ทำหน้าที่เสร็จแล้ว รัฐบาลเตือนฝ่ายแค้นหัวทิ่มล่าชื่อยินฟันจริยธรรม


เพิ่มเพื่อน    

 “ประยุทธ์” สวมบทเตมีย์ใบ้ไม่แจงเอกสารโครงข่ายขบวนการทำลายประเทศ “วิษณุ” เผยรัฐบาลทำหน้าที่เสร็จสิ้นแล้ว เตือนข้อเสนอวันนอร์ ระวังหัวทิ่ม เพราะ ป.ป.ช.เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามที่ศาลสั่งไว้ “หัวหน้าประชาชาติ” ลั่นเดินหน้าล่าชื่อลงดาบด้านจริยธรรม แต่ “หญิงหน่อย” แบ่งรับแบ่งสู้ พร้อมใจประสานเสียงลูกหาบสับ “นายกฯ” ไม่เคารพประชาชน สะพัด! เพื่อไทยร้าว บี้ปรับปรุงทีมบริหารใหม่ก่อนแตก   

    เมื่อวันพฤหัสบดี ยังคงมีความต่อเนื่องจากญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 152 เมื่อวันที่ 18 ก.ย. โดยเฉพาะกรณีเอกสารโครงข่ายขบวนการทำลายประเทศ ที่ปรากฏบนโต๊ะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวสั้นๆ ว่า "ไม่ได้ให้ใคร" 
เมื่อถามย้ำว่า หน่วยงานใดส่งมาให้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที โดยมอบหมายให้นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงแทน ซึ่งนางนฤมลระบุว่า ทราบเพียงว่าเป็นเอกสารชั้นความลับ ไม่มีการเปิดเผย โดยฝ่ายความมั่นคงเสนอมาให้นายกฯ ไม่ได้เห็นรายละเอียดเนื้อหาข้างในว่าเป็นอย่างไร แต่คิดว่านายกฯ ไม่ได้มีเจตนาให้ปรากฏภาพเอกสารดังกล่าวออกมา แต่เข้าใจว่าการเตรียมเอกสารจำนวนมากให้นายกฯ ก็คงมีเอกสารดังกล่าวติดเข้าไปด้วย และนายกฯ ก็ไม่ทราบว่าจะมีช่างภาพมาถ่ายรูปท่านโดยมีเอกสารดังกล่าวอยู่
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านเตรียมเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายกฯ กังวลต่อเรื่องนี้หรือไม่ นางนฤมลกล่าวว่า นายกฯ ไม่มีความกังวลอะไร และได้ฝากแจ้งต่อทุกฝ่ายว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนควรนำความสามารถและสรรพกำลังที่มีมาร่วมกันช่วยแก้ปัญหาให้กับประชาชน เพราะตอนนี้ไม่ได้มีแค่ปัญหาน้ำท่วม แต่มีอีกหลายเรื่องที่ ส.ส.สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้ ดีกว่าจะไปปักหลักอยู่กับประเด็นเดิมๆ 
ต่อมา ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวสั้นๆ ในเรื่องนี้อีกครั้งก่อนเดินทางลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีว่า “อยากรู้เหรอ เธออยู่ในรายชื่อนั้นหรือ เปล่าใช่ไหม” และเมื่อถามว่าเอกสารดังกล่าวเชื่อมโยงกับกลุ่มนักการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป็นเรื่องฝ่ายความมั่นคง เอกสารลับก็คือเอกสารลับ จะมาเผยแพร่ได้อย่างไร
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า ไม่ทราบว่ามีนัยอะไรหรือไม่สำหรับหนังสือฉบับนั้น แต่ต้องบอกว่าทุกคนรักชาติรักแผ่นดิน เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันหลัก คือหน้าที่ของพรรคการเมือง แต่นายกฯ อาจเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่ารัฐบาลกับความเป็นรัฐคือคนละเรื่องเดียวกัน รัฐคือชาติ รัฐบาลคือคณะหนึ่งที่มาทำงานแทนประชาชน และขณะนี้ต้องถูกตรวจสอบ ต้องถูกถ่วงดุลตามระบอบประชาธิปไตย แต่เวลาเมื่อมีใครพูดติติงรัฐบาล นายกฯ ก็บอกว่านี่คือการทำลายชาติ จึงอยากให้นายกฯ ทำความเข้าใจใหม่
ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงภาพรวมการอภิปราย ว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยดี ซึ่งเจตนาของมาตรา 152 ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องการให้สอบถามเพื่อที่รัฐบาลจะนำไปใช้ประโยชน์ ไม่ใช่การต่อสู้ทางการเมือง บรรยากาศก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ส่วนที่ฝ่ายค้านยังติดใจอยู่นั้น เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีปัญหาใดๆ ตอนนี้ถือว่ารัฐบาลทำในส่วนของรัฐบาลเสร็จสิ้นแล้ว 
      ไม่ได้ว่าอะไร ทำไปเถอะ แต่ที่ฝ่ายค้านบอกว่าไม่ชัดเจนนั้น ความจริงมันชัดเจนได้ ถ้าฝ่ายค้านไม่ตัดบทการชี้แจงของรัฐบาลก่อน” นายวิษณุกล่าวตอบคำถามว่าฝ่ายค้านมองว่าตอบไม่ชัดเจนจึงจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เตือนวันนอร์ระวังแห้ว
          เมื่อถามถึงกรณีที่นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรค พท. อภิปรายทำนองว่านายวิษณุพยายามดึงฟ้าต่ำ จะชี้แจงอย่างไร นายวิษณุตอบว่าไม่มีอะไรชี้แจง
นายวิษณุยังกล่าวถึงกรณีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ จะเข้าชื่อเพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อส่งไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อส่งเรื่องให้ศาลฎีกาให้พิจารณา ว่าเข้าข่ายผิดประมวลจริยธรรม ว่าเมื่อเห็นว่าเป็นช่องทางก็ไม่มีปัญหา แต่ ป.ป.ช.นั้นก็เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์ จึงไม่มีองค์กรใดสามารถตรวจสอบ แต่ถ้าคิดว่าช่องทางนี้จะไปได้ ก็ไม่ได้มีปัญหา รัฐบาลไม่ได้ติดใจอะไร
    นายวิษณุยังกล่าวถึงความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการใกล้เสร็จแล้ว โดยที่มาของรายได้ที่จะนำไปใช้ในโครงการต่างๆ ฝ่ายค้านไปยกเอามาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญขึ้นมา แต่ความจริงมาตรา 142 ของรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายต้องแสดงแหล่งที่มาของรายได้ ซึ่งจะพิจารณาในเดือนหน้า และมีการแสดงรายละเอียดกัน แต่ในนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาที่ผ่านมานั้นไม่สามารถไปลงรายละเอียดอะไรได้
    นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ต้องขอบคุณหลายฝ่าย ทั้งทางรัฐสภา ครม. ฝ่ายค้าน และ ส.ส.ทุกคน ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่การอภิปรายเสร็จสิ้นเร็วกว่าที่คาดไว้ และเมื่อดูจากบรรยากาศก็ไม่ได้มีอะไรหนักอย่างที่เราคาดไว้ 
       ขณะที่นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงได้ดี ส่วนในเรื่องปมถวายสัตย์ฯ นั้น นายวิษณุก็ตอบได้ชัดเจน เชื่อว่าประชาชนเข้าใจดี และอยากให้พรรคร่วมฝ่ายค้านยุติเรื่องนี้ได้แล้ว เอาเวลามาร่วมกันทำงานให้กับพี่น้องประชาชนในบทบาทหน้าที่ที่ได้รับจะดีกว่า ส่วนกรณีที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อนั้น ถือเป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ตามกลไกรัฐสภา แต่อยากขอเวลาให้รัฐบาลได้ทำงานให้กับพี่น้องประชาชนก่อน 
“นายปิยบุตรน่าจะเสนอแนะนโยบายบริหารงานบ้าง แทนที่จะมาเอาเป็นเอาตายไล่บี้ พล.อ.ประยุทธ์ในเรื่องนี้ และขอให้นายปิยบุตรเคารพกระบวนการยุติธรรมของไทยบ้าง โดยเฉพาะองค์การอิสระตามรัฐธรรมนูญต่างๆ เพราะคนไทยทั้งประเทศยังเชื่อมั่นและศรัทธากระบวนการยุติธรรมของไทย อย่าให้เหมือนอดีตผู้นำบางคนที่ไม่ยอมรับจนต้องไปอยู่ต่างประเทศ และอย่าพยายามดิสเครดิตองค์กรอิสระโดยกล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์อีกเลย”
น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. มองว่า บรรยากาศภาพการอภิปรายเป็นไปด้วยดี แต่ยังมีคำถามค้างคาใจในการอภิปรายของนายสุทินที่อภิปรายปิดท้าย โดยเฉพาะประเด็นศาลพระภูมิ จึงอยากให้นายสุทินชี้แจงและอธิบายความหมายของศาลพระภูมิที่พูดในรัฐสภา ว่าต้องการสื่ออะไร
    ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมหารือกันในเร็วๆ นี้ต่อประเด็นการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญเพื่อยื่นเรื่องต่อประธานสภาฯ ให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา เพื่อไต่สวนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีการกล่าวคำถวายสัตย์ฯ โดยการเข้าชื่อต้องใช้เสียง ส.ส. 151 รายชื่อ โดยสามารถทำได้แม้เป็นช่วงของการปิดสมัยประชุมสภาก็ตาม
รุมสับไม่เคารพประชาชน
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และรองหัวหน้าพรรค พท. ระบุว่า ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ให้ความสำคัญกับการทำงานของสมาชิกสภา ไม่แยแส ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ ไม่อยู่ในสายตา การตอบคำถามก็ตอบแบบขอไปที ประเด็นที่เป็นคำถามสำคัญก็ไม่ตอบ ประเด็นการชี้แจงแหล่งที่มารายได้ก็ไม่ตอบ พอตอบก็ตอบแบบไม่รู้ พูดวกวนสับสนไม่เข้าใจ   
“สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์แสดงเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงการสร้างความไม่เชื่อมั่น ทำลายศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล รวมทั้งสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน เพราะประชาชนไม่รู้ว่าจะไปพึ่งใคร วันหนึ่งประชาชนหมดความอดทนกับรัฐบาล เชื่อว่าจะระเบิดออกมา ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ในการอภิปรายและเสนอแนะทางออกให้กับรัฐบาล แต่รัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ต่างหากที่ไม่ให้ความสำคัญและไม่เคารพต่ออำนาจประชาชน”    
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ชื่นชมการทำงานของ ส.ส.ฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ อภิปรายเข้าเนื้อหา มีความชัดเจน เสียดายที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช้เวทีสภาตามที่ควรจะทำในระบอบประชาธิปไตยในการตอบข้อซักถาม หาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่กลัวสภา แล้วทำตัวอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ กลายเป็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ถูกเขียนด้วย คสช. เพื่อสืบทอดอำนาจ เมื่อสืบทอดอำนาจได้แล้วก็ไม่ได้สนใจจะทำตามรัฐธรรมนูญที่ตนเองเขียน เราจะปล่อยให้ประเทศเป็นอย่างนี้ต่อไปหรือ
     ส.ส.ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างเต็มที่ มีเพียงนายกฯ ที่ไม่ทำอะไรเลย และไม่ตอบอะไร หรือตอบไม่ตรงคำถาม ทำให้เห็นชัดเจนว่านายกฯ เลือกไม่จบปัญหานี้เอง ในภายภาคหน้าไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ ครม.อนุมัติ สิ่งที่นายกฯ ทำขัดรัฐธรรมนูญ อาจไม่โชคดีมีองค์กรอิสระอุ้มแบบวันนี้ เมื่อถึงวันนั้นไม่ได้ห่วงจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวนายกฯ แต่ห่วงว่าโครงการที่ ครม.อนุมัติจะถูกยกเลิก เป็นโมฆะ เกิดผลเสียต่อประชาชน” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว
        เมื่อถามถึงข้อเสนอของนายวันมูหะมัดนอร์ ที่จะล่าชื่อยื่นเรื่องว่า พล.อ.ประยุทธ์ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ฝ่ายค้านจะดำเนินการภายในกรอบรัฐธรรมนูญ ถ้าทำได้ก็จะทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน โดยฝ่ายกฎหมายของแต่ละพรรคก็กำลังหารือกัน คาดว่าคงได้รับทราบผลในเร็วๆ นี้    
      นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรค พท. กล่าวถึงกรณีทวิตเตอร์จัดอันดับเทรนด์ฮิตในไทยพบ “#ประยุทธ์ออกไป” ขึ้นที่ 1 ว่าไม่เหนือความคาดหมาย เพราะพฤติกรรมในสภาของ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคารพ และไม่ให้เกียรติสภาที่เป็นศูนย์รวมของผู้แทนประชาชน ซึ่งการไม่เคารพสภาคือการไม่เคารพประชาชน แต่ที่ต้องเห็นใจคือการออกมาชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ชนิดค้านสายตาประชาชนของเหล่าหางเครื่อง ว่าตอบชัด สอบผ่าน ซึ่งถือเป็นงานระเบียบปฏิบัติประจำ ซึ่งไม่น่าจะมีใครได้ประโยชน์ ควรเอาเวลาไปปรับปรุงคุณภาพการตอบคำถาม ยกระดับการทำงานในสภาของ พล.อ.ประยุทธ์ เคารพสภา เคารพประชาชนให้มาก เพราะหากยังคงมีมาตรฐานการทำงานระดับนี้ “#ประยุทธ์ออกไป” จะขึ้นอันดับ 1 อีกหลายครั้ง
ด้านนายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อภิปรายว่าการยึดอำนาจเป็นกบฏ ถ้าตนเองยิงคนเป็นกบฏไม่ผิดกฎหมาย ว่าในฐานะเป็นคนที่เรียนมาด้านกฎหมาย เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิพากษา ทั้งเคยสอนวิชากฎหมาย ขอยืนยันว่าประมวลกฎหมายอาญาไม่มีบทบัญญัติมาตราใดที่บัญญัติว่าบุคคลหนึ่งบุคคลใดสามารถใช้อาวุธปืนยิงหรือใช้อาวุธอื่นฆ่าผู้ที่กระทำผิดฐานเป็นกบฏหรือกระทำผิดฐานอื่นๆ ได้ โดยถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย น่าสงสัยว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายอาญาดังที่อ้าง หรือไม่รู้เลย
สะพัด“เพื่อไทย”ร้าว
    ขณะเดียวกัน ยังมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในพรรค พท. โดยมีรายงานแจ้งว่า พรรคเริ่มมีปัญหาคลื่นใต้น้ำจากกลุ่ม ส.ส.หลายส่วน โดยเฉพาะภาคอีสาน เพราะมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการบริหารจัดการของพรรค เช่น การจัดสรรเก้าอี้ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ซึ่ง ส.ส.หลายคนมองว่าตัวเองน่าจะมีโอกาส แต่พลาดหวัง ขณะที่บางคนเคยดำรงตำแหน่งมาแล้วยังได้รับการแต่งตั้งอีก โดยผู้ใหญ่ไม่สามารถให้คำตอบถึงเหตุผลการตัดสินใจได้ชัดเจน ซึ่งทำให้มี ส.ส.กลุ่มหนึ่งโหวตสวนมติพรรค รวมทั้งงดออกเสียงในการตั้งคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาการดำเนินการโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่แพ้โหวตจนไม่สามารถตั้งคณะ กมธ.การขึ้นมาได้ ซึ่งหลังการลงมติดังกล่าว ผู้ใหญ่ในพรรคก็ไม่ได้ว่ากล่าวตักเตือนเท่าที่ควร ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง 
“ล่าสุดก็มีกระแสข่าวแกนนำพรรค พปชร.เชิญ ส.ส.อีสานหลายคนไปร่วมทานอาหารเช้าที่โรงแรมแห่งหนึ่งก่อนการอภิปรายโดยไม่ลงมติในวันที่ 18 ก.ย. ซึ่งกลุ่ม ส.ส.ต่างมองว่า นอกจากการขอให้ดึงเวลาการอภิปรายให้น้อยที่สุดแล้ว อาจมีนัยทางการเมืองอะไร หรือเป็นแค่เหตุบังเอิญ เพราะทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลต่างก็มีเสียงปริ่มน้ำกันอยู่ แต่ที่ทำให้ ส.ส.ตั้งข้อสงสัยมากที่สุดคือ เหตุการณ์เกิดไล่เลี่ยกัน ทำให้ ส.ส.มองเป็นทางเดียวกันว่า หากพรรคไม่ปรับเปลี่ยนการบริหาร อาจทำให้เกิดความขัดแย้งในพรรคก็มีสูงขึ้น” รายงานระบุ
นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวเป็นคนชักชวนเพื่อน ส.ส.อีสานหลายสิบคนไปร่วมทานข้าวกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตร ว่าในวันประชุมสภาออกจากบ้านย่านรังสิตประมาณ 7 นาฬิกา รถติด กว่าจะมาถึงสภาก็กว่า 8 โมง มาลงชื่อแสดงตนในเวลา 08.40 น. สามารถไปตรวจสอบได้ แล้วข่าวที่ออกมาว่าตนและเพื่อน ส.ส.อีสาน 14 คนไปทานข้าวช่วง 09.00 น. จะเป็นไปได้อย่างไร ไปย้อนดูกล้องวงจรปิดก็ได้ 
“พอรู้ว่าใครเป็นคนให้ข่าว ไม่รู้ต้องการอยากจะฆ่าพวกเดียวกันเองหรือไม่ ทั้งๆ ที่เราอยู่พรรคเดียวกันแท้ๆ คงไม่มีเวลาไปทะเลาะ ใครจะทะเลาะกับใครก็ทะเลาะกันไป ไม่ขอไปยุ่งด้วย รวมทั้งเรื่องนี้กลุ่ม ส.ส.ก็ไม่ได้ถูกภาคทัณฑ์ ลงโทษจากแกนนำพรรค อย่างที่กระแสข่าวระบุด้วย วันนี้กลุ่ม ส.ส.ร้อยเอ็ดและเพื่อน ส.ส.อีสานยังเหนียวแน่น ผมกับนายสมศักดิ์ยอมรับว่ารู้จักกันมานาน เพราะเป็นผู้แทนด้วยกันมาตั้งแต่ 2529 จากพรรคกิจสังคม แต่ไม่เคยได้รับการติดต่อทาบทามให้ไปร่วมงานการเมืองด้วย และอยากให้ย้อนไปดูตอนโหวต ผมและเพื่อน ส.ส.เคยแหกโผพรรค ไปโหวตช่วยทางโน้นหรือไม่ ก็ไม่มี  เรื่องนี้ไม่เข้าใจเจตนาลึกๆ คนให้ข่าวจริงๆ” นายนิรันดร์กล่าว
วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวถึงกรณี น.ส.พรรณิการ์ วาณิช โฆษกพรรค อนค. ได้กล่าวว่ารัฐธรรมนูญนี้เฮงซวยทุกมาตรา บนเวทีสัมมนาที่ จ.มหาสารคาม เมื่อวันที่ 15 ก.ย.นั้น อาจถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ที่กำหนดข้อห้ามไว้ตามมาตรฐานทางจริยธรรม 2561 ข้อ 5 และข้อ 6 สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการไต่สวนและตรวจสอบการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ต่อไป โดยจะเดินทางไปในวันศุกร์ที่ 20 ก.ย.2562 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำ ปากเกร็ด นนทบุรี.
 


เฮ้อ..... เราจะต้องนับหัวคนป่วย-คนตายเป็น "ปฏิทินรายวัน" กันอีกนานมั้ยเนี่ย? พูดแล้วก็เหงาใจนัก! แต่ไม่น่ะ....

'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"
ที่สุด 'ในสถานการณ์' คิดบวก
โควิด-๑๙ 'ภาคนรก-สวรรค์'