ฝ่ายแค้นอารมณ์ค้าง‘เนติบริกร’แจงถวายสัตย์จบ


เพิ่มเพื่อน    

 ศึกซักฟอกทำฝ่ายค้านอารมณ์ค้าง! ย้ำถวายสัตย์ฯ ไม่ครบขัด รธน. เรียกร้องนายกฯ ลาออก "ปิยบุตร” ซัดเป็นโรคไม่แยแส รธน.-ไม่รับผิดชอบ จี้ตอบ 4 คำถาม แต่ "บิ๊กตู่" แจงแค่เรื่องที่มางบประมาณ ไม่ตอบปมถวายสัตย์ฯ ก่อนส่งยิ้มหวานให้ที่ประชุม "วิษณุ” อธิบายคำว่า "ปฏิญาณตน" กับ "ถวายสัตย์" ยกคำสั่งศาล รธน.-กรธ.ชี้เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง ครม.กับพระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัสให้รัฐบาลแล้วไม่ต้องตีความ คือพระบรมราชานุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่ ฮือฮา! นายกฯ วางรายงาน "โครงข่ายขบวนการทำลายประเทศ" ไว้บนโต๊ะ "สุทิน" อัด "บิ๊กตู่-วิษณุ" ดึงฟ้าต่ำลบล้าง รธน.161 สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ เตือนศาลลดความศักดิ์สิทธิ์ปรองดองจะไม่เกิด 

    ที่อาคารรัฐสภา (เกียกกาย) เวลา 09.40 น. วันที่ 18 กันยายน มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 152 กรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา 161 และการแถลงนโยบายไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เป็นประธานที่ประชุม 
     โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางถึงรัฐสภา มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่ถามว่ารู้สึกตื่นเต้นหรือไม่ ที่จะต้องมาชี้แจงในที่ประชุมสภา ขณะที่ ครม.ได้ทยอยเดินทางเข้ามาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง 
    ทั้งนี้ ก่อนการอภิปราย นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ  ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตย์ (ปชป.) ได้ปฏิญาณตนก่อนทำหน้าที่ ส.ส. จากนั้น นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เสนอชื่อนายอิสระเป็นกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน แทนนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลาออกจาก กมธ.ดังกล่าว
    จากนั้น เวลา 09.45 น. นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลุกขึ้นหารือ พร้อมยกคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องกรณีนายกฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า การเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ครั้งนี้ อาจขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
     ด้านนายชวนชี้แจงว่า ได้หารือกับฝ่ายกฎหมายแล้วว่าการอภิปรายดังกล่าวจะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าญัตติดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนคำวินิจฉัยนั้นจะเป็นก็ต่อเมื่อศาลมีคำวินิจฉัย แต่กรณีที่นำหารือคือคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ และไม่ถือเป็นคำวินิจฉัย ดังนั้นสภาจึงเห็นว่าญัตติดังกล่าวควรได้รับการพิจารณาต่อไป แต่ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมสภา 
    จากนั้น น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพปชร. ประท้วงคำชี้แจงของนายชวน แต่ถูกนายชวนตัดบทว่า สมาชิกไม่สามารถลุกขึ้นประท้วงคำชี้แจงได้  นายวีระกรลุกขึ้นกล่าวซ้ำว่า การที่ประธานยังปล่อยให้มีการอภิปรายอาจขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้นายชวนกล่าวว่า ประธานต้องรับผิดชอบอยู่แล้วถ้าทำผิดรัฐธรรมนูญ แต่การพิจารณาครั้งนี้ทำโดยรอบคอบ ว่าคำสั่งกับวินิจฉัยแตกต่างกันอย่างไร กรณีนี้ศาลมีคำสั่งไม่รับ ไม่ใช่คำวินิจฉัย ในทางกลับกัน ถ้าศาลวินิจฉัยผิดถูกเรื่องนี้ ญัตติการอภิปรายนี้ต้องตกไป
    ต่อมาเวลา 10.05 น. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายเปิดว่า การถวายสัตย์ปฏิบัติญาณตนของนายกฯ ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 เพราะไม่มีประโยคว่า “ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” รวมถึงยังเพิ่มถ้อยคำว่า “ตลอดไป” เพิ่มขึ้นมา ทั้งที่ไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ถือว่ามีปัญหาเรื่องความชอบในการถวายสัตย์ฯ เพราะไม่ครบถ้วนถูกต้อง แม้ฝ่ายค้านให้แก้ปัญหา แต่นายกฯ เพิกเฉย ไม่แก้ไขข้อบกพร่อง การถวายสัตย์ฯ คือการให้คำมั่นสัญญาต่อพระมหากษัตริย์ จึงต้องกล่าวคำถวายสัตย์ฯ ให้ครบถ้วนทุกถ้อยคำ 
ฝ่ายค้านจี้นายกฯลาออก
    หลังจากนั้น น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรค พท. กล่าวว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณตนเหมือนเป็นการให้คำมั่นกับประชาชน แต่ครั้งนี้ให้คำมั่นไม่ครบ ถามว่าประชาชนจะให้ความไว้วางใจนายกฯ ได้อย่างไร การให้คำมั่นเหมือนเป็นการขอลูกสาว เขารับปากว่าจะรัก แต่ไม่รับปากว่าจะดูแล นายกฯ ก็มีลูกเป็นผู้หญิง ถามว่านายกฯ จะยกลูกสาวให้หรือไม่ การปฏิญาณตนมีความสำคัญ จึงไม่สามารถขาดตอนใดตอนหนึ่งได้ แต่รอบล่าสุดขาดไป 3 ข้อ คือ คุ้มครองสิทธิของประชาชนทำหน้าที่รัฐตามรัฐธรรมนูญ และทำตามแนวนโยบายแห่งรัฐ ฉะนั้นเท่ากับเป็นการไม่ให้ความสำคัญกับประชาชน และการถวายสัตย์ฯ ไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐมนตรีทำหน้าที่ไม่ได้ ดังนั้นนายกฯ ต้องรับผิดชอบทางการเมืองอย่างสง่างามโดยการลาออกจากตำแหน่ง  
    ต่อมาเวลา 11.00 น. นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) อภิปรายว่า ความสำคัญของการถวายสัตย์ปฏิญาณตน เพราะเป็นเงื่อนไขก่อนเข้ารับหน้าที่ บุคคลต่างๆ ที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี รับหน้าที่ได้ต้องถวายสัตย์ฯ ก่อน หากไม่มีการปฏิญาณก็ไม่มีการเข้ารับหน้าที่ ในนัยนี้การถวายสัตย์ฯ จึงเป็นเงื่อนไขบังคับ เพื่อจะได้มีเส้นแบ่งให้ชัดว่ารัฐมนตรีรักษาการชุดที่แล้วจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ และรัฐมนตรีใหม่จะเข้ารับหน้าที่วันไหน นอกจาก นี้ การถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นการยืนยันหลักการว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ถ้อยคำว่า “ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” ถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิญาณว่าจะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และการถวายสัตย์ฯ คือการให้คำสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ และประชาชน 
    "เหตุที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดอาการสองโรคคือ โรคไม่แยแสรัฐธรรมนูญ สะท้อนว่านายกฯ ไม่ให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่และพยายามหาช่องโหว่ยกเว้นเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญเสมอ มองเป็นเพียงเครื่องมือในการปกครองของท่าน อันไหนได้ประโยชน์ท่านจะอ้าง แต่อันไหนเสียประโยชน์ท่านก็ไม่อ้าง เมื่อออกแบบรัฐธรรมนูญ 60 มาแล้วกลับไม่ทำตามและไม่แยแส และเป็นโรคความไม่รับผิดชอบต่อการเป็นผู้นำ แต่ความรับผิดชอบทางการเมืองสำคัญกว่า ด้วยการควรกล่าวขอโทษต่อประชาชนและลาออกจากตำแหน่ง 
    นายปิยบุตรกล่าวทิ้งท้ายว่า อยากถามนายกฯ ว่า 1.อ่านคำถวายสัตย์ฯ จากกระดาษแข็งที่เตรียมมาเองใช่หรือไม่ และเขียนใหม่เองใช่หรือไม่ เหตุใดจึงไม่หยิบจากแฟ้มสีน้ำเงินของสำนักเลขาธิการนายกฯ 2.หากมี รมต.ลาออก และต้องนำ รมต.คนใหม่ถวายสัตย์ฯ ถามว่าจะนำถวายสัตย์ฯ ด้วยถ้อยคำใด จะอ่านตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 หรือปฏิญาณตนตามวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา 3.ขอถามนายกฯ และนายวิษณุว่า หาก รมต.คนต่อๆ ไปมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ เห็นว่าถวายสัตย์ฯ แบบวันที่ 16 ก.ค. ทำได้หรือไม่ และ 4.ถามนายวิษณุว่าเข้าร่วมถวายสัตย์ฯ กับรัฐบาลหลายชุด นายกฯ คนใดทำแบบนายกฯ คนนี้บ้าง 
    "ขอให้นายวิษณุกลับมาเป็นคนเดิม ยุติการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่นายกฯ ให้กลับมาเป็นปูชนียบุคคลแห่งวงการนิติศาสตร์ และขอเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ" นายปิยบุตรกล่าว      
ฮือฮา!ขบวนการทำลายปท.
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการฟังอภิปราย เป็นที่น่าสังเกตว่าบนโต๊ะของ พล.อ.ประยุทธ์ได้มีรายงานที่หน้าปกเขียนว่า "โครงข่ายขบวนการทำลายประเทศ" วางไว้บนโต๊ะ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่นายปิยบุตรกำลังอภิปรายพอดี จึงสร้างความฮือฮาให้กับบรรดาช่างภาพสื่อมวลชนที่เห็น
    ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า รายงานฉบับดังกล่าวเป็นข้อมูลที่หน่วยข่าวความมั่นคงทำสรุปขึ้นมาเพื่อเรียนนายกฯ ซึ่งเป็นการรายงานข่าวตามปกติ โดยเนื้อหารายละเอียดเกี่ยวข้องและโยงเครือข่ายไปถึงฝ่ายการเมือง และมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นสถาบันฯ รวมอยู่ด้วย การทำรายงานของหน่วยข่าวต่างๆ นั้นเป็นการทำรายงานนำเสนอตามปกติจะไม่มีการเผยแพร่ เนื่องจากเป็นข้อมูลด้านความมั่นคงและอ่อนไหวต่อสถานการณ์
    ต่อมาเวลา 14.01 น. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค อนค. อภิปรายว่า การที่รัฐบาลไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ เป็นเพราะมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงปกปิดแหล่งที่มาของรายได้หรือไม่ 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีปัญหาเก็บรายได้ไม่ต่ำเป้า ยังพยายามล้วงเงินจากหน่วยงานที่มีรายได้สูง แล้วตั้งงบใช้หนี้คืนในปีที่ผ่านมาใช้ไปก่อนผ่อนทีหลัง รวมทั้งมีการก่อหนี้ผูกพันทั้งในงบและนอกงบอีกหรือไม่ 
    น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พท. กล่าวว่า  การที่รัฐบาลนี้ไม่แจงที่มาของงบประมาณในการดำเนินนโยบาย เพราะไม่รู้วิธีหารายได้ รู้เพียงจะใช้จ่าย ทำให้ประเทศขาดความเชื่อมั่นต่อนานาชาติ 
    ในช่วงบ่าย ส.ส.ฝ่ายค้านหลายคนเริ่มอภิปรายวนเวียนในประเด็นเดิม มีแต่การเรียกให้ พล.อ.ประยุทธ์แสดงความรับผิดชอบในการถวายสัตย์ฯ ไม่ครบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง และการไม่ยอมชี้แจงที่มาของงบประมาณในการทำนโยบายรัฐบาล ทำให้นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่ประธานที่ประชุม ขอให้ผู้อภิปรายพูดในประเด็นที่แตกต่างกัน หลีกเลี่ยงเรื่องซ้ำกันที่เคยพูดไปแล้วควรหาประเด็นใหม่ๆ มาพูด
    จากนั้น เวลา 15.10 น. พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงว่า ตนเคารพและดำเนินการตามนโยบายเงินการคลังอย่างเคร่งครัด คำนึงถึงผลดีผลเสียในการดำเนินการ ดูแลประชาชนทุกภาคส่วนทั้งประเทศ ป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองก่องบผูกพันจนเป็นภาระของงบประมาณ มีการดูแลประชาชนทุกภาคส่วนทั้งประเทศ ไม่ใช่ดูแลเฉพาะพื้นที่พรรคของตัวเอง ประเด็นที่มาของรายได้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเรียบร้อยแล้ว โดยมีนโยบายหลัก 12 ด้าน และมีนโยบายเร่งด่วนอีก 12 ด้าน รัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังรีดภาษีประชาชนโดยจัดเก็บภาษีอย่างเท่าเทียม ยุติธรรม และการจัดทำงบประมาณต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมายวินัยการเงินการคลัง รวมถึง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ.2561 
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลต้องบริหารงบประมาณที่มีอยู่ เช่น ปีนี้ตั้งไว้ 3.2 ล้านล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนการใช้จ่ายแต่ละด้านอยู่ แต่หากนำนโยบายทั้ง 12 ด้านมาบวกเพิ่ม เราต้องหาเงินให้ได้ 5-6 ล้านล้านบาท จึงต้องซอยย่อยนโยบายออกมา แล้วทั้งหมดจะตอบตอนที่ทำงบประมาณปี 2563 ก็จะดูว่าจะนำเงินจากไหนมาใช้ตรงไหน การเดินหน้าตามนโยบายต้องไปทีละขั้น 
     “ผมไม่ได้เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเป็นคนร่าง ผมไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับท่านเลย ผมเคารพในหลักการของรัฐธรรมนูญทุกตัว จำเป็นต้องฟังผมบ้าง ผมไม่เคยที่จะไปล่วงละเมิดทำอะไรเสียหาย”
ไม่ตอบแต่ส่งยิ้มหวานให้
     พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนท้ายว่า “ก็ขอบคุณสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย จะเห็นว่าผมก็ยิ้มให้ท่าน จะท่านหมอหรือท่านอะไรผมก็ยิ้มให้ทั้งหมด เห็นได้ว่าวันนี้ผมดุเดือดน้อยกว่าเก่าเยอะ ผมรักท่านทุกคน เพราะท่านคือคนไทย นี่คือประเทศไทย ประเทศนี้ ท่านไม่ใช่คนประเทศอื่น จะเอากันให้เป็นให้ตายหรืออย่างไร แล้วประเทศไทยจะอยู่ตรงไหน ประชาชนของท่านจะอยู่ตรงไหน” ก่อนจะส่งยิ้มหวานให้กับสมาชิกในห้องประชุม
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงของการชี้แจง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวขอโทษสมาชิกเป็นระยะ ถึงการพูดเสียงดังและการพูดเร็ว เป็นเพราะเวลามีจำกัด โดยใช้เวลาชี้แจง 25 นาที แต่ไม่มีการชี้แจงในเรื่องการถวายสัตย์ฯ
    ทั้งนี้ ระหว่างการชี้แจงของนายกฯ นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ  อนค. และนายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พท. ลุกขึ้นประท้วงว่านายกฯ พูดนอกประเด็น ไม่ได้ชี้แจงเรื่องการถวายสัตย์ฯ ไม่ครบถ้วน แต่นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธาน ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุม วินิจฉัยว่านายกฯ ทนฟังพวกเรามาหลายชั่วโมงแล้ว ขอให้พวกเราทนฟังท่านบ้าง ก่อนปล่อยให้นายกฯ ชี้แจงต่อจนจบและเดินทางออกจากสภา
     หลังจากนั้น นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สส.กทม.พท. ลุกขึ้นชี้แจงอย่างไม่สบอารมณ์นักทันทีว่า ข้อมูลที่นายกฯ ชี้แจงหลายตัวมั่วมาก ไม่เป็นความจริง อย่ามาตอบเรื่องเศรษฐกิจ 
    ต่อมา นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ อภิปรายว่า การถวายสัตย์ฯไม่ครบ เปรียบเทียบกับคุณสมบัติการเป็น ส.ส. หากคุณสมบัติไม่ครบก็เป็น ส.ส.ไม่ได้ หรือพระที่กล่าวคำขานขอบวชไม่ครบก็เป็นพระไม่ได้ การที่ท่านถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ เพราะมีคนวางยาท่านหรือไม่ หรือเป็นเพราะนายวิษณุ เครืองาม หรือสำนักเลขาฯ หรือเป็นเพราะ พล.อ.ประยุทธ์อายุ 66 ปี แก่แล้วอาจจะเลอะเลือน หลงๆ ลืมๆ 
    จากนั้นเวลา 17.00 น. นายวิษณุชี้แจงว่า โดยลำดับความว่า เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2562 ภายหลังมีการโปรดเกล้าฯ ครม.แล้ว ครม.จึงจำเป็นที่จะต้องเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ เพราะฉะนั้นในวันที่ 16 ก.ค. ก็ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท นายกฯ ล้วงหยิบเอาบัตรแข็งออกมาจากกระเป๋า เป็นวิธีปฏิบัติเดียวกันเหมือนกับนายกฯ ทุกคนในอดีต ไม่ได้หยิบเปลี่ยน สลับ หรือวาง แต่หยิบบัตรแข็ง ซึ่งสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เป็นผู้จัดเตรียม ตนเขียนในหนังสือหลังม่านการเมืองที่ทุกคนอ้างถึง โดยอ้างว่ามีนายกฯ คนเดียวที่ไม่ได้ล้วง คือนายชวน หลีกภัย เพราะท่านจำแม่น คนอื่นต่อให้แม่นก็กลัวพลาด จึงล้วงหยิบจากกระเป๋าเสื้อทั้งนั้น 
    “ผมจะไม่กราบเรียนว่าถ้อยคำที่นายกฯ อ่านและทุกคนกล่าวตามว่าอย่างไร และไม่ทราบว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของการอ่านตามนั้น และแค่นั้น เป็นเพราะเหตุใด แต่จะอธิบายได้กลางๆ รวมประโยคเดียวเท่านั้น ที่ไม่อาจจะขยายความไปอีก นั่นคือการถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์  คำนี้ผมไม่ได้พูดขึ้นเอง ในหนังสือของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งบอกถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแต่ละมาตรา รวมถึงมาตรา 161 การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นเป็นเรื่องที่ต้องการยืนยันต่อองค์ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยคือพระมหากษัตริย์ เพื่อให้เกิดความไว้วางใจในตัวผู้กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณ ใครเป็นคนไว้วางใจคือพระมหากษัตริย์"
จบแล้วไม่ต้องตีความ
     นายวิษณุกล่าวอีกว่า คำวินิจฉัยหรือคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ในคำวินิจฉัยว่า “ดังนั้น การถวายสัตย์ปฏิญาณจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง ครม.กับพระมหากษัตริย์ เขียนเหมือนกับเจตนารมณ์ และมาตรา 161 เป็นการยืนยันความสัมพันธ์ระหว่าง ครม.กับพระมหากษัตริย์ ขอขีดเส้นใต้คำว่า "ถวายสัตย์" ซึ่งรัฐธรรมนูญได้แยกออกเป็น 2 คำ คือคำว่า "ปฏิญาณ" กับ "ถวายสัตย์" โดย ส.ส.จะเข้ารับหน้าที่ต้องทำปฏิญาณตน ส่วน ครม.ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ ในรัฐธรรมนูญใช้คำว่า "ปฏิญาณ" 3 แห่ง กับบุคคล 3 ประเภท คือ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ส.ส. และ ส.ว. การปฏิญาณจะลุกขึ้นยืนและกล่าว ส่วนการ "ถวายสัตย์ปฏิญาณ" ทำที่ไหนก็ได้ แต่สำคัญคือต้องมีผู้รับการถวายสัตย์ปฏิญาณอยู่เท่านั้น คือ พระมหากษัตริย์ จึงใช้คำว่าถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นราชาศัพท์เต็มรูปแบบ ทำกับพระมหากษัตริย์ ซึ่งแปลว่ามีผู้ถวายและมีผู้รับการถวาย จึงอดคิดไม่ได้ว่าไม่มีใครมีสิทธิ์จะเปลี่ยนแปลงถ้อยคำนั้น ใครจะเป็นคนอนุญาตล่ะ แต่การถวายปฏิญาณ มีผู้ถวายและรับการถวาย ดังนั้นเมื่อมีการถวายจึงจบลงด้วยการมีพระราชดำรัสตอบทุกครั้งไป
     "การถวายสัตย์ปฏิญาณทำกับบุคคล 4 ประเภทเท่านั้น คือ องคมนตรี รัฐมนตรี ผู้พิพากษา และตุลาการ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชดำรัสตอบ ไม่มีเรื่องลับอะไร ต่อมายังมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระราชดำรัสทุกคำมายังรัฐบาลอีกด้วยซ้ำไป เมื่อวันที่ 27 ส.ค. เป็นคำที่ครม. 36 คนจำได้ขึ้นใจ และเมื่อ ครม.ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว ได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ ครม. รับพระราชทานพระราชดำรัสใส่เกล้าใส่กระหม่อม ไม่ต้องตีความ แต่นี่คือพระบรมราชานุญาต และปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ถ้าวันนี้ยังไม่ถือว่าปฏิบัติหน้าที่ เพราะถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ พอดีพอร้าย คสช.ก็ยังอยู่ มาตรา 44 ก็อยู่ รัฐบาลเก่าก็ยังอยู่ รัฐบาลใหม่โมฆะ" นายวิษณุกล่าว 
    นายวิษณุกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่บอกว่าจะเจอเรื่องมาตรฐานจริยธรรม ก็ไม่เป็นไร เจอก็ต้องไป ไปได้ไม่ได้ก็สุดแท้แต่ ถ้าคิดว่ามีประเด็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรม สามารถส่งเรื่องไปที่ ป.ป.ช. และ ป.ป.ช.จะไปร้องต่อศาลฎีกา และว่ากันเลยตรงนั้น จึงไม่มีอะไรต้องวิตก ทุกอย่างจึงดำเนินไปปกติ รัฐบาลมีหน้าที่เดินหน้าปฏิบัติงานไปด้วยกำลังใจ และความมุ่งมั่น เพื่อให้เป็นไปตามพระราชดำรัส และพรที่ได้รับเพื่อปฏิบัติตาม
    จากนั้น นายสุทิน คลังแสง ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวสรุปว่า นายกฯ มีความจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ไม่ปฏิบัติตามจนเป็นนิสัย ถือเป็นการละเมิดกฎหมายอย่างอุกอาจชัดเจน ไม่ได้ให้ความกระจ่างเลยว่าการถวายสัตย์ฯ ผิดพลาดหรือไม่ ทำให้สังคมไทยกังวลยิ่งขึ้นต่อการไม่ปฏิบัติและรักษารัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นตาสีตาสาพลาด ไม่น่ากังวล แต่ถ้านายกฯ ทำผิด อานุภาพการทำลายทำให้ 65 ล้านชีวิตน่ากังวล มดบ้าคลั่งไม่น่ากลัว แต่ถ้าช้างบ้าคลั่งนั้นน่าเป็นห่วง ทุกคนหวังจะได้คำตอบ แต่กลับได้รับความผิดหวัง เสียใจนับครั้งไม่ถ้วน ยังให้สัมภาษณ์ไม่ลาออก ไม่ปรับ ครม. ไม่ตอบถือว่าเป็นสิทธิ์ของผม ถามว่าแบบนี้ท้าทายกันหรือไม่ พอมารอความหวังจากนายวิษณุก็ผิดหวังเสียใจ ผมเคยชื่นชอบว่าท่านเก่ง แต่ผิดหวังมาก 
อัด"บิ๊กตู่-วิษณุ"ถึงฟ้าต่ำ
    "พล.อ.ประยุทธ์และนายวิษณุกำลังจะร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ต่อไปไม่ต้องดูตามมาตรา 161 วรรคสอง ที่เนื้อหาสาระไม่ต้อง ขอให้กระบวนการครบถ้วนสมบูรณ์พอ ท่านทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก วันนี้ยังฝากแผลใจไว้ แม้จะวนจะบิดอย่างไรก็ตาม ถือเป็นการดึงฟ้าต่ำมาปกป้องตนเอง แล้วจะทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรมโดยสิ้นเชิง มาตรา 161 วรรคสอง ถือว่าตัดออกไม่มีผลแล้วใช่หรือไม่ ถามว่าถ้าเป็นนายกฯ คนอื่นชื่อนายทักษิณ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยอมได้หรือไม่ ถ้านายกฯ ชื่อสุทิน รับรองแหลกเป็นจุณ แต่นี่เป็นประยุทธ์ วิษณุ ชาวบ้านบอกทำอะไรก็ไม่ผิด ความยุติธรรมไม่มี สามัคคีไม่เกิด ความปรองดองก็จะไม่เกิด"
    ช่วงท้ายนายสุทินกล่าวว่า สถาบันที่เราเคารพ พิธีกรรมที่เคยศักดิ์สิทธิ์ ต่อไปอาจไม่ศักดิ์สิทธิ์ สมมุติในหมู่บ้านมีศาลพระภูมิเป็นที่ยึดเหนี่ยว ผู้ใหญ่เคยนำลูกบ้านกราบไหว้ แต่ถ้าหมู่บ้านใด ผู้ใหญ่ไม่นำพาหมู่บ้านกราบศาลพระภูมิ ในที่สุดศาลที่เคยศักดิ์สิทธิ์ลดลงๆ ในที่สุดหมูหมากาไก่มันก็เยี่ยวใส่ ทหารต้องรู้จักพันท้ายนรสิงห์ แค่นายกฯ สละตนเองลาออกเพื่อบำรุงพระบรมโพธิสมภาร ทำไมจึงทำไม่ได้ เพื่อว่า ศาลพระภูมิศักดิ์สิทธิ์นะ เฮี้ยนนะ การกลับมาไม่ยาก 250 ส.ว.ก็พร้อมยกมือให้ท่านอยู่แล้ว พวกผมก็ยินดีเป็นฝ่ายค้าน 
    จากนั้นประธานที่ประชุมสั่งปิดการอภิปราย ในเวลา 18.15 น. และแจ้งการปิดสมัยการประชุมสภาตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.53 น. ภายหลังชี้แจง พล.อ.ประยุทธ์เดินทางออกจากห้องประชุมสภา เพื่อไปร่วมพิธีมหามงคลบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ พระลานพระราชวังดุสิต
    ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า หลังร่วมงานพิธีมหามงคลบำเพ็ญพระราชกุศลฯ จะกลับเข้าสภาเพื่อมาตอบคำถามอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “รับข้อเสนอไว้ทั้งหมด เดี๋ยวมีคนตอบให้ ส่วนเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบเป็นสิทธิ์ที่จะไม่ตอบ เมื่อถามว่านายกฯ ยังไม่ได้ชี้แจงเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เดี๋ยวมีคนชี้แจง ตนให้แนวทางชี้แจงไปแล้ว นายวิษณุจะเป็นผู้ชี้แจง เมื่อถามย้ำว่า หลังจากร่วมพิธีจะไม่กลับเข้ามาสภาอีกแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า งานสวดมนต์เลิก 3 ทุ่ม ถ้ากลับมาคงเลิกประชุมแล้ว จะเอาอะไรกับตนนักหนา.
    
    


วันก่อน........ "เพนกวิน" โพสต์ "พวกเราไม่ใช่ 'เด็ก' ของใคร" หมายถึงที่ปลุกระดม "ล้มเจ้า" ไม่มีใครอยู่เบื้องหน้า-เบื้องหลัง พวกเขาคิดกันเอง-ทำกันเอง ว่างั้น!

ใครทน 'ธรรมศาสตร์ไม่ทน'?
สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส
"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน