มติเอกฉันท์รื้อรธน. ตั้ง‘กมธ.’สมัยประชุมหน้าซักผลกระทบ!ถวายสัตย์ฯ


เพิ่มเพื่อน    

  เพื่อไทยแบไต๋ซักฟอกปมถวายสัตย์ฯ  เฉพาะผลกระทบ ปชช. สภามีมติเอกฉันท์ 436 ต่อ 0 ไฟเขียวญัตติตั้ง กมธ.ศึกษาแก้ไข รธน. "ชวน" จ่อนำญัตติรวมเป็นเรื่องเดียวกัน ถกวาระแรกสมัยประชุมหน้า ฝ่ายค้านตีปี๊บเป็นนิมิตหมายที่ดีแก้ รธน.ขจัดอุปสรรคพัฒนาประเทศ "เทพไท" ยินดีกับ ปชช.ล่วงหน้าที่จะได้ รธน.ที่เป็น ปชต. "กำนันสุเทพ" พบ "ลุงตู่" ครั้งแรกหลังรัฐประหารที่เกาะสมุยอย่างชื่นมื่น เชียร์ให้นำพาประเทศฝ่าวิกฤติไปให้ได้ มั่นใจเสียงปริ่มน้ำไม่น่าห่วง นายกฯ โวหลังเลือกตั้งต่างชาติมาหาหัวกระไดไม่แห้ง อย่าไปฟังใครบิดเบือน

    เมื่อวันศุกร์ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงญัตติการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมตินายกรัฐมนตรี ในวันที่ 18 ก.ย.นี้ ว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับพิจารณาประเด็นถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ แต่ฝ่ายค้านยังมีเรื่องจะอภิปรายอีกมาก เช่น สิ่งที่เป็นผลพวงและผลกระทบต่อการใช้อำนาจรัฐ โดยไม่มีการแตะต้องสถาบันฯ และไม่ถามว่าทำไมจึงถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ เพราะชัดเจนอยู่แล้ว แต่จะอภิปรายถึงผลจากการถวายสัตย์ฯ ครั้งนี้ หากตีความหมายของรัฐธรรมนูญจะเห็นว่าไม่ได้ห้ามการใช้กลไกของสภาตรวจสอบ เพราะเห็นว่าการถวายสัตย์ฯ เป็นประเด็นการเมือง ซึ่งสอดคล้องกับ พ.ร.ป.ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 ที่ระบุว่า ถ้าเป็นการกระทำของรัฐบาลต้องไม่กระทบสิทธิ์ของประชาชน 
    "โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิ์ฟ้องละเมิดได้ เพราะระบุว่าต้องเป็นหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานที่ใช้อำนาจรัฐเท่านั้นถึงจะฟ้องได้ ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้อง เรามีประเด็นที่สังเกตว่าการกระทำของรัฐบาลที่มีความสำคัญกับสถาบันกษัตริย์ไม่มีองค์กรใดตรวจสอบได้ แต่ถ้าเกี่ยวกับการใช้อำนาจแล้วกระทบประชาชน เช่น เรื่องนี้ สภาสามารถใช้อำนาจตรวจสอบได้ เพราะถือเป็นประเด็นการเมือง เราจะไม่มีการพูดเรื่องสถาบันฯ แต่สิ่งที่จะถามคือผลพวงของการกระทำที่ส่งผลกระทบกับประชาชนและความเชื่อมั่น” นพ.ชลน่านกล่าว
    เมื่อถามว่า หากยังอภิปรายเรื่องนี้อยู่ จะมีความสุ่มเสี่ยง นพ.ชลน่านกล่าวว่า เราไม่กลัว เพราะเรามีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นกำแพงพิงหลังให้กับฝ่ายนิติบัญญัติ จึงไม่มีโอกาสที่จะสุ่มเสี่ยงถูกฟ้องร้อง และไม่ได้คาดหวังว่านายกฯ จะตอบตรงหรือไม่ตรง เป็นหน้าที่ของท่านที่จะมาตอบคำถามเรา ส่วนหากมีเหตุประท้วงก็เป็นสิทธิ์ของสมาชิก แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภา เราจึงต้องตระหนักว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เขาประท้วง มิเช่นนั้นจะเป็นเกมในสภา ไม่มีใครได้ประโยชน์ สภาก็จะเสียหายด้วย
    ที่รัฐสภา เกียกกาย นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ นำรายชื่อ 50 ส.ส.พลังประชารัฐ ยื่นญัตติด่วนเพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องหลักเกณฑ์ และวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมกระบวนการรับฟังคิดเห็นของประชาชนที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร 2560 ต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร 
สภาไฟเขียวญัตติแก้ รธน.
    โดยนายวิเชียรกล่าวว่า เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นนโยบายเร่งด่วนข้อที่ 12 พรรคพลังประชารัฐสนับสนุนให้มีการศึกษาเรื่องดังกล่าว เพราะถือเป็นเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน  ส่วนแนวทางศึกษาทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องเน้นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเชื่อว่าการตั้ง กมธ.วิสามัญที่มีสมาชิกทั้งจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน จะไม่มีความขัดแย้งในระหว่างการพิจารณา ส่วนการเชิญบุคคลภายนอกให้มาร่วมเป็น กมธ.วิสามัญฯ นั้น ต้องให้ที่ประชุมเป็นผู้พิจารณา จะถึงขั้นเชิญนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มาชี้แจงหรือให้คำปรึกษาหรือไม่นั้น ต้องพิจารณากันอีกครั้ง 
    ขณะเดียวกัน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม นายชวนชี้แจงเหตุผลการประชุมสภานัดพิเศษว่า เนื่องจากขณะนี้มีญัตติเร่งด่วนและญัตติตกค้างในสภามากถึง 117 เรื่อง จึงจำเป็นต้องเปิดประชุมสภานัดพิเศษเพื่อพิจารณาเรื่องตกค้างต่างๆ
    นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ได้ขอใช้สิทธิเสนอให้เลื่อนญัตติการตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2560 ที่อยู่ในวาระท้ายๆ ขึ้นมาพิจารณาต่อท้ายเรื่องเร่งด่วนลำดับที่ 6 เรื่อง ขอตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาผลกระทบจากการกระทำประกาศและคำสั่งของ คสช.และการใช้อำนาจของหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44  
    ด้านนายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ คัดค้านขอให้ดำเนินการพิจารณาไปตามวาระปกติ ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายเสริมว่า สิ่งที่นายสมพงษ์เสนอได้พูดคุยระหว่างวิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านเรียบร้อยแล้ว โดยญัตติการตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายค้านเสนอนั้น ขอให้มาต่อท้ายเรื่องด่วนที่ 6 เพื่อให้เป็นวาระแรกในการประชุมสภาสมัยหน้า ไม่ได้ต้องการให้พิจารณาตั้ง กมธ.ทันที เพราะดูจากวาระแล้ว คงพิจารณาไม่ทันในวันที่ 13 ก.ย.นี้ ที่จะปิดประชุมในเวลา 18.00 น. ในที่สุดนายวีระกรจึงยินยอมไม่ทักท้วงต่อ
    จากนั้นนายชวนได้ขอให้ที่ประชุมลงมติจะให้เลื่อนญัตติการตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2560 ขึ้นมาหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมลงมติเห็นด้วยให้เลื่อนขึ้นมาด้วยคะแนน 436 ต่อ 0 ตามที่นายสมพงษ์เสนอมา
     โดยนายชวนแจ้งด้วยว่า ส่วนญัตติเกี่ยวกับการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคการเมืองอื่นๆ เสนอมาทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคพลังประชารัฐ จะให้นำมาพิจารณารวมเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาอีกครั้งในเดือน พ.ย.
ฝ่ายค้านฟุ้งปักธงในสภา
    ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ฝ่ายค้านไม่ได้มีเจตนาในการขอเลื่อนญัตติเพื่อให้สภาพิจารณาในทันที เพราะตระหนักดีว่ายังมีญัตติด่วนสำคัญอื่นๆ รออยู่ โดยเฉพาะญัตติเรื่องน้ำท่วม เพียงแต่ต้องการขอเลื่อนญัตติการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มารอในลำดับต้นๆ เพื่อให้สามารถพิจารณาญัตตินี้ได้ทันทีในเดือน พ.ย. เมื่อเปิดประชุมสมัยหน้า ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับทุกพรรคการเมืองที่จะเสนอญัตติเข้ามาเพิ่มเติม เพราะหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เชื่อว่าหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่ากติกาของประเทศที่นำมาบังคับใช้กลับกลายเป็นอุปสรรคกับการพัฒนาประเทศ การแก้ไขปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำในอนาคตสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เป็นอุปสรรคกับการบริหารประเทศให้ลุล่วงไปได้ ย่อมเป็นเรื่องที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชนเป็นอย่างมาก
    น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า วันนี้ผลคะแนนการลงมติของสภาพบว่า สมาชิกเห็นด้วยกับการเลื่อนญัตติขึ้นมาทั้งหมดเป็นเอกฉันท์ 425 ต่อ 0 ซึ่งผลโหวตนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทุกพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการศึกษาในครั้งนี้ แม้จะยังไม่ใช่ข้อยุติว่าทุกฝ่ายเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ตนต้องขอขอบคุณและขอแสดงความชื่นชมกับ ส.ส.ทุกพรรคที่โหวตเห็นชอบให้กับการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ด้วย
    น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ทวีตข้อความ ระบุว่า...ประชุมสภาวันนี้เข้มข้น มีโหวตสำคัญคือการเลื่อนวาระการพิจารณาการตั้งกรรมาธิการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ สภาลงมติ 425-0 เห็นด้วยให้เลื่อนวาระนี้ขึ้นมาพิจารณาก่อน วันนี้เราปักธงแรกในสภาสำเร็จมติเอกฉันท์เป็นสัญญาณว่าทุกพรรคเห็นความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าการอภิปรายและลงมติในญัตติตั้ง กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ทันได้อภิปรายในสมัยประชุมนี้ แต่การลงมติเลื่อนการพิจารณาเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน ก็เป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันของสภาว่าวาระแก้รัฐธรรมนูญ เป็นงานสำคัญที่สภาได้รับไว้แล้ว
    นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ แถลงขอบคุณที่สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกทุกคนให้ความสำคัญและมีมติเลื่อนวาระการพิจารณาการตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นญัตติแรกๆ ในสมัยประชุมหน้า ซึ่งจะทำให้สมาชิกมีเวลาในการเตรียมตัวหาข้อมูล เพื่อนำมาสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่าจะทำให้การพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการมีความรอบคอบ 
    “ยินดีกับประชาชนที่จะได้รัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง  โดยเฉพาะในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำหนดให้เป็นเงื่อนไขสำคัญของการร่วมรัฐบาล ตลอดจนมีการระบุไว้ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลต่อการจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้” นายเทพไทกล่าว 
"กำนันเทพ"พบ"ลุงตู่"ครั้งแรก
    วันเดียวกัน ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารวิทยาลัย เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยของสถานที่ที่ใช้ต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมคณะ ที่จะเดินทางลงพื้นที่ช่วงบ่าย
    นายสุเทพให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองมาโดยตลอด และจากสถานการณ์ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะนี้ หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ รัฐบาลผสมไม่ใช่ของใหม่ สิ่งสำคัญคือ ครม.ต้องระมัดระวังในการทำงานร่วมกันเป็นพิเศษ ที่ผ่านมาที่อยู่ไม่ได้ เพราะทะเลาะกันเอง ตีกันเอง พรรคนั้นทะเลาะกับพรรคนี้ คนเป็นนายกฯ จะลำบาก เพราะเรามีภาระหน้าที่ที่ต้องพาประเทศชาติฝ่าฟันวิกฤติไปให้ได้ ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง ดังนั้นเสียงปริ่มน้ำไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าทุกคนที่เป็น ส.ส.มีความรับผิดชอบ ไปประชุมกันอย่างพร้อมเพรียงก็จะอยู่ได้
    "ผมไม่ค่อยกังวลใจเท่าไหร่ เพราะผมเชื่อว่าวันนี้คนไทยทุกคนไม่ว่านักการเมือง สื่อมวลชน พ่อค้าและนักธุรกิจ ล้วนผ่านประสบการณ์ทางการเมืองมาด้วยกันอย่างโชกโชน ทุกคนต้องมองเห็นแล้วว่าเราต่างมีภาระหน้าที่ ต้องช่วยประคับประคองบ้านเมือง" นายสุเทพกล่าว
    นายสุเทพกล่าวด้วยว่า ส่วนการทำงานของฝ่ายค้านนั้น เราจะไปโกรธเขาไม่ได้ เพราะเขาเป็นฝ่ายค้าน ทำหน้าที่เป็นกระจก เราก็คอยชำเลืองมองดูจะได้เห็น เขาจะใช้วิธีอะไรก็ไม่เป็นปัญหา สุดท้ายก็จะได้รับการสั่งสอนจากประชาชนเองว่าคุณจะต้องอยู่ในศีลธรรมเหมือนกัน ไม่ใช่ไปสร้างเรื่องมากล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีเขา อย่างนั้นคนจะไม่ยอม ซึ่งคิดว่าคงอีกสักพักหนึ่ง ตอนนี้เพิ่งเลือกตั้งมาใหม่ๆ ก็จะร้อนวิชากัน
     "วันนี้ถือเป็นการเจอกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างผมกับ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งแต่เขาทำรัฐประหารมา ก็ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับเขา โดยก่อนหน้านี้ก็ได้เจอกันบ้างประปรายตามงานศพหรืองานแต่งงาน แต่ผมเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์มาโดยตลอด เพราะเห็นว่าเขาเป็นคนที่เราพอจะพึ่งพิงได้ ประคับประคองประเทศได้ ส่วนเรื่องจะอยู่ถึง 8 ปีนั้น เป็นเรื่องที่คนก็พูดไป แต่ตอนนี้ขอเชียร์ให้นำพาประเทศไปให้รอดแล้วกัน" นายสุเทพกล่าว
    ต่อมาเวลา14.35 น. พล.อ.ประยุทธ์พร้อมคณะ เดินทางมาถึง โดยมีนายสุเทพ, นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์, นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์, นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตผู้สมัครส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอดีตแกนนำการชุมนุมกลุ่ม กปปส. ให้การต้อนรับ 
    โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้ทักทายนายสุเทพกับคณะอย่างเป็นกันเอง พร้อมสอบถามอดีตแกนนำ กปปส. ว่าเป็นอาจารย์ทั้งหมดเลยหรือ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้รับคำตอบว่า อดีตแกนนำ กปปส.เป็นผู้บริหารวิทยาลัย ก่อนเดินไปทักทายอาจารย์ชาวต่างชาติและเด็กนักเรียน โดยนายกฯ ถามเด็กนักเรียนถึงการวิปัสสนามีหลักการอย่างไร ซึ่งเด็กนักเรียนแนะนำว่าให้นั่งสมาธิ นายกฯ จึงถามกลับทันทีว่า “ก็นั่นน่ะสิ นั่งยังไงล่ะ ลุงนั่ง เขาให้นับ 1 ถึง 10 ลุงนับแค่ 3 ลุงก็ไปแล้ว วันนี้พยายามนับ 1 ถึง 10”
    จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้เยี่ยมชมห้องเรียนภาษาจีน โดยเด็กนักเรียนได้มอบเชือกข้อมือถักซึ่งเป็นของขลังป้องกันสิ่งชั่วร้ายเข้าตัว โดยนายกฯ กล่าวว่า ไม่มีใครทำอะไรฉันได้ จากนั้นนายกฯ ได้เขียนชื่อตัวเองเป็นภาษาจีนพร้อมลายเซ็นให้เป็นที่ระลึก ทั้งนี้ ก่อนที่นายกฯ จะเดินออกจากห้อง เด็กนักเรียนได้พร้อมใจกันพูดขึ้นเป็นภาษาจีนแปลว่า “ขอให้เป็นนายกฯ ไปนานๆ”
ฟุ้งต่างชาติมาหาทุกวัน
    หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้มาเยี่ยมชมห้องประกอบอาหาร ขณะที่เชฟประจำวิทยาลัยได้นำผ้ากันเปื้อนปักข้อความว่า “เชฟตู่” ก่อน พล.อ.ประยุทธ์จะลงมือทำเมนูใบเหลียงผัดไข่ ซึ่งเป็นเมนูที่นายกฯ ระบุว่าชื่นชอบ กินเป็นประจำ ซึ่งยังระบุถึงส่วนผสมสำคัญคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และระบุอีกว่า “ปกติสมัยเป็นทหาร ได้ทำอาหารกินเองกับพี่ป๊อก (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย) ต้ม แกง ผัดทำได้หมด โดยเฉพาะตอนตังค์หมดก็จะทำกินกันเอง” นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้เยี่ยมชมแปลงเกษตร และเยี่ยมชมหอพักนักเรียน มีนายสุเทพเดินเคียงข้างโดยตลอด
    จากนั้น ที่หอประชุมขวัญข้าว พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวระหว่างพบปะนักศึกษา คณาจารย์ ผู้บริหารและประชาชนชาวสมุย ตอนหนึ่งว่า วันนี้เรามารวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างเรา คือคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นมาได้โดยรุ่นใดรุ่นหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว เราต้องทำความเข้าใจกันบนพื้นฐานของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นี่คือหลักชัยของประเทศเรา วันนี้บ้านเรามีปัญหาหลากหลายมิติ ทั้งเสถียรภาพความมั่นคง การเมือง การทหาร เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ประเทศไทยมีศักยภาพพอสมควร แต่ปัญหาที่ไม่สามารถทำให้เกิดประโยชน์ได้ เพราะเรายังรักกันไม่พอ ทุกคนรักประเทศ แผ่นดินนี้เป็นของพระมหากษัตริย์ไทยที่รักษาไว้ให้คนไทย และเป็นจุดยุทธศาสตร์ของอาเซียน ซึ่งยึดโยงเศรษฐกิจโลกไว้หมด เราจึงต้องพัฒนาคนของเราด้วยการศึกษา รัฐบาลต้องบริหารงานแบบคิดใหม่ คือต้องสร้างคนให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
    "ทุกวันนี้ต่างประเทศมาเยี่ยมมาหาผมทุกวัน อยากจะร่วมมือกับไทยตรงนั้นตรงนี้ ยิ่งหลังเลือกตั้งที่ผ่านมา มากันจนหัวกระไดไม่แห้ง อย่าไปรับฟังใครที่บอกว่าเขาไม่คบเรา มีแต่คนอยากจะคบ และเราก็ต้องปรับตัวให้สอดคล้อง นอกจากนี้ อยากให้คนไทยมีความคิดที่เป็นกระบวนการมีหลักคิด ยิ่งวันนี้มีเฟกนิวส์ มีโลกโซเชียล แก้กันไม่ไหวไม่ทัน พอมันออกไปแล้วก็เชื่อกัน จึงต้องมีภูมิต้านทาน คือความรู้กับคุณธรรม อะไรที่เป็นไปไม่ได้ อย่าไปเชื่ออย่าไปอ่าน เสียเวลาผมก็ต้องเลิกอ่านเหมือนกัน เพราะทำให้เครียด อ่านแล้วทำให้หงุดหงิดโมโห อย่าไปอ่านดีกว่า มันไม่ใช่ สื่อสารที่ดีต้องเสนอให้คนมีแนวคิดได้ 2 ทาง คือใช่หรือไม่ใช่ ดีหรือไม่ดี สอนให้ด่าหรือชมเพียงอย่างเดียวมันไม่ใช่" 
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีคนเข้ามาท่องเที่ยวกว่า 30 ล้านคน และคาดว่าปีนี้จะถึง 40 ล้านคน แต่เรายังขัดแย้งกันเองภายใน มันใช่หรือไม่ใช่ในเวลานี้ รัฐบาลก็ต้องสร้างการลงทุนให้เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ต้องไปพร้อมกันในชาติ ใครที่ทำให้ทุกอย่างเสียหาย ก็ฝากให้เราไปพิจารณาว่ามันควรหรือไม่ควร สิ่งสำคัญนอกจากชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์แล้ว คือความกตัญญูกตเวทีพ่อแม่และครูบาอาจารย์ จริงๆอยากพูดมากกว่านี้ ถึงยิ่งพูดจะยิ่งโดน แต่รู้ว่ามาพูดกับพวกเรา ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น เพราะมีจิตมุ่งมั่นที่จะทำให้พวกเราทุกคน ไม่ได้มุ่งหวังอะไรอย่างอื่น 
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้าย นายกฯ ได้เปิดเพลง "อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี" จากโทรศัพท์มือถือส่วนตัว โดยก่อนเปิดเพลงได้กล่าวว่า ลองฟังดู แต่ไม่รู้ว่าจะซาบซึ้งเหมือนที่ตนซาบซึ้งหรือไม่ แต่ตนซาบซึ้งเพราะเป็นทหารเก่า อยู่กับสิ่งเหล่านี้มาตลอดชีวิต จากนั้นเมื่อจบเพลง นายกฯ กล่าวอีกว่า ทุกคนต้องมีเพลงนี้ เพราะเราคือคนไทย แผ่นดินไทย เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย แผ่นดินนี้มีให้เราเหยียบให้เราตาย นั่นคือสิ่งที่คนไทยต้องสำนึก นอกจากนั้น นายกฯ ยังกล่าวกับนักศึกษาว่า "ขอให้รักลุงสุเทพให้มากๆ เพราะเขาดูแลเรา" 
    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ได้มีประชาชนบางส่วน สวมเสื้อยืดคอกลมสีขาว ที่มีรูปการ์ตูน พล.อ.ประยุทธ์พร้อมรูปหัวใจสีแดงหลายๆ ดวงรวมกันเป็นหัวใจดวงใหญ่ และมีข้อความว่า #ลุงตู่fc กองหนุนลุงตู่ มาให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ในครั้งนี้ด้วย. 


นี่...พูดกันตามเนื้องานเลยนะ ฝ่ายค้าน ๕-๖ พรรค "เพื่อไทย" เป็นแกนนำ พูดประจำว่า "เข้ามาทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชน" ในรัฐสภา จะเข้าปีที่ ๓ อยู่อีกไม่กี่เดือน

เหตุจาก 'เลือดนอง' กลางจอ
สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'
ก็มันยาว "ก่อนจะเป็นศพ"
'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'
ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์