ผวาติดคุก4นปช.สารภาพ ส่งศาลฎีกาพิจารณาใหม่


   

 "4 แกนนำ นปช." ผวาคุก! เปลี่ยนแผนกลับคำให้การรับสารภาพในวินาทีสุดท้ายคดีพาม็อบบุกบ้านป๋าเปรม เลื่อนอ่านฎีกาส่งคืนศาลฎีกาพิจารณาใหม่ "ณัฐวุฒิ" เล่นละคร ขาเดินเข้าศาลคุยคำโตติดคุกไม่เป็นไรทำเพื่อประชาธิปไตย ขาออกสารภาพสิ้นยื่นคำร้องกลับคำให้การตั้งแต่ 19 ก.ย. อ้างสำนึกผิดขอความเมตตาศาล อดีตผู้พิพากษาชี้แผนซื้อเวลา 3 เดือน
    เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 23 ก.ย. ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีชุมนุมปิดล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550 หมายเลขดำ อ.3531/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายนพรุจ หรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006, นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน, นายวันชัย นาพุทธา, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช., นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ฯ
    กรณีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 แกนนำและแนวร่วม นปช.นำขบวนผู้ชุมนุมหลายพันคนจากเวทีปราศรัยเคลื่อนที่สนามหลวง ไปยังบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรมเพื่อเรียกร้องกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าวมีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังขู่เข็ญ ซึ่งนายนพรุจ จำเลยที่ 1 ได้ใช้ไม้เสาธงตีประทุษร้ายร่างกาย ร.ต.อ.ทวีศักดิ์ นามจันทร์เจียม เป็นเหตุให้กระดูกข้อมือแตกเป็นอันตรายสาหัส
    คดีศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ก.ย.58 ให้จำคุกนายนพรุจ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ฯ ส่วนนายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูแถลง  และ นพ.เหวง จำเลยที่ 4-7 คนละ 4 ปี 4 เดือน ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ  และเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานฯ และให้ยกฟ้องนายวีระศักดิ์ และนายวันชัย จำเลยที่ 2-3 ริบของกลางทั้งหมด
    ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ม.ค.60 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า พวกจำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ ตามมาตรา 138 วรรคสอง ให้จำคุกคนละ 1 ปี และมีความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายโดยเป็นหัวหน้าสั่งการ ซึ่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 215 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, มาตรา 216 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 215 วรรคสาม เพียงกรรมเดียว จำคุกคนละ 3 ปี  รวมจำคุกจำเลยที่ 4-7 คนละ 4 ปี คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3  คงจำคุกจำเลยที่ 4-7 คนละ 2 ปี 8 เดือน ส่วนนายนพรุจ จำเลยที่ 1 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ยกฟ้องจำเลยที่ 2-3
คุยโวติดคุกเพื่อประชาธิปไตย
    ในวันนี้ นายนพรุจ จำเลยที่ 1, นายวีระกานต์ จำเลยที่ 4, นายณัฐวุฒิ จำเลยที่ 5, นายวิภูแถลง  จำเลยที่ 6 และ นพ.เหวง จำเลยที่ 7 เดินทางมาศาลพร้อมทนายความ บุคคลใกล้ชิด และแนวร่วม นปช.จำนวนมาก ส่วนจำเลยที่ 2-3 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ยกฟ้องไปแล้ว
    นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าฟังการพิจารณาว่า จากที่ได้ประสานงานกันทราบว่าจำเลยมาฟังคำพิพากษาครบทุกคน คดีนี้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ จำเลยและทนายความทำอย่างดีที่สุด ส่วนคำพิพากษาออกมาอย่างไรพร้อมน้อมรับ ไม่กังวลใจเพราะสิ่งที่เคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมา เพื่อให้ประเทศไทยปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ได้ประสงค์ให้เกิดความรุนแรงหรือเสียหายต่อบุคคล สถานที่ หรือองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น มีความบริสุทธิ์ใจและเข้าสู่การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมตามที่ถูกกล่าวหา
    เมื่อถามว่ากังวลใจหรือไม่หากต้องถูกจำคุกอาจกระทบอนาคตทางการเมือง นายณัฐวุฒิบอกว่า  กังวลกับอนาคตของประเทศมากกว่า ที่เราอยู่กันโดยไร้ซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง อยู่ในสภาพที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องกังวลร่วมกัน อนาคตการเมืองของตัวเองเป็นเรื่องเล็ก ไม่ว่าเราจะอยู่บนเวทีการเมืองหรือไม่ ก็จะมีผู้ร่วมอุดมการณ์คนใหม่ๆ ปรากฏตัวมาทำหน้าที่แสดงศักยภาพให้ทุกคนได้เห็นว่า ประชาชนที่รักประชาธิปไตยไม่ได้ผูกขาดคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
    อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลานัดศาลอาญาแจ้งว่า ก่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันนี้ นายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูแถลง และนายแพทย์เหวง จำเลยที่ 4-7 ได้ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่เคยปฏิเสธความผิด ขอต่อสู้คดี โดยได้ยื่นคำให้การใหม่ เป็นให้การรับสารภาพ ไม่ต่อสู้คดี
    ศาลอาญาพิจารณาแล้วให้งดอ่านคำพิพากษาฎีกาคดีไว้ก่อน และเห็นควรส่งคำร้องของจำเลยที่ 4-7 และคำพิพากษาศาลฎีกาคืนให้ศาลฎีกาพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป โดยยังไม่กำหนดวันนัดฟังคำพิพากษา
    ภายหลังนายณัฐวุฒิให้สัมภาษณ์ว่า คดีนี้พวกตนจำเลยที่ 4-7 ยกเว้นเพียงนายนพรุจ จำเลยที่ 1   ซึ่งเคยให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีมาจนถึงชั้นศาลฎีกา ก็ได้ปรึกษาหารือกันแล้วกับจำเลยทุกคนและทีมทนายความ เห็นว่าเราจะกลับคำให้การเป็นรับสารภาพในชั้นฎีกา โดยวันนี้ศาลชั้นต้นนัดจำเลยทุกคนมาฟังคำพิพากษา จึงได้ส่งสำนวนคดีประกอบกับคำร้องกลับคำให้การเป็นรับสารภาพไปยังศาลฎีกา เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป หลังจากนี้เป็นดุลยพินิจของศาลฎีกาพิจารณาว่าจะมีคำพิพากษาอย่างไร และจะนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาอีกครั้ง
ยื่นกลับคำให้การตั้งแต่ 19 ก.ย.
    "การยื่นคำร้องกลับคำให้การเป็นรับสารภาพ ได้ดำเนินการเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยจำเลย 4 คน คือ ผม นายวีระกานต์ นายวิภูแถลง และ นพ.เหวง เห็นตรงกันว่าเราจะให้การรับสารภาพ ส่วนนายนพรุจยืนยันที่จะต่อสู้ไปตามกระบวนการเดิม เนื่องจากเห็นว่ามีประเด็นเรื่องใบรับรองแพทย์ ซึ่งใช้เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการตัดสินคดี ปรากฏว่าพบพิรุธว่าจะเป็นใบรับรองแพทย์ที่ตรงตามข้อเท็จจริงหรือไม่ ในการใช้ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ"
    นายณัฐวุฒิกล่าวถึงเหตุผลสำคัญในคำร้องกลับคำให้การว่า พวกตนได้กราบเรียนต่อศาลว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองของ นปช.ตลอดเวลาที่ผ่านมา เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย ต่อต้านการรัฐประหาร เพื่อให้ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  และเราไม่เคยประสงค์ให้เกิดความรุนแรงเสียหายต่อบุคคล องค์กร สถานที่ หรือสถาบันใดๆ ในวันเกิดเหตุพวกตนเพียงต้องการเดินทางไปชุมนุมปราศรัยที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ แล้วก็จะเดินทางกลับตามเวลาที่ได้ตกลงกันไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งนำมาสู่การบาดเจ็บทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็รู้สึกเสียใจ แล้วก็ได้แถลงในคำร้องว่าพวกตนได้สำนึกกับสิ่งที่เกิดขึ้น  ไม่ได้มีความขัดแย้งเป็นการส่วนบุคคลกับ พล.อ.เปรมแต่อย่างใด 
    "นอกจากนี้ ท้ายคำร้องยังกราบเรียนต่อศาลว่า เมื่อพวกกระผมได้เสียใจและสำนึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น ก็ขอความเมตตาจากศาลได้พิจารณาลงโทษสถานเบา หากโทษนั้นยังคงเป็นการตัดสินจำคุกอยู่ ขอศาลได้โปรดพิจารณารอการลงโทษให้กับจำเลยด้วย"
    ด้านนายนพรุจ จำเลยที่ 1 กล่าวถึงเหตุผลที่ยืนยันให้การปฏิเสธว่า หลักฐานที่อัยการยื่นประกอบสำนวนคดีประมาณ 46-47 ลัง ไม่มีการนำสืบ รวมถึงใบรับรองแพทย์ 2 ใบ ในวันเกิดเหตุการณ์ตนถูกกล่าวหาว่ากระโดดลงจากหลังคารถยนต์ไปทับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าวเสียหลักหกล้มมาทับมือตัวเอง จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ใบรับรองแพทย์ไม่มีการสืบในศาลชั้นต้น ซึ่งเหตุนี้ทำให้ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้เพราะตนให้ความร่วมมือ ตนมีประเด็นข้อต่อสู้ ถ้าจะติดคุกก็ไม่เป็นไร พร้อมใช้กรรมเก่าจากอดีตชาติ น้อมรับคำพิพากษา เตรียมกระเป๋าเสื้อผ้ามาไว้ไปเป็นจิตอาสาในเรือนจำ ตนมีความจงรักภักดีสูงสุด เดินได้ทุกม็อบ เลิกแล้วเรื่องความแตกแยก ตนขอขมา พล.อ.เปรมด้วยใจจริงตอนท่านมีชีวิตอยู่แล้ว และทำบุญให้ท่านทุกวันพระ ส่วนที่ทั้ง 4 คนถอนคำให้การนั้นตนก็ทราบ แต่ไม่ได้ใส่ใจ ส่วนตัวยังยืนยันให้การปฏิเสธ
    ด้านนายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ตั้งข้อสังเกตว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่า ต้องการประวิงคดีให้ล่าช้า     คดีนี้จึงต้องเลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและรอฟังคำสั่งศาลฎีกาเรื่องที่จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและขอให้การใหม่ เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งแล้วก็จะส่งสำนวนคืนศาลอาญา เพื่อนัดคู่ความฟังคำสั่งของศาลฎีกาพร้อมกับคำพิพากษาของศาลฎีกาต่อไป ซึ่งน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน.


ขยันดีนะ....ฝ่ายค้านชุดนี้ เคาะกะลากันรายวัน จะแก้รัฐธรรมนูญ จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล งานเต็มมือ!    เรื่องหาวิธีชำเรารัฐธรรมนูญพูดกันไปเยอะแล้ว มาที่เรื่องซักฟอกรัฐบาลดูบ้าง 

ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว
พี่น้องใต้เศร้าเราจะสุขหรือ?
จาก 'บางระจัน' ถึง 'ลำพะยา'
อ้อย 'ฤๅจะหวานเท่า' ไทย-จีน