ต้องรับผิดชอบคำพูด รุมจวก‘ช่อ-เฮงซวย’ไม่เห็นหัว16.8ล้านเสียง/เตือนผิดม.112


   

 “คุณช่อ” อ่วม! หลังนอตหลุดจวกรัฐธรรมนูญเฮงซวยทุกมาตรา บิ๊กป้อมชี้ต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเอง “ชูชาติ” ชี้ช่องอาจเข้าข่ายมาตรา 112 ไม่เห็นหัวเสียงส่วนใหญ่ 16.8 ล้านที่ลงประชามติ  “พรรณิการ์” พลิ้วทันควันเปลี่ยนเป็น “มีปัญหาทุกมาตรา” โทษกระบวนการ-ที่มา “ประยุทธ์” อารมณ์บูดถูกกระหน่ำ ลั่นให้ไอ้คนอยู่เมืองนอกกลับมาก็แก้ไม่ได้ พูดปริศนาจะเอา “ลุงตู่” แบบนี้หรือแบบก่อน

เมื่อวันจันทร์ที่ 16 ก.ย.ยังคงมีความต่อเนื่องจากคำพูดของ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่เดินสายร่วมกับ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านไปจังหวัดมหาสารคามเพื่อรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยได้วิจารณ์รัฐธรรมนูญ 2560 ว่าเฮงซวยทุกมาตรา ในเวทีสัมนนา "รัฐธรรมนูญนี้เพื่อใคร  รัฐธรรมนูญใหม่เพื่อคนไทยทุกคน" 
โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ระบุว่า คนที่พูดต้องรับผิดชอบในคำพูดของตัวเอง ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา และในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องดังกล่าวเพราะมีงานอื่นที่ต้องทำอีกมากมาย ถึงแม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นนโยบายหนึ่งของรัฐบาล  แต่ก็เป็นเรื่องของพรรคการเมือง ส่วนการที่ฝ่ายค้านเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ก็เป็นเรื่องของฝ่ายค้านและรัฐบาลไม่เกี่ยว
ด้าน น.ส.พรรณิการ์กล่าวถึงเสียงวิจารณ์คำพูดของตัวเองในเวทีที่ จ.มหาสารคาม ว่าแน่นอนเราต้องรับผิดชอบสิ่งที่เราพูดออกไป แต่การแสดงความเห็นว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาทุกมาตรานั้น หากฟังคลิปเต็มได้มีการอธิบายไปแล้วว่า เราพูดถึงที่มากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม ระหว่างการรณรงค์เพื่อการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มีผู้ถูกดำเนินคดีประชามติ 212 คน ฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมเกิน 5  คน และมาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่น เพราะฉะนั้นการจะบอกว่า รัฐธรรมนูญมาจากการลงประชามติที่ชอบธรรมคงไม่ได้ เพราะมีคนถูกดำเนินคดีเป็นร้อยคน รวมทั้งมีคนถูกดำเนินคดีและติดคุกจากการรณรงค์ที่เป็นการแสดงออกอย่างสันติ นอกจากนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทั้ง 21 คนยังถูกตั้งมาจากคนคนเดียวคือหัวหน้า คสช.ที่เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ไม่มีความยึดโยงใดๆ กับประชาชน  จึงถือว่ามีที่มาไม่ชอบธรรม นั่นคือที่มาที่บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาทุกมาตรา
“ย้ำว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีปัญหาที่เนื้อหาในแต่ละมาตรา แต่ประเด็นที่ช่อพูดว่ามีปัญหาทุกมาตรา เพราะที่มาของมันไม่ชอบธรรม ทำให้รัฐธรรมนูญนี้ถือว่าไม่มีความชอบธรรมอีกต่อไป ส่วนคนที่บอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดความวุ่นวายนั้น ขอย้ำว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีมาตราสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ และเรากำลังดำเนินการตามกระบวนการที่กำหนดไว้ แม้เราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหามากมาย แต่เรายังเคารพและยินดีใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขอย่างสันติ” น.ส.พรรณิการ์กล่าว
ข้องใจมีวาระซ่อนเร้น
ขณะที่ น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า การกล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เฮงซวยทุกมาตรานั้น เป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอยและสร้างความสับสนให้สังคม เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค.59 ประชาชนส่วนใหญ่ 16.8 ล้านคนได้ออกเสียงให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ และ 15.1 ล้านคนเห็นชอบในประเด็นคำถามพ่วงที่ให้ ส.ว.เลือกนายกฯ ได้ในเวลา 5 ปี
“พรรคอนาคตใหม่และพรรคฝ่ายค้านที่มักเรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย เหตุใดจึงไม่ยอมรับกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ยอมรับฟังเสียงของประชาชน 16.8 ล้านคน แต่กลับมาบิดเบือนเช่นนี้ เพราะต้องการฉีกรัฐธรรมนูญ หรือมีวาระซ่อนเร้นอื่นในการเคลื่อนไหว ทั้งที่ในช่วงเวลาเช่นนี้ควรเร่งร่วมมือกันหามาตรการฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบภัยและสนใจปากท้องชาวบ้านมากกว่า โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่ที่ก่อนหน้านี้คนของพรรคเพื่อไทยเองออกมาปล่อยข่าวว่าจะถูกยุบพรรค จึงตั้งข้อสังเกตว่าการเคลื่อนไหวขอฉันทามติของประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นอาจเชื่อมโยงกับความกังวลใจต่อข่าวการยุบพรรคหรือไม่” น.ส.ทิพานันกล่าว
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “รัฐธรรมนูญเฮงซวย” ระบุว่า "ไม่แน่ใจว่าใช้อวัยวะส่วนไหนคิด อย่างน้อยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีหมวดพระมหากษัตริย์ และอีกหลายๆ หมวดที่ให้สิทธิเสรีภาพประชาชน ที่สำคัญก็คือมาจากประชามติของประชาชน 16.8 ล้านคน สิ่งที่คุณกล่าวอาจถูกบางส่วน เรื่องรัฐธรรมนูญเฮงซวย ถึงได้ ส.ส.เฮงซวยแบบนี้มาสร้างความวุ่นวายแก่บ้านเมือง"
นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊กและทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์สั้นๆ ว่า "รัฐธรรมนูญคงไม่ได้เฮงซวยทุกมาตราหรอก เช่นกันพวกนักการเมืองเฮงซวย ก็คงมีบ้างล่ะ"
ส่วนนายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในเรื่องดังกล่าว โดยได้ยกเนื้อหารัฐธรรมนูญ มาตรา 2, 6, 7, 8, 9, 10, 13, 122, 161, 175, 176, 177, 179, 180, 190 และ 191 ก่อนระบุว่า นี่คือบทบัญญัติที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่าเฮงซวยทุกมาตรา และต้องร่างใหม่ทั้งฉบับ น.ส.พรรณิการ์ช่วยบอกประชาชนที่ลงมติเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้จำนวน 16.8 ล้านคนด้วยว่าจะตัดมาตราต่างๆ ที่กล่าวมาทิ้งไปเลยหรือจะแก้ว่าอย่างไร
    “เจ้าพนักงานตำรวจที่มีหน้าที่รับผิดชอบกรุณาพิจารณาว่า ถ้านำคำว่าเฮงซวยทุกมาตรา พิจารณาประกอบกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ดังที่กล่าวมา จะเข้าข่ายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือไม่” นายชูชาติโพสต์
แนะช่อร่างรัฐธรรมนูญเอง
      ด้านนายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เจ้าแม่แห่งความถูกต้อง”  มีเนื้อหาว่า "คุณพรรณิการ์ประกาศว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เฮงซวยทั้งฉบับ ต้องนับว่าเธอแน่มาก ซึ่งมาดูกันว่ามีใครที่เฮงซวยบ้าง 1.คณะผู้ร่างและผู้รับรองรัฐธรรมนูญฉบับนี้เฮงซวย! และ 2.ประชาชนผู้ลงประชามติเห็นชอบก็เฮงซวย! แต่ไม่ทราบว่าคุณพรรณิการ์จะเหมารวมถึงบุคคลและคณะบุคคลที่ดำรงสถานะหน้าที่ต่างๆ ในรัฐธรรมนูญนี้ ตั้งแต่ประมุขของชาติจนถึง ส.ส.-กกต.ด้วยหรือไม่ 
    ผมอยากบอกว่าอะไรที่คุณพรรณิการ์ รวมทั้งพรรคฝ่ายค้านเห็นว่าไม่ดี ไม่ถูกใจ ไม่ถูกต้อง ก็ควรทำให้มันดี ถูกใจและถูกต้อง ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ดีก็ควรที่พรรคฝ่ายค้านจะร่างมันขึ้นมา จะเรียกว่าฉบับคุณช่อ ร่างแล้วก็นำเสนอแก่สาธารณชน ตอนเปิดเวทีโจมตีรัฐบาลและรัฐธรรมนูญในสถานที่ต่างๆ คนฟังก็จะได้รู้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นการลงมติอย่างไม่เป็นทางการไปด้วย วิธีนี้ดีกว่าการตระเวนก่นด่าไปเรื่อยๆ” นายวิมลโพสต์
นายวิมลโพสต์อีกว่า "ยิ่งได้รับเสียงสนับสนุนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกดดันรัฐบาลมากเท่านั้น แม้ยังแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ในสภา แต่เมื่อถึงสมัยที่พรรคฝ่ายค้านได้เป็นรัฐบาล ก็สามารถนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับคุณช่อเสนอในสภาได้เลย และไม่ต้องห่วงว่าหลายมาตราจะผิดกฎหมาย และผิดใจประชาชนค่อนประเทศ  เพราะมีคุณปิยบุตรและทีมกฎหมายที่ยกย่องระดับเทพอยู่แล้ว คือทำให้มันเป็นเรื่องที่สร้างสรรค์และแยบคายได้ แต่ต้องยอมรับว่าเลี่ยงกฎหมายได้ เลี่ยงเจตนาไม่ได้ ดีกว่าทำตัวเป็นเจ้าแม่แห่งความถูกต้อง และก่นด่าทุกคนทุกอย่างที่ไม่ถูกใจอย่างทุกวันนี้"
    สำหรับความคืบหน้าในเรื่องรัฐธรรมนูญ นายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ส.ว.ยังไม่ได้หารือร่วมกันถึงการตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนอย่างที่สภาผู้แทนราษฎรเตรียมพิจารณาญัตติเพื่อตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) ส่วนข้อเสนอที่นายคำนูณ  สิทธิสมาน ส.ว.เสนอความเห็นให้ตั้ง กมธ.ร่วมกันของรัฐสภานั้น ในแนวทางยังไม่ได้พูดคุย และกรณีที่หลายฝ่ายมองว่า ส.ว.รอสัญญาณการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลนั้น ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพราะ ส.ว.ต้องทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง 
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ส.ว.และโฆษก กมธ.การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน  กล่าวว่า ส.ส.และ ส.ว.มีอำนาจพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องดีที่ต่างคนต่างทำ  แต่ในประเด็นเรื่องใหญ่ทั้งกฎหมายและรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาร่วมกันของสองสภา ที่หลายฝ่ายมองว่าหากต่างคนต่างทำจะมีความขัดแย้งกันนั้น เชื่อว่าต้องหาจุดร่วมกันเหมือนแข่งกันทำความดี หาทางออกให้บ้านเมือง 
วันเดียวกัน ที่ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพค ฟอรัม เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาบุคลากรภาครัฐ “ยุทธศาสตร์ชาติ ภาคปฏิบัติ : ร่วมขยับขับเคลื่อนภาครัฐเพื่อประชาชน” ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)  
โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวช่วงหนึ่งว่า ถ้านายกฯ ไม่ดีก็ด่านายกฯ แต่ที่แล้วมาอะไรไม่ดีคนก็ชอบว่านายกฯ รัฐมนตรีห่วยก็โทษนายกฯ สรุปนายกฯ โดนทั้งปี จึงต้องสร้างความเข้าใจร่วมกัน การทำความเข้าใจวันนี้อาจไม่เพียงพอ ถ้าไม่สร้างความเข้าใจกับประชาชน สิ่งที่ทำจะล้มเหลว จะเกิดความไม่ชอบและไม่ร่วมมือกัน ก่อให้เกิดการต่อต้านผ่านสื่อเหมือนเช่นทุกวันนี้ 
ซัดไอ้คนอยู่เมืองนอก
“ผมไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ ผมพยายามจะแก้ แต่ทำไมก่อนหน้านี้ไม่แก้กันเลย ทำไมปล่อยมาขนาดนี้ แต่รัฐบาลนี้ก็ต้องแก้ แต่วิธีการแก้ก็โดนด่าทุกที วันนี้ฉลาดกันทุกคน” นายกฯ กล่าวและว่า "เรื่องแรงงานก็โจมตีกัน พาดหัวข่าวกันเข้าไป เห้อ ไม่มีใครทำได้หรอก ต่อให้ไปเรียกไอ้คนที่อยู่เมืองนอกกลับมาก็ทำไม่ได้ ใครก็ไม่รู้เหมือนกัน ทำแบบเดิมก็เจ๊งไปกว่าเดิม โอเคนะพูดมากก็อารมณ์เสีย อ.วิษณุบอกให้อารมณ์ดี วันพุธที่ 18 ก.ย.จะได้อารมณ์ดี ก็เลยอารมณ์เสียไว้ก่อนตั้งแต่วันจันทร์"
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ถ้าเราไม่ร่วมมือกันก็จะแก้ไขปัญหาไม่ได้ ประเทศจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ทั้งการสร้างความปรองดอง ปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติจะไปไม่ได้ ห้าปีที่ผ่านมาทำให้จับประเด็นได้คือ  ประชาชนเคยชินกับสิ่งที่เคยได้ โดยไม่สนใจว่าจะถูกหรือผิด มีการเรียกร้องอย่างต่อเนื่องเหมือนทุกวันนี้ โดยไม่เข้าใจระเบียบราชการ วันนี้เราไม่ได้มีปัญหาแค่ระบบราชการหรือการเมือง แต่มีปัญหาที่คนด้วย ที่พูดไม่ได้ตำหนิใคร เพียงแต่อยากชี้ให้ทุกคนเห็นว่าโจทย์ประเทศอยู่ตรงไหน ไม่ใช่เห็นหน้ากันก็จะขอแต่เงินๆ และร้องเรียนว่าเงินไม่ถึงมือโดยตรง 
“ผมจะไปไหนก็มีแต่คนขอเงิน ของบ ขอขึ้นเงินเดือน ผมอึดอัดใจมาก ซึ่งถ้าผมมี ผมรวย หรือประเทศไทยรวย ผมก็อยากให้จริงๆ ผมไม่โทษใครเพราะเขายังขาดแคลน แต่ข้าราชการต้องช่วยกันอธิบาย เพราะประชาชนไม่รู้จะขอใครก็ขอที่นายกฯ ซึ่งผมอยากให้แต่ไม่มีเงินให้ เราต้องจัดสรรให้จากเงินในระบบตามขั้นตอนโปร่งใส ถึงมือประชาชน แต่พอไม่ให้ก็มีคนมาพูดอย่างอื่น คนก็เชื่อกันไปหมด  สื่อโซเชียลก็เฮตามว่าทำไมรัฐไม่ช่วย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าวและว่าอยากให้รัฐบาลปฏิรูป ตัวเองปฏิรูปกันบ้างหรือยัง ตนเอง (นายกฯ) ปฏิรูปแล้ว ปฏิรูปทุกวัน 
ในช่วงท้ายนายกฯ กล่าวว่า "นายกฯ มาพูดเปิดอกกับพวกเราในวันนี้ คือถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนประเทศด้วยตัวของเราเอง ด้วยภายใต้กฎหมาย ไม่ใช่เอากฎหมายมาขัดแย้งกันตลอดเวลา อย่างนี้มันไปไม่ได้ เดี๋ยวรัฐธรรมนูญบ้าง เดี๋ยวกฎหมายบ้าง เดี๋ยวโซเชียลบ้าง ตีกันอยู่ไม่กี่เรื่องนี้แหละ  มันน่ารำคาญเท่านั้นเอง ไม่ใช่อะไรหรอก ยังไงก็ต้องทำต่ออยู่แล้ว ตนเองไม่อยู่แล้วใครจะอยู่ ถามสิ"
เมื่อถึงจังหวะนี้นายกฯ ได้หันไปถามนายวิษณุว่า “ไปดูรัฐธรรมนูญให้ดีแล้วกัน จะเอาผมแบบนี้หรือจะเอาผมแบบก่อน โอเคขอให้ทุกคนมีความสุข ขอให้ได้พูดบ้าง เสาร์-อาทิตย์อกจะแตกเหมือนกัน  เพราะไม่รู้จะไปพูดกับใคร แต่ไม่ได้ด่าใคร ไม่ได้ว่าใครทั้งสิ้น ไม่ได้ไปโทษใครทั้งสิ้น เพราะผมเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว”
มีรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาพนักงานบริษัทรับจัดดูแลสวนประจำทำเนียบฯ ได้ดำเนินการปรับภูมิทัศน์บริเวณสวนหย่อมโดยรอบตึกไทยคู่ฟ้าและตึกบัญชาการ โดยนำต้นไม้มงคลและไม้หอมหลากหลายชนิดมาปลูกเสริมจากของเดิมที่มีอยู่ ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า การปรับภูมิทัศน์ครั้งนี้เป็นการดำเนินการก่อนเปิดอภิปรายทั่วไปนายกฯ ในวันพุธที่ 18 ก.ย.นี้ เพราะไม้หอมมงคลหลายชนิดถือเป็นการเสริมดวงให้เจ้าบ้าน 
นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะที่ปรึกษาวิปรัฐบาล กล่าวถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา 152 ว่ามีการพูดคุยกันในที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย พล.อ.ประยุทธ์อยากให้ ครม.ทุกคนไปฟังฝ่ายค้านอภิปราย ซึ่งเชื่อว่ารัฐมนตรีคงงดภารกิจต่างๆ เพื่อไปสภา
นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ในฐานะวิปรัฐบาล กล่าวว่า พรรค ชทพ.ได้กำชับเรียบร้อยแล้ว ทั้งทางวาจา ข้อความผ่านเอสเอ็มเอสและไลน์กลุ่ม ส.ส.และรัฐมนตรีของพรรคทั้ง 10 คน โดยวันที่ 18 ก.ย.ทุกคนจะเข้าสภากันอย่างพร้อมเพรียง และยืนยันว่าทุกคนจะนั่งประชุมตั้งแต่เริ่มจนจบ
นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีเปรียบเปรยว่าแม้คนที่อยู่เมืองนอกกลับมาก็ช่วยอะไรไม่ได้ว่า การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจะให้ใครมาแก้ปัญหาก็คงไม่ทันท่วงที แต่อย่างน้อยต้องมีจิตใจเมื่อเห็นพี่น้องประชาชนเดือดร้อนต้องใส่ใจ แสดงออกถึงความสนใจและเป็นทุกข์แทนประชาชน ไม่ใช่ว่าน้ำท่วมภาคอีสานแล้วนายกฯ ไปที่อื่น  
นายสมพงษ์ยังกล่าวถึงการจัดทัพผู้อภิปรายในวันที่ 18 ก.ย.ว่าจะมีการอภิปรายใน 2 ประเด็น คือ การถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน และการแถลงนโยบายที่ไม่บอกที่มาของเงินงบประมาณ ซึ่งอยากให้นายกฯ ตอบเพราะเห็นว่าผิดรัฐธรรมนูญจริงๆ อยากให้ทำให้ถูกต้อง ไม่ได้ต้องการฟาดฟันท่าน แค่อยากชี้แนะและเป็นการสอบถาม รวมทั้งหวังว่ารัฐบาลจะรับฟังแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนที่ประธานวิปรัฐบาลและแกนนำส่งสัญญาณ ถ้าหากฝ่ายค้านอภิปรายซ้ำซากจะเสนอลงมติปิดอภิปรายนั้น ไม่เป็นไร เรื่องนี้มีประเด็นพอสมควร ก็ขอให้ประธานสภาเป็นผู้วินิจฉัยว่าอภิปรายซ้ำซากหรือไม่ ฝ่ายค้านก็จะพยายามอภิปรายไม่ซ้ำ. 
 


ดูไว้.....ไม่เสียหลาย การชุมนุมอันยืดเยื้อของ อาตี๋ อาหมวย ฮ่องกง จากค้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน มาเป็นให้คนฮ่องกงเลือกผู้นำของตนเอง เพราะคนฮ่องกงไม่ใช่คนจีน 

ธนาธร:ไก่อ่อนเผยอเป็นอินทรี
ความพิเศษของ "บิ๊กแดง"
อย่าลืม...เรามีนัดกัน "๒๑ ตุลา."
อนุทิน 'อย่าห้าวริมปากเหว'
เมื่อ 'อนาคตใหม่' ผิดแผน
อย่าให้เป็น 'วิกฤติตุลาการ'