 13, 15, 16, 17 คนละ 200 บาท ฐานร่วมกันเดินแถวเป็นกระบวนและกระทำในลักษณะกีดขวางการจราจร ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาด้วย
    ทั้งนี้ เมื่อนายศักดาได้ฟังผลคำพิพากษาฎีกาซึ่งถึงที่สุดตามกระบวนการทางกฎหมายแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวนายศักดาไปคุมขังยังเรือนจำเพื่อรับโทษตามคำพิพากษาดังกล่าวต่อไป 
    ส่วนกรณีจำเลยอื่นที่ไม่มาศาลนั้น ทีมทนายความจำเลยเปิดเผยว่า ศาลจังหวัดพัทยาได้นัดอ่านคำพิพากษาฎีกา ซึ่งมีจำเลยทั้งสิ้น 13 คน (ที่สู้ถึงชั้นฎีกา) แต่ในส่วนของนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และ นพ.วัลลภ ยังตรง จำเลยที่ 1 และ 16 ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยมอบอำนาจให้ทนายความยื่นคำร้องขอให้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน เนื่องจากจำเลยทั้งสองมีอาการป่วย พร้อมนำใบรับรองแพทย์มาแสดง ซึ่งศาลจังหวัดพัทยาได้พิจารณาคำร้องในส่วนนี้แล้ว เห็นว่าอาการป่วยนั้นไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง จึงไม่อนุญาตให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา และให้ออกหมายจับจำเลยทั้งสองเพื่อมาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีนี้อีกครั้งในวันที่ 31 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น. โดยศาลให้ปรับนายประกันของจำเลยทั้งสองด้วย
    สำหรับจำเลยอื่นอีก 7 คน (จำเลยที่ 2, 4, 5, 11, 12, 15, 17) ปรากฏว่า ศาลได้ส่งหมายเรียกแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาฎีกาให้ทราบแล้ว แต่วันนี้จำเลยทั้ง 7 คนไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลจังหวัดพัทยาจึงให้ออกหมายจับจำเลยทั้ง 7 เพื่อมาฟังคำพิพากษาต่อไปเช่นกัน พร้อมให้ปรับนายประกันจำเลยทั้ง 7 คนเต็มจำนวนสัญญาประกันด้วย
     นอกจากนี้ ในส่วนของ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ จำเลยที่ 3, นายสำเริง ประจำเรือ จำเลยที่ 6, นายวรชัย เหมะ จำเลยที่ 13 ปรากฏว่ายังไม่ได้รับหมายเรียกที่ศาลแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาวันนี้ จึงไม่ได้เดินทางมาศาล โดยศาลจังหวัดพัทยาพิจารณาแล้วให้ออกหมายเรียกจำเลยทั้งสามมาฟังคำพิพากษาอีกครั้งในวันที่ 31 ต.ค.นี้ วัน-เวลาเดียวกันกับนายอริสมันต์
    ด้านนายธำรงค์ หลักแดน ทนายความส่วนตัวของนายอริสมันต์ เปิดเผยว่า นายอริสมันต์ไม่สามารถเดินทางมารับฟังคำพิพากษาในวันนี้ได้ เนื่องจากอยู่ในระหว่างการพักรักษาตัวด้วยโรคเวียนศีรษะ บ้านหมุน ที่โรงพยาบาลสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม ซึ่งขณะนี้อาการยังไม่ดีขึ้น ทั้งนี้ หลังจากฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น ได้โทรศัพท์แจ้งผลคำพิพากษาไปถึงนายอริสมันต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเดินทางมารายงานตัวกับศาลเมื่อใดนั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ต้องรอให้อาการป่วยดีขึ้นก่อน
    นางขนิษฐา รัฐกาญจน์ ทนายความของกลุ่มแนวร่วม นปช. กล่าวว่า สาเหตุที่ศาลยกฟ้องจำเลยที่ 4 เนื่องจากโจทก์ไม่มีพยานที่เห็นเหตุการณ์ จึงยกประโยชน์ให้แก่จำเลย ทั้งนี้ จำเลย 3 คนที่ศาลยกฟ้อง ทางทนายความเตรียมที่จะเอาผิดฟ้องร้องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.ท.ศราวุฒิ บุญชัย ตำรวจที่เบิกความเท็จ
    ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.ไวพจน์ หนึ่งในจำเลยคดีดังกล่าว ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมสภาตามปกติตั้งแต่ช่วงบ่าย โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ว่า ยังไม่เห็นหมายอะไร และยังไม่เห็นรายละเอียด ต้องรอดูความชัดเจน จะแจ้งให้ทราบต่อไป
"ไวพจน์"หลุดเก้าอี้ ส.ส.
    นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงสถานะความเป็น ส.ส.ของ พ.ต.ท.ไวพจน์ ว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (13) ระบุถึงการสิ้นสมาชิกภาพของ ส.ส. คือต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท ดังนั้นเมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วถือว่าสิ้นสมาชิกภาพทันที อย่างไรก็ตาม ตามขั้นตอน ประธานสภาฯ ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมต้องแจ้งคำพิพากษาของศาลฎีกาต่อที่ประชุมให้รับทราบ แต่จนถึงขณะนี้ศาลยังไม่ส่งคำพิพากษาจากศาลมายังสภา ทั้งนี้การจับกุมหรือการดำเนินคดีที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้วในสมัยการประชุมนั้น สามารถทำได้ เพราะคดีถึงที่สุดแล้ว โดย ส.ส.ที่ถูกคำพิพากษาถึงที่สุดจะไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง 
    นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ส.ส.ที่ถูกจำคุกจะพ้นจากสมาชิกภาพตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (13) ที่กำหนดว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องพ้นสภาพหากถูกศาลสั่งจำคุก และปัจจุบัน ศาลพิจารณาคดีอาญาได้ แม้จะอยู่ในสมัยประชุม โดยไม่ต้องขอต่อสภา เพียงแต่ต้องไม่เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 125 วรรคสี่
    นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานรัฐสภาคนที่ 1 กล่าวว่า ถือว่าตอนนี้ พ.ต.ท.ไวพจน์ยังคงเป็น ส.ส.อยู่ เพราะยังไม่ได้รับเอกสารอย่างเป็นทางการจากศาลฎีกา จึงต้องรอคำสั่งศาลที่เเน่นอนส่งมายังสภาก่อน ส่วนเสียงของรัฐบาลที่จะหายไป 1 เสียงนั้น คงไม่กังวล เนื่องจากเราขึ้นมาเป็นประธานเเล้วอยู่ข้างบน ให้ข้างล่างไปจัดการกันเอง ทั้งนี้ เเม้จะเป็นประธานก็สามารถไปร่วมโหวตลงคะเเนนได้ในบางครั้ง หากจำเป็น
    นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อศาลฎีกาพิพากษาแล้ว จึงไม่เกี่ยวกับเอกสิทธิ์คุ้มครอง ส.ส. เพราะเอกสิทธิ์จะคุ้มครองเฉพาะตอนต่อสู้คดีเท่านั้น แต่เมื่อศาลพิพากษาแล้ว จึงไม่เกี่ยวกัน ดังนั้นกรณีนี้ถือว่าพ้นจากการเป็น ส.ส. เพราะศาลได้ตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญา เหตุนี้จึงต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในเขตของ พ.ต.ท.ไวพจน์ เช่นเดียวกับที่จะมีการจัดเลือกตั้งใหม่ในจังหวัดนครปฐม ที่ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ลาออก แน่นอนว่าจะมีผลต่อคะแนนรวมของพรรคด้วย แต่ไม่ทราบว่าจะมีผลมากน้อยเพียงใด
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุก4 ปี คดีบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนนั้น ทางพรรคพลังประชารัฐได้เตรียมให้บุตรชาย พ.ต.ท.ไวพจน์ คือ นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์  ลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กำแพงเพชร เขต  2 แทน พ.ต.ท.ไวพจน์แล้ว.
 


ทฤษฎี "ตาบอดไม่กลัวเสือ" ของทักษิณ ทำให้พรรคการเมืองหนึ่ง ได้ครองอีสานมาร่วม ๒ ทศวรรษ

'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'
'เส้นทาง ๒ มิติ' รอ.ธรรมนัส
เฉพาะกับ "พระมหากษัตริย์"
ว่าด้วย 'บุญคุณและเอื้ออาทร'
น้ำครำตรวจสอบน้ำเน่า
น้ำท่วม 'อย่าเอาแต่ดู' ต้องทำ