นี่ไง....'ใบเสร็จปล่อยกู้พรรค'


   

              ทอนเอ้ย....

                ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.และเขาแปะข้างฝาให้คนดูเมื่อวาน (๒๐ ก.ย.๖๒) นั่นน่ะ

                บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของทอน

                หรือ.....

                บัญชีคุกและการยุบพรรคของทอนกันแน่...หือ?

                ใครเป็นกุนซือกฎหมายให้นะ น่าเรียกมาดีดไข่ซักที จริงๆ ด้วย

                ตั้งพรรคการเมือง ก็ต้องรู้กฎหมายพรรคการเมือง

                แต่นี่ ตั้งพรรคแล้ว "หัวหน้าพรรค" ทำตัวเป็นนายทุน "เงินกู้นอกระบบ"

                ปล่อยเงินให้พรรคตัวเองกู้ เล่นดอกร้อยละ ๗.๕ เพลินไปเลย

                มันผิดกฎหมายพรรคการเมืองเต็มตีนเลยรู้มั้ย?

                ผิดอย่างไรนั้น เดี๋ยวค่อยว่ากัน ไปดูบัญชีทรัพย์สินฯ ที่ทอนยื่นต่อ ป.ป.ช.กันก่อน

                ในบัญชีนั้น..........

                แจ้งหนังสือสัญญากู้เงินที่ "พรรคอนาคตใหม่" กู้ยืมจาก "นายธนาธร" มี ๒ สัญญา

                -สัญญาลงวันที่ ๒ ม.ค.๖๒ 

                นายนิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ เหรัญญิกพรรค ปฏิบัติหน้าที่แทน หน.พรรค เป็นผู้ทำสัญญากู้

                นายปิยบุตร แสงกนกกุล และนายพุฒิพงศ์ พงศ์อเนกกุล เป็นพยานในสัญญากู้ จำนวน ๑๖๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท พรรคอนาคตใหม่ ตกลงจะชำระเงินกู้ ภายใน ๓ ปี โดยแบ่งเป็น ปีที่ ๑ ชำระ ๘๐  ล้านบาท ปีที่ ๒ ชำระ ๔๐ ล้านบาท

                และปีที่ ๓ ชำระ ๔๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕/ปี

                -สัญญาลงวันที่ ๑๑ เม.ย.

                นายนิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ เหรัญญิกพรรค ปฏิบัติหน้าที่แทน หน.พรรค เป็นผู้ทำสัญญากู้

                นายปิยบุตร แสงกนกกุล และนายพุฒิพงศ์ พงศ์อเนกกุล เป็นพยาน เป็นการกู้เงินจำนวน ๓๐ ล้านบาท

                พรรคอนาคตใหม่ ตกลงจะชำระเงินกู้ภายใน ๑ ปี คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๒ ต่อปี

                นายธนาธรได้แจ้งด้วยว่า ในสัญญากู้เงินวันที่ ๒ ม.ค.๖๒ พรรคอนาคตใหม่ ได้ชำระหนี้สินบางส่วนแล้ว

                ส่วนสัญญาวันที่ ๑๑ เม.ย.๖๒ พรรคเพิ่งได้รับเงินกู้จากนายธนาธรจำนวนหนึ่ง ในวันที่ทำสัญญา  ๒,๗๐๐,๐๐๐ บาท

                ก็สรุปว่า มัดมือ-มัดตีนตัวเองเป็นหมูรอเชือด ในเรื่องพรรคกู้ยืมเงิน ตามที่ทั้ง ๓ "ธนาธร, ปิยบุตร, พรรณิการ์" เที่ยวคุยโวไว้เอง

                ต่างเพียงตัวเลขกู้ ตามที่คุยกับบัญชีที่ยื่น ไม่ตรงกันเท่านั้น

                และในทางเดียวกัน นี่เท่ากับยืนยันคำร้องของ "นายศรีสุวรรณ จรรยา" ที่ร้องต่อ กกต.ให้สอบสวน

                กรณี "นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" หน.พรรคอนาคตใหม่ ให้พรรคยืมเงิน ๑๑๐ ล้านบาท เพื่อทำกิจกรรมการเมืองช่วงก่อนการเลือกตั้ง

                ว่าเข้าข่ายกระทำการขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐  มาตรา ๖๖ หรือไม่?

                กกต.รับเรื่องไปดองเค็มไว้นาน จนเมื่อวาน พอ ป.ป.ช.แปะบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินนายธนาธร ประจักษ์ชัด "เป็นทางการ" เท่านั้น

                กกต.โดย "พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา" เลขาฯ เปิดสวิตช์ทันที

                "สัปดาห์หน้า สำนักงาน กกต.จะส่งเรื่องสู่ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อพิจารณา"

                ครับ....

                บัญชีทรัพย์สินฯ ที่ธนาธรยื่น เท่ากับยื่นคำรับสารภาพอยู่ในตัว ว่าพ้ม...หัวหน้าพรรค ปล่อยเงินกู้ให้พรรคจริง

                "ชะนีน้ำเดิน" ซะขนาดนี้

                กกต.ซึ่งรอทีอยู่นานแล้ว สะด๊วบทันที!

                ก็น่าอิจฉานะ บทจะอั้น ก็อั้น บทจะออก ก็พรวดเลยทั้งบนและล่าง ธนาธรรวยเละ

                คดีหุ้นสื่อ ศาลรัฐธรรมนูญนัดเดือนหน้า คดีปล่อยเงินกู้พรรค สัปดาห์หน้า กกต.ก็จะ "หมุนกงล้อ" ครั้งที่หนึ่ง

                ขอให้โชคคคคคคดีนะ ธร!

                เรื่องกฎหมาย ต้องเชื่อท่านอาจารย์ "ชูชาติ ศรีแสง" เชื่อผมหรือเชื่อแป้ง อาจเป๋

                ท่านให้ความรู้เป็นวิทยาทานการคุกไว้เมื่อ ๒๒ พ.ค.๖๒ นำมาปัดฝุ่นกันหน่อย

                Chuchart Srisaeng

                .....กรณีพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจำนวน ๑๑๐ ล้านบาท พิจารณาไปทางไหนมันก็มืดมิดสนิท

                เคยเขียนว่า พรรคการเมืองจะนำเงินของพรรคไปใช้หนี้เงินกู้ยืมไม่ได้ ถ้าฝ่าฝืน หน.พรรคและ กก.พรรค

                มีความผิดตามมาตรา ๑๓๒ มีโทษคุกตั้งแต่ ๕ ปี ถึง ๑๐ ปี ฯลฯ

                .....แต่ยังมีปัญหาอื่นๆ ด้วย กล่าวคือ ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา ๖๒ ไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองกู้ยืมเงิน

                ซึ่งเมื่อพรรคการเมืองกู้ยืมเงินไม่ได้ การที่นายธนาธรอ้างว่า ให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจำนวน  ๑๑๐ ล้านบาท ย่อมไม่อาจกระทำได้

                .....ดังนั้นเงินจำนวน ๑๑๐ ล้านบาท จึงต้องถือว่าเป็นเงินที่นายธนาธรให้แก่พรรคอนาคตใหม่

                ซึ่งก็คือเป็นการ "บริจาค" ให้แก่พรรคอนาคตใหม่นั่นเอง ทั้งนี้ เป็นไปตามคำนิยามในมาตรา ๔ ที่ว่า

                 "บริจาค" หมายความว่า การให้เงินหรือทรัพย์สินแก่พรรคการเมือง

                .....ดังนั้นจึงต้องถือว่านายธนาธรบริจาคเงินดังกล่าวให้แก่พรรคอนาคตใหม่

                แต่ตามมาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้บุคคลใดบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมือง มีมูลค่าเกิน ๑๐ ล้านบาท ต่อพรรคการเมืองต่อปี

                .....วรรคสอง ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองจะรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งมีมูลค่าเกิน ๑๐ ล้านบาทต่อปี

                .....การที่พรรคอนาคตใหม่ รับเงินจำนวน ๑๑๐ ล้านบาท มาใช้จ่าย เพื่อดําเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรค ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า

                เป็นการรับเงินบริจาคที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเกินจำนวนตามมาตรา ๖๖

                จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน มาตรา ๗๒

                .....มาตรา ๗๒ ห้ามมิให้พรรคการเมือง และผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

                .....เมื่อมีการฝ่าฝืนมาตรา ๗๒ ก็เป็นกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๒ (๓)

                .....มาตรา ๙๒ เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทําการ อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น

.               ....(๓) กระทําการฝ่าฝืน ฯลฯ มาตรา ๗๒ หรือมาตรา ๗๔

                .....เมื่อศาลรัฐธรรมนูญดําเนินการไต่สวนแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองกระทําการตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง

                และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น

.               ....สรุปได้ว่า เรื่องเงิน ๑๑๐ ล้านบาท อาจมีผลให้พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบเหมือนพรรคไทยรักษาชาติ

                และกรรมการบริหารพรรค ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เช่นเดียวกับกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ

                นายธนาธรและบริวารจะอ้างว่าถูก คสช.กลั่นแกล้งไม่ได้ เพราะนายธนาธรและโฆษกพรรคเป็นผู้เปิดเผยเรื่องนี้เอง!

                ครับ....ก็เอวังด้วยประการฉะนี้แล

                นายปิยบุตร ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ เคยแถลงโต้ เมื่อ ๒๒ พ.ค.๖๒ ว่า

                -พรรคกู้เงิน ไม่ได้เป็นรายได้ แต่เป็นหนี้สิน ที่จะต้องชำระคืน

                -กฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมือง ไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับการกู้เงินเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่แค่นั้น  กฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายเอกชน เท่ากับว่า ถ้าไม่มีข้อห้ามแปลว่าทำได้

                ในคราบ ดร.อาจารย์สอนกฎหมาย พูดอย่างนี้ คนไม่รู้อาจหลงเชื่อตาม แต่เท่าที่ผมงูๆ ปลาๆ  ทราบว่า

                "พรรคการเมือง....

                เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน"

                ไม่ได้เป็นกฎหมายเอกชน อย่างที่ปิยบุตรแถลง

                หลักกฎหมายมหาชนนั้น ต้องมีกฎหมายให้อำนาจ จึงจะทำได้            

                ชัดๆ คือ ต้องทำเท่าที่กฎหมายบอกให้ทำเท่านั้น ผิดไปจากที่กฎหมายบอก ถ้าทำ "ผิดกฎหมาย"

                มาตรา ๖๒ บอกให้พรรคการเมืองมีรายได้จาก ๗ ฐานเท่านั้น จาก ๑-๗ ไม่มีฐานไหนเลย บอกว่าให้พรรคกู้ยืมเงินได้

                ก็ชัดเจนว่า กฎหมายไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองกู้ยืมเงิน ที่อนาคตใหม่กู้ยืมนายธนาธร เท่ากับฝ่าฝืนกฎหมาย

                ยิ่งอ้างเงินกู้ ไม่ใช่รายได้ เพื่อเลี่ยงคำว่า "รายได้" ตามมาตรา ๖๒ นั่นยิ่งตอกย้ำว่าทำผิดกฎหมายหนักลงไปอีก

                คือมันผิดกฎหมายทั้งขึ้น-ทั้งล่อง

                พรรคกู้เงิน ก็ผิดอยู่แล้ว ถ้าบอกว่าเงินกู้ไม่ใช่รายได้ แล้วจะให้เป็นเงินอะไรล่ะ?

                เงินธนาธรบริจาคให้พรรคหรือ?

                เป็นเงินบริจาคก็ผิดอีก ตามมาตรา ๖๖ ที่ห้ามบริจาคเกิน ๑๐ ล้าน/ปี

                มันแถไปทางไหนไม่ได้หรอก ยิ่งมาตรา ๘๗ บอกว่า เงินและทรัพย์สินของพรรคการเมืองต้องนําไปใช้จ่ายเพื่อดําเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมือง ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของพรรคการเมืองและสมาชิก และค่าใช้จ่ายในการบริหารพรรคการเมือง...ฯลฯ....

                ไม่ได้บอกเลยว่า.........

                ให้เอาเงินของพรรคไปจ่ายเงินกู้-เงินดอกได้    

                ก็ตาย "ยกพรรค" ลูกเดียวแหละ ทอนเอ้ย! 

 


ผม "หายไป" ด้วยท้องไส้ไม่สบายซะหลายวันแต่วันนี้ ๒๑ ตุลาไม่หายก็ต้องหาย เพราะเป็นวันครบรอบอีกขวบของไทยโพสต์ ยังไงๆ ก็ต้องเอาหน้ามาเจอกัน ที่สำคัญ........

'ทอน' ไม่รู้! แล้วจะรอดหรือ
ธาตุแท้อนาคตใหม่
งบฯ ผ่าน ไม่ยุบ ไม่ออก
'ความเมือง' ในไทยยุคที่ ๓
อย่าให้ฝ่ายแค้นแหกตา
ธนาธร:ไก่อ่อนเผยอเป็นอินทรี