'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'


   

    ที่ "อุบลราชธานี".....
    "กองทัพน้ำใจ" กับ "กองทัพน้ำท่วม" ขับเคี่ยวกันมาเป็นสัปดาห์แล้ว 
    ตอนนี้ ดูเหมือน "กองทัพน้ำ" กำลังอ่อนแรง 
    ในขณะที่ "กองทัพน้ำใจ" ยิ่งท่วมนาน กำลังหนุนและเสบียงกรังจากพี่น้องไทย ยิ่งหนุนเนื่องเข้าไปทวีคูณ
    แนวรบด้านพิบูลมังสาหารและวารินชำราบ กองทัพน้ำเริ่มถอยร่นไปตามลำน้ำชี มูล ลำปาว ลำเซบาย ลำโดมใหญ่
    แต่แนวรบด้านโขงเจียมและมุกดาหาร 
    สถานการณ์ยังก้ำกึ่ง เพราะกองทัพน้ำ โหมกำลังเจาะแนวป้องกันเข้าไป โดยใช้เส้นทางลำน้ำโขง!
    แต่คนอุบลฯ ไม่ต้องห่วง.......
    ขึ้นชื่อว่า "กองทัพน้ำใจคนไทย" ทั้งโลกเมื่อได้ยิน ต่างซูฮกยกนิ้วว่า "แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี"
    แกร่งทั้งแนวหน้าและแนวหลัง ซึ่งเป็นกองกำลังผสม "ทหาร-ตำรวจ-ข้าราชการ-อาสากู้ภัย-ประชาชนอาสา-มหา'ลัยท้องถิ่น และพระสงฆ์"
    "เอาอยู่" ล้านเปอร์เซ็นต์!
    ความจริงตอนนี้ น้ำไม่ได้ท่วมเฉพาะที่อุบลฯ หากแต่ท่วมทั้งเหนือ, อีสานใต้, ตะวันออก รวม ๓๒  จังหวัด
    เป็นอีสาน ๑๖ จังหวัด เหนือ ๑๐ จังหวัด ตะวันออก ๓ จังหวัด และใต้ ๓ จังหวัด
    บอกว่า "น้ำท่วม" ไม่มีใครชอบ มองเป็นความสูญเสีย 
    แต่ผมอยากให้มองในแง่ "วิกฤติเป็นโอกาส" นอกจากละลายเครียด แล้วยังจะเห็น "ช่องทางใหม่"
    "น้ำท่วม" ช่วยเสริมสภาพคล่องทางเศรษฐกิจในระบบการผลิต-การบริโภค อย่างหนึ่งนะ...ผมว่า
    ต้องซื้อข้าว ซื้อยา ซื้อน้ำ ซื้ออาหาร ซื้อเสื้อผ้า ซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคร้อยแปด ในอัตราเร่ง
    ไม้ขีด ขี้ไต้ เทียนไข อาหารสำเร็จรูป กระทั่งอาหารสุนัข ไปจนถึงผ้าอนามัย ต้องซื้อนำไปแจกจ่ายในอัตราเร่งเช่นกัน
    เว้นแต่น้ำใจ "ไทยถึงไทย" เท่านั้น
    "ไม่ต้องซื้อ" มีให้กันตลอด!
    ทุกเส้นทางไปยังจังหวัดน้ำท่วม กองทัพน้ำใจผ่านตรงไหน พื้นที่นั้น จังหวัดนั้น เงินทองพลอยสะพัด จ่ายตรง-ถึงตรง จากคนกิน-คนใช้ ถึงมือคนผลิต-คนขาย
    เพราะต้องแวะซื้อ แวะกิน แวะจับจ่าย "รายทาง" ไปเรื่อย ทั้งข้าวปลาอาหาร ขนูกขนม สินค้าพื้นเมือง 
    เรียกว่า "น้ำท่วม" ช่วยให้เงินหมุนไป!
    พอน้ำลด เงินยังหมุนต่ออีก ต้องซื้ออิฐ หิน ดิน ทราย อะไรๆ ที่เรียกว่า วัสดุก่อสร้าง ซ่อมแซม ตกแต่ง
    แต่ที่มองไม่ค่อยเห็นกัน ซึ่งผมว่า เป็นคุณอเนกอนันต์ต่อพี่น้องชาวไทยในภาคเกษตรอย่างมาก
    นั่นคือ.........
    น้ำท่วมใหญ่ เท่ากับธรรมชาติ ช่วยล้างหน้าดินที่เสื่อมสภาพ รักษาสภาพดินป่วย ให้ท้องไร่-ท้องนาของเกษตรกร
    ที่สำคัญมากๆ 
    น้ำชะล้างหน้าดิน ล้างสารเคมีตกค้าง โดยเฉพาะ "พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส" และละลายความเป็นกรด ความเค็มในดินแล้ว
    น้ำที่ท่วม ก็จะนำสารอาหารหลักของพืชมาอภิวัฒน์ผืนดินให้สมบูรณ์ใหม่ ด้วยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม 
    รวมทั้ง เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดีนัม และคลอรีน จะมา "ปฏิวัติเขียว" ให้ผืนไร่-ผืนนา คืนอุดม
    ตั้งหลัก-ตั้งสติกันให้ดี.......
    ที่ปลูกพืชไร่แล้วขาดทุนหรือไม่คุ้มทุน ตัวการใหญ่ ไม่ได้อยู่ที่ราคาโดยตรง
    อยู่ที่ "ต้นทุนสูญเปล่า" กับปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช "พาราควอต" นั่นแหละ เป็นส่วนใหญ่
    ธรรมชาติ "ปรับสมดุล" ผืนไร่-ผืนนาให้แล้ว 
    เลิกเหอะ เจ้า ๓ สารพิษ "พาราควอต, ไกลโฟเซต, คลอร์ไพริฟอส" นั่น
    มันไม่ได้ฆ่าแมลง ฆ่าศัตรูพืชอย่างเดียว หากแต่มันฆ่าตัวเอง ฆ่าดิน ฆ่าไส้เดือน 
    และฆ่าคนกินพืชผักผลไม้ ที่สารพิษถูกดูดเข้าไปอยู่ในนั้นด้วย ทุกชนิด!
    ผมว่า "ชั่วโมงรวย" เป็นของพี่น้องอาชีพเกษตรแล้วนะ
    เราทำไร่-ทำนาแล้วยังจนกันมานาน ไม่เพียงจน ยังต้องเจ็บป่วย พิกล-พิการ และตายผ่อนส่งไปกับสารเคมี
    วันนี้ ทั้งรัฐบาล ทั้งสภา ทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน เดินไปในทางเดียวกันแล้ว
    เดินหน้า ให้ห้ามนำเข้า ห้ามจำหน่าย ห้ามมีไว้ในครอบครอง ใน ๓ สารเคมีอันตราย
    "พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส"!
    เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน "นายรักษเกชา แฉ่ฉาย" แถลง วานซืน 
    ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติส่งหนังสือถึงนายกฯ ขอให้นำเรื่องเสนอ ครม.สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศ ปรับระดับการควบคุมพาราควอตให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ ๔ หรือห้ามนำเข้า หรือห้ามจำหน่าย ห้ามมีในครอบครอง ให้มีผลตั้งแต่ ๑ ม.ค.๖๓ เป็นต้นไป
    "คุณมนัญญา ไทยเศรษฐ์" ในฐานะ รมช.เกษตรฯ ผลักและดันอีกแรง
    "คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช" รมช.ศึกษาฯ ในฐานะกำกับดูแลวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมง ทั้ง ๔๗ แห่ง ตกลงร่วมกันว่า
    จะเป็นต้นแบบในการเลิกใช้ ๓ สารเคมีอันตราย อย่างสิ้นเชิง ทั้งในการผลิตพืชผล การใช้กับสนามหญ้า หรือสวนหย่อมของวิทยาลัย 
    ไทยเป็น ๑ ใน ๖ ประเทศ ที่ผลิตอาหารเลี้ยงชาวโลก 
    ฉะนั้น ต้องปลอดสารพิษ ในดิน ในพืช ในผัก ในผลไม้ ทุกชนิด!
    ในที่ประชุม "สภาผู้แทนราษฎร" เมื่อศุกร์ ๑๓ กันยา ผมเห็นความน่ารักเป็นครั้งแรก
    ฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาล เห็นภัย-เห็นโทษ ในพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เป็นเอกฉันท์
    ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางควบคุมการใช้สารเคมี ๓ ตัวนั้น ในภาคเกษตร
    ว่ากันจริงๆ ที่ยังเลิกไม่ได้ เพราะติดอยู่ที่ "คณะกรรมการวัตถุอันตราย" ของกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยเดียวเท่านั้น     ดูเหมือน "ใหญ่กว่ารัฐบาล"
    รัฐบาลให้เลิกใช้.........
    แต่ "คณะกรรมการวัตถุอันตราย" ยังให้ใช้ ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้ของกระทรวงเกษตรฯ
    ก็เลยไม่รู้ว่า ในประเทศนี้ "ใครใหญ่"
    คณะกรรมการฯ ใหญ่ หรือเจ้าพ่อตลาด ๓ สารอันตราย ใหญ่เหนือใหญ่?
    เอาล่ะ คราวนี้คงเลิกกันจริงๆ ซะที คำถามที่ตามมา คือ ทางการ มีคำแนะนำไหมว่า 
    ควรใช้อะไร ที่ไม่ทำลายดิน ไม่ทำลายคนปลูก และไม่อันตรายต่อคนกิน?
    พาราควอต เป็นสารเคมีนำเข้า..... 
    แล้วสารที่ไม่อันตรายและผลิตเองในประเทศมีมั้ย?
    ยุคนี้ เป็นยุคนวัตกรรม ไทยเป็นประเทศเกษตร ด้วยวิทยาการเทคโนโลยีทุกวันนี้ ทั้งตลาดปุ๋ยและสารเคมีเป็นตลาดใหญ่ มูลค่าสูง
    ก็น่าจะมีใครผลิตปุ๋ย ผลิตสารเคมี ที่เป็นมิตรกับดิน และไม่เป็นสารอันตรายตกค้างในพืชสู่คนบ้างแหละ
    ลองค้นๆ ตามอินเทอร์เน็ต.........
    พบบริษัทหนึ่ง ชื่อ "บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด" เขาได้รับรางวัล
    "นวัตกรรมทางทรัพย์สินทางปัญญา ประเภทสิทธิบัตรการประดิษฐ์ดีเด่น" ประจำปี ๒๕๕๗
    บริษัทนี้ ลงทุนด้านวิจัย ทดลอง พัฒนา แร่ธาตุปุ๋ยจุลินทรีย์ดิน จุลินทรีย์น้ำ และการวิเคราะห์ดิน 
    นำไปสู่การผลิตสารปรับปรุงดิน H4SiO4 หรือ "กรดซิลิคอน" ปุ๋ยสูตรใหม่ ชนิดเม็ดและชนิดผงขึ้น เป็นรายแรกของโลก 
    บริษัท ไคหยวน เสฉวนกรุ๊ป ผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่อันดับ ๑ มณฑลเสฉวน เข้ามาเป็นพันธมิตร 
    ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขณะนี้ ส่งออกไปมาเลเซีย และอินโดนีเซีย
    คุณสมบัติสารปรับปรุงดิน H4SiO4 หรือ "กรดซิลิคอน" ตามที่ระบุ
    เพิ่มผลผลิต พืช ผัก ผลไม้ ทุกชนิดได้ถึง ๑๐๐-๓๐๐%  
    ปุ๋ยอินทรีย์+เคมี+ธาตุอาหารรอง+ธาตุอาหารเสริม+กรดซิลิคอน (H4SiO4)+จุลินทรีย์ 
    ช่วยเพิ่มผลผลิต ทำให้ดินร่วนซุย ดินอุดมสมบูรณ์ เหมือนดินตอนเปิดป่าใหม่ๆ มีไส้เดือนเกิดขึ้นมากมาย สามารถเพิ่มรสชาติพืช ผัก ผลไม้ ป้องกันแมลง และกำจัดเชื้อโรคทุกๆ ชนิดได้ดี
    ถ้าเป็นเช่นนี้..........
     H4SiO4 หรือ กรดซิลิคอน เป็นตัวเลือกตอบโจทย์ ในทางเดินใหม่ของเกษตรกร น่าจะลงตัว
    เกษตรกรน่าจะได้ทั้งประโยชน์ ทั้งลดต้นทุน ในเมื่อกรดซิลิคอน นอกจากใช้สกัดกั้นศัตรูพืชแล้ว  ยังรักษาดินป่วย ทั้งเป็นปุ๋ยเพิ่มผลผลิตด้วย
    ที่สำคัญ พืชผักทุกชนิดปลอดสารพิษ ทั้ง "คนปลูก-คนกิน" ดีต่อกาย ดีต่อสุขภาพ สมกับไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงโลก
    ผลดีของ "กรดซิลิคอน" ในเอกสารบริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด เขาให้เหตุผลไว้ ๔ ข้อ
    ๑.กรดซิลิคอน ช่วยเสริมให้ต้นไม้แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคพืช แมลง ศัตรูพืช และลักษณะที่ไม่พึงปรารถนา อันเนื่องมาจากสภาพดิน ฟ้า อากาศ
    ๒.ช่วยรักษาดิน ซึ่งเป็นผลจากปฏิกิริยาเคมี จะช่วยทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ช่วยควบคุมคุณภาพน้ำ คุณภาพดิน ทั้งกายภาพและด้านเคมี และรักษาสภาพความสมบูรณ์ของแร่ธาตุในดินที่พืชสามารถจะดูดซับได้
    ๓.ปุ๋ยกรดซิลิคอน ทำให้พืช ผัก ผลไม้ ไม่แปรเปลี่ยนสายพันธุ์ ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น มีรสชาติที่ดีขึ้นด้วย 
    โดยเฉพาะใน นาข้าว, ข้าวโพด, อ้อย, มันสำปะหลัง และยางพารา เมื่อใช้แล้ว สามารถทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 
    รักษาโรคหน้ายางตายนึ่งได้ผล ๑๐๐% ซึ่งโรคนี้ไม่มีสารอะไรมารักษาได้ และรักษาปาล์มที่เป็นโรคกะเทยได้ผล ๑๐๐% เช่นเดียวกัน
    ๔.เหตุผลทางด้านนิเวศวิทยา อุตสาหกรรมการผลิตที่มีความปลอดภัย จะใช้กรดซิลิคอน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาของเสียอันเนื่องจากการผลิต 
    จากเหตุผลเหล่านี้.......
    ปุ๋ยกรดซิลิคอน H4SiO4 จึงควรถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายให้มากขึ้นเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
    พูดแล้วก็เหมือนบังเอิญ เมื่อต้นสัปดาห์ ไปไหว้หลวงพ่อทวด ที่ปัตตานี 
    กลับไปพักหาดใหญ่ เพื่อนบอกว่า เคยดูโทรทัศน์ มีพิพิธภัณฑ์หยกจักรพรรดิเฉียนหลงที่หาดใหญ่ อยากไปดู
    เมื่อซื้อตั๋วเข้าไป.......
    พิพิธภัณฑ์หยกแท้กว่า ๒ พันชิ้น อยู่ในอาคาร ๑๐ คูหา ตลาดฟุกเทียน ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ นี่เอง
    พบเหตุมหัศจรรย์พันลึกที่นี่หลายอย่าง ว่างๆ จะเล่าให้ฟัง.


ผม "หายไป" ด้วยท้องไส้ไม่สบายซะหลายวันแต่วันนี้ ๒๑ ตุลาไม่หายก็ต้องหาย เพราะเป็นวันครบรอบอีกขวบของไทยโพสต์ ยังไงๆ ก็ต้องเอาหน้ามาเจอกัน ที่สำคัญ........

'ทอน' ไม่รู้! แล้วจะรอดหรือ
ธาตุแท้อนาคตใหม่
งบฯ ผ่าน ไม่ยุบ ไม่ออก
'ความเมือง' ในไทยยุคที่ ๓
อย่าให้ฝ่ายแค้นแหกตา
ธนาธร:ไก่อ่อนเผยอเป็นอินทรี