จตุพรอ่วม!นับโทษต่อคุก12เดือน


เพิ่มเพื่อน    

  ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับสั่งนับโทษต่อคุก 12 เดือน "จตุพร" คดีหมิ่น "อภิสิทธิ์" ประวิงฎีกาอภัยโทษ "ทักษิณ" เหตุความคลาดเคลื่อนผิดหลงของศาลชั้นต้น ให้ประกันตัว 2 แสนระหว่างฎีกาสู้คดี "ศรีวราห์" สั่ง ตม.ขึ้นแบล็กลิสต์สกัด 9 แกนนำ นปช.หนี

    ที่ห้องพิจารณา 712 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 12 กันยายน ศาลอ่านคำสั่งอุทธรณ์ ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2561 ขอให้ยกเลิกหมายจำคุกคดีถึงที่สุด ซึ่งออกโดยศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2561 ในคดีที่นายอภิสิทธิ์เป็นโจทก์ ในคดีหมายเลขดำ อ.4176/2552 (คดีหมายเลขแดง อ.240/2558)  ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
    ในความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 กรณีกล่าวหานายอภิสิทธิ์ประวิงเวลาในการทำความเห็นเสนอต่อสำนักราชเลขาธิการ เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2560 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ให้จำคุกนายจตุพร 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และให้นับโทษคดีจำคุกนายจตุพรต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดง อ.4907/2555 (หมายเลขดำ อ.1962/2552) กรณีกล่าวหาเป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือดฆ่าประชาชน
    โดยคำร้องอุทธรณ์ของนายอภิสิทธิ์ดังกล่าวระบุว่า เมื่อคดีหมิ่นประมาท หมายเลขดำ อ.4176/2552 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้จำคุกนายจตุพร 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และให้นับโทษคดีจำคุกนายจตุพร ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดง อ.4907/2555 (หมายเลขดำ อ.1962/2552) แล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นได้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดให้นับโทษนายจตุพรต่อ แต่จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าศาลชั้นต้นและศาลฎีกา ไม่มีอำนาจพิพากษาให้นับโทษจำคุกนายจตุพรต่อจากอาญาหมายเลขแดง อ.4907/2555 จำเลยจึงขอให้ศาลแก้ไขคำพิพากษายกเลิกหมายจำคุกถึงที่สุดฉบับเก่า (ที่ให้มีการนับโทษต่อ) และให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดใหม่ ซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วก็มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย เพราะว่ายกเลิกคำพิพากษาเดิมที่ให้นับโทษต่อไม่ได้ โดยศาลฎีกาก็มีคำพิพากษาถึงที่สุด และมีการออกหมายตามคำพิพากษาแล้ว 
    จำเลยก็ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวอีก โดยศาลชั้นต้นก็ได้เรียกตัวจำเลยมาสอบถาม ซึ่งแถลงว่าหมายที่ให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีอาญาหมิ่นประมาทอีกสำนวนนั้นไม่ถูกต้อง ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นตรวจสอบรายงานกระบวนพิจารณาใหม่อีกครั้งปรากฏว่าในคดีหมิ่นประมาทนั้น ศาลชั้นต้นไม่ได้ให้นับโทษจำคุก แต่ศาลอุทธรณ์มีการย่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าให้นับโทษจำเลยต่อ ซึ่งไม่ถูกต้อง จนเมื่อผลคดีถึงที่สุด ก็เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกถึงที่สุดโดยผิดหลงด้วยการให้นับโทษต่อ ดังนั้นศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง และเป็นธรรมกับตัวจำเลย โดยให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดใหม่เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2561 ไม่ต้องนับโทษนายจตุพร จำเลยต่อจากคดีอาญาหมิ่นประมาทอีกสำนวน ซึ่งระบุวันนับโทษตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.2560 โดยไม่หักวันต้องขังให้จำเลย 
    ทั้งนี้ โจทก์เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่นับโทษจำคุกนายจตุพร จำเลย ต่อจากคดีอาญาหมิ่นประมาทอีกสำนวนนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดกับคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และให้หมายเรียกจำเลยมารับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ต้องนับโทษคดีอาญาต่อ ขณะที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของนายอภิสิทธิ์แล้ว ให้ยกคำร้อง โจทก์จึงได้ยื่นอุทธรณ์
    โดยวันนี้ นายจตุพรก็ได้เดินทางมาฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ พร้อมกับทนายความ
    ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้วเห็นว่า แม้การออกหมายจำคุกถึงที่สุดจะเป็นเรื่องการบังคับโทษตามคำพิพากษา ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจดำเนินการก็ตาม แต่การออกหมายบังคับตามโทษนั้นจะต้องให้ถูกต้องกับโทษที่จำเลยควรได้รับตามความเป็นจริงด้วย ซึ่งการที่ศาลชั้นต้นได้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุด เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2560 ให้นับโทษจำคุกนายจตุพร จำเลยต่อจากคดีอาญา หมายเลขแดง อ.4907/2555 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นการออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และการที่ศาลชั้นต้นได้ยกเลิกหมายจำคุกดังกล่าวแล้วออกหมายบังคับโทษใหม่ เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2561 โดยอ้างว่าหมายจำคุกเดิมที่ศาลชั้นต้นออกนั้นทำโดยผิดหลง เนื่องจากศาลชั้นต้นที่เคยมีคำพิพากษาคดีนั้น ไม่ได้ให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญา หมายเลขแดง อ.4907/2555 แต่ศาลอุทธรณ์ย่อคำพิพากษาว่า ศาลชั้นต้นให้นับโทษคดีต่อกันกับอีกสำนวนหนึ่งนั้น ความจริงศาลชั้นต้น (คดีหมายเลขดำ อ.4176/2552) พิพากษาให้นับโทษจำคุกนายจตุพร จำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดง อ.4907/2555 ตรงตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาย่ออยู่แล้วไม่ได้เป็นข้อผิดพลาด ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นเคยยกเลิกหมายจำคุกถึงที่สุดฉบับเก่านั้น น่าจะเกิดจากความคลาดเคลื่อนผิดหลงของศาลชั้นต้นเอง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น
    ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษา ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4907/2555 และให้ยกเลิกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดของจำเลย ลงวันที่ 19 ก.พ.2561 กับให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดใหม่เพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป (ที่ให้นับโทษจำคุกนายจตุพร คดีหมิ่นประมาทหมายเลขดำ อ.4176/2552 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4907/2555)
    ภายหลังฟังศาลอุทธรณ์ ทนายความของนายจตุพร ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เงินสด จำนวน 200,000 บาท ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างที่จะฎีกาคำสั่งให้นับโทษใหม่ดังกล่าว โดยเมื่อเวลา 16.00 น.เศษ ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนายจตุพรระหว่างจะฎีกาคำสั่ง โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขใดๆ  
    นายจตุพรกล่าวว่า ตนได้รับการปล่อยตัว ในวันที่ 4 ส.ค.2561 นับจากตอนนั้นถึงเวลานี้ได้รับอิสรภาพมาแล้ว 1 ปี 8 วัน โดยรับโทษไปแล้ว 1 ปี กับ 15 วันจากโทษจำคุก 2 สำนวนรวม 1 ปี กับอีก 12 เดือน ขอขอบคุณศาลที่เมตตาให้ประกันตัว โดยนัดให้มารายตัววันที่ 12 ต.ค.2562 ส่วนการต่อสู้คดีก็จะต้องปรึกษาทนายความอีกครั้ง เพื่อฎีกาให้วินิจฉัยว่าที่ตนเองได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำนั้น เป็นการปล่อยตัวตามคำสั่งศาลอาญา ซึ่งไม่เคยมีกรณีนี้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับในกระบวนการยุติธรรม และไม่เคยหลบหนี กรณีนี้ตนบริสุทธิ์แสดงว่าได้รับโทษครบถ้วนแล้ว 
    ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายจตุพร กล่าวว่า ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษากลับว่า ที่ศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งเพิกถอนหมายจำคุกถึงที่สุดนั้นมิชอบ หากเป็นเช่นนั้น นายจตุพรจะต้องติดคุกเพิ่มขึ้นอีก 11-12 เดือน ซึ่งจำเลยเห็นว่าอาจขัดกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ลงโทษนายจตุพรคดีหมิ่นประมาทสำนวนที่ 2 ไม่ได้มีคำพิพากษาให้นับโทษนายจตุพรต่อจากคดีแรก จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องหาข้อยุติว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่กลับให้ยกเลิกคำสั่งศาลชั้นต้นนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเข้าใจว่าอำนาจในการออกหมายจำคุกเป็นอำนาจของศาลชั้นต้น จึงควรขึ้นสู่ศาลฎีกาให้มีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานว่าการออกหมายบังคับตามคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์มองว่าเป็นการผิดหลงของศาลชั้นต้นเป็นเรื่องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
    วันเดียวกัน พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาพิพากษาจำคุกนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีตแกนนำ นปช. พร้อมพวก รวม 12 คน คดีบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยา เมื่อปี 2552 โดยไม่รอลงอาญาว่า เบื้องต้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ทางตำรวจ ตม.ไปคัดสำเนาคำพิพากษาศาล เพื่อนำมาเข้าสู่ระบบขึ้นแบล็กลิสต์บุคคลที่ถูกออกหมายจับ 9 คน รวมทั้งได้สั่งการตรวจเข้มเส้นทางเข้า-ออกประเทศ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบว่ามีการเดินทางออกนอกประเทศของแกนนำกลุ่ม นปช.


 


เสาร์นี้...เป็นเสาร์สุดท้าย "เดือนพฤษภา."นักสถิติศาสตร์การบ้าน-การเมืองบอกว่า "พฤษภา.กับตุลา." เป็นเดือน "ชง" ของประเทศ

"ความต่างระหว่างคนกับสัตว์"
ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'
"ฝันดี-ฝันร้าย"ของไทยวันนี้
"โลกเปลี่ยนไป-ไทยเปลี่ยนรวย"