จุดพลุนิรโทษคดีการเมือง


   

 ได้เวลาเดินหน้าปรองดอง "สนธิ" จุดพลุนิรโทษกรรมคดีการเมืองยกเว้น 3 ความผิด "ยิงคนตาย-ม.112-ทุจริต" ระบุการประท้วงเสื้อแดง เสื้อเหลือง กปปส.เป็นการแสดงออกทางการเมือง ถ้าอยากให้บ้านเมืองสงบต้องกำจัดข้อสงสัยออกไป ซัดปรองดองในยุค คสช.ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

     เมื่อวันจันทร์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ นิวส์ทอล์ก-ตัวจริงเสียงจริง ของสถานี NEWS1 ช่วงหนึ่งถึงข้อเสนอให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อสร้างความปรองดองว่า "ผมเห็นด้วย ที่ผมเห็นด้วยไม่ใช่จะเกิดประโยชน์กับผม การปรองดองที่แท้จริง การประชุมประท้วง เสื้อแดง เสื้อเหลือง กปปส. เป็นการแสดงออกทางการเมือง เมื่อเป็นการแสดงออกทางการเมือง ถ้าเราอยากให้ชาติบ้านเมืองสงบ เราต้องกำจัดข้อสงสัยตรงนี้ออกไป เข้าไปยึดสถานที่ เข้าไปยึดตรงโน้น เดินขบวนผิดกฎหมายโน่นนี่นั่น แต่อาญารุนแรงคือยิงคนตาย ไปเผาบ้านเผาเมือง แต่เมื่อมีการเสียชีวิตมันก็ผิด ป.วิ.อาญา เพราะฉะนั้นแล้วเนี่ยอะไรก็ตามถ้าตัดเรื่อง 112 เรื่องอาญาความรุนแรงและการทุจริตออกไป ผมคิดว่าการชุมนุมทางการเมืองต้องนิรโทษกรรมทั้งหมดมันถึงจะเริ่มคุยกันได้"
    อดีตแกนนำ พธม.กล่าวว่า "เพราะผมเห็นแล้ว สมัย คสช.ที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นประธานในการปรองดองนั้น ผมพูดเลยว่าปรองดองแบบนี้ไม่สำเร็จ เพราะว่าเอาคนมานั่งคุยกันโดยมีปืนจ่อหัว มันก็ฉีกยิ้ม ผมรับไม่ได้เลยที่ผมเห็นจตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มานั่งฉีกยิ้มกับฝ่ายตรงข้าม เพราะผมรู้ว่าเขาก็ฉีกยิ้มไปอย่างนั้น แต่ในใจเขาไม่ยอมรับ" 
    "เพราะฉะนั้นแล้ว การปรองดองในยุค คสช.ต้องถือว่าล้มเหลวทุกประการโดยสิ้นเชิง ถึงแม้จะสร้างภาพขนาดไหน แต่ผลที่ออกมาเป็นข้อเท็จจริงที่เห็นได้ชัด"
    นายสนธิกล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามเราต้องรักษาระบบนิติรัฐไว้ กรณีนายทักษิณ ชินวัตร และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่หลบหนีคดีว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมาก ส่วนกับนายจตุพร แกนนำ นปช.นั้น ตนไม่ได้คุยกันในคุกแต่ประการใด แต่คุยกันที่ศาลอาญา 
    "ได้บอกกับนายจตุพรกรณีคนเสื้อแดงกับเสื้อเหลืองว่า หากเสื้อแดงข้ามพ้นทักษิณ ไม่สู้เพื่อทักษิณ และเสื้อแดงที่ส่วนหนึ่งหนีไปต่างประเทศไม่จาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ เป้าหมายอื่นๆ ส่วนใหญ่เหมือนกัน เช่น การต่อสู้เรื่องการกระจายอำนาจ เป็นต้น" นายสนธิกล่าว
    ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดง  กล่าวถึงกรณีถูกให้นับโทษจำคุกต่ออีก 12 เดือนในคดีหมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ 2 สำนวนคดี ว่าตนอับจนปัญญา ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่นต้องถวายฎีกาต่อพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น หมดที่พึ่งในแผ่นดินแล้ว รัชกาลที่ 10 ได้ตรัสเอาไว้เรื่องความยุติธรรมอย่างชัดเจน ถ้ามีคนอื่นโดนแบบตนมาบ้างก็พร้อมจะยอมรับ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเพียงคนแรก อย่างไรก็ไม่มีสิทธิ์คิดที่จะหนี แม้แต่เพียงวันเดียว แต่รู้ว่ามันยากเหลือเกิน
    นายจตุพรกล่าวด้วยว่า วันที่ 23 ก.ย.นี้จะมีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีบุกบ้านพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ ที่มีนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายแพทย์เหวง โตจิราการ และคนอื่น ๆ เป็นจำเลย อย่างไรก็ตามพี่น้องในคดีพัทยา คดีบ้านสี่เสาฯ ยากลำบาก มีภาระที่ต้องคิดอ่านว่าถ้าเขากลับมาสู่เรือนจำ จะเอาพวกเขาออกจากคุกได้เร็วที่สุดอย่างไร  
    ก่อนหน้านั้น นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สปช.ได้เผยแพร่บทความเรื่อง "การอำนวยความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์" ระบุว่า ถึงเวลาที่สังคมไทยควรหันหน้าเข้าหากัน สร้างสานหนทางแห่งสามัคคีธรรม นำประเทศชาติออกจากหลุมดำแห่งความขัดแย้งเหมือนดังที่ครั้งหนึ่งทางการได้ออกคำสั่งที่ 66/2523  ประกาศหลัก "การเมืองนำการทหาร" โดยเสนอให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษให้แก่ผู้ต้องคดีทั้งมวลโดยไม่ครอบคลุม 3 กรณี คือ 1.ผู้ต้องคดีทุจริต 2.ผู้ต้องคดีอาญาร้ายแรง 3.ผู้ต้องคดีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์) จะเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญยิ่งต่อการสร้างสานสามัคคีธรรมขึ้นมาในสังคมไทย จะเป็นทานบารมีครั้งยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นของขวัญอันล้ำค่าที่นำความปลาบปลื้มปีติมาสู่ประชาชนชาวไทยทั้งมวลในรัชกาลปัจจุบัน.
    


ไว้อาลัยแด่นักการเมืองรุ่นใหม่! คงติดโรคมาจากเมื่อครั้งเป็นพิธีกรข่าวโอ๊คทีวี พักหลัง ช่อ-พรรณิการ์ วานิช ถึงได้เปิดโรงน้ำแข็งหลอดรายวัน

งูเห่าหรือจะสู้ผึ้งแตกรัง
เรือดำน้ำกับทีท่ากรรมาธิการฯ
ทหารเกณฑ์ 'เกณฑ์ไปทำไม?'
ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'