ประหารชีวิต‘นวัธ’จ้างฆ่าคนพ้นสส.


เพิ่มเพื่อน    

 ศาลพิพากษาประหารชีวิต "นวัธ" ส.ส.เพื่อไทย จ้างวานฆ่า "อดีตปลัด อบจ.ขอนแก่น" พร้อมจ่ายเงินชดใช้ 3 แสนบาท ชี้พยานหลักฐานชัดเจน ไม่อนุญาตให้ประกันตัว ก้มหน้านอนคุก "เลขาธิการสภาฯ" ชี้เข้าข่ายตามมาตรา 101 ต้องพ้นสภาพ ส.ส. "สุทิน" ปากกล้าขาสั่นบอกกระทบพรรคบ้างแต่ไม่มาก "กกต." เล็งเลือกตั้งซ่อม 3 พ.ย.นี้

     ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น วันที่ 24 ก.ย.2562 เวลา 09.00 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีเลขดำที่ อ.929/61 ระหว่างฝ่ายโจทก์ คือพนักงานอัยการ จ.ขอนแก่น และจำเลย คือนายนวัธ  เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 พรรคเพื่อไทย (พท.) ในความผิดฐานก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด โดยทั้งฝ่ายจำเลย ฝ่ายโจทก์ รวมทั้งทนายความและพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ได้เดินทางมารายงานตัวต่อศาลเพื่อรับฟังคำพิพากษา ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 7 ของศาลจังหวัดขอนแก่น
    คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พ.ค.2556 คนร้ายใช้ปืนยิงนายสุชาติ โคตรทุม อดีตปลัด อบจ.ขอนแก่น เสียชีวิตที่บริเวณหน้าบ้านพักเลขที่ 198/45 หมู่บ้านจอมพล ต.ในเมือง อ.เมืองฯ จ.ขอนแก่น ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวได้ทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วย ด.ต.วีระศักดิ์ ชำนาญผล จำเลยที่ 1, พ.ต.ท.สมจิตร แก้วพรม รอง ผกก.(ป.) สภ.หนองเรือ จำเลยที่ 2, นายประพันธ์ ศรีพิลัย จำเลยที่ 3, นายบุญช่วย จูงกลาง จำเลยที่ 4 และนายปิยะพงษ์ มีกำบัง จำเลยที่ 5 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และ พ.ร.บ.อาวุธปืน ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดขอนแก่นได้ออกหมายจับนายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขต 7 ขอนแก่น ในข้อหากระทำความผิดฐานจ้างวานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2561
    ต่อมาวันที่ 29 ต.ค.2557 ศาลชั้นต้นของศาลจังหวัดขอนแก่นได้อ่านคำพิพากษาในคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และ พ.ร.บ.อาวุธปืน ของจำเลยทั้ง 5 ราย โดยพิพากษาให้ พ.ต.ท.สมจิตร แก้วพรม จำเลยที่ 2 และนายประพันธ์ ศรีวิลัย จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยมิได้ไตร่ตรองไว้ก่อน ด้วยเหตุแห่งพฤติกรรมมีการลงไปพูดคุยและผลักผู้ตายเข้าไปในรถ ประกอบกับรถที่จอดขวางผู้ตายมิใช่ลักษณะเตรียมพร้อมจะหลบหนี จึงไม่น่าจะเป็นการตั้งใจ เพราะถ้าเช่นนั้นต้องมีการลงมือทันที แต่ยังมีการพูดคุย มีการทำร้ายร่างกายก่อนลงมือยิง ดังนั้นจึงพิพากษาจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ขณะที่จำเลยที่ 3 ให้การเป็นประโยชน์ เป็นเหตุให้บรรเทาโทษให้ 1 ใน 4 รวมกับความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืน คงให้จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิตสถานเดียว ส่วนจำเลยที่ 3 รวมโทษจำคุก 37 ปี 14 เดือน 30 วัน ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 4 และ 5 ซึ่งให้ปฏิเสธตลอดว่าไม่เกี่ยวข้อง และพยานหลักฐานไม่สามารถนำสืบได้ว่า รู้มาก่อนว่าจำเลยที่ 2 และ 3 จะมาฆ่าผู้ตาย จึงให้ยกฟ้อง โดยให้ขังระหว่างอุทธรณ์
ศาลสั่งประหารชีวิต'นวัธ'
    กระทั่งเวลา 12.30 น. ศาลจังหวัดขอนแก่นได้เผยแพร่สรุปคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 292/61 คดีหมายเลขแดงที่ 976/2562 ของศาลจังหวัดขอนแก่น เนื่องจากเป็นคดีที่น่าสนใจและจำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)
    โดยสรุปคำพิพากษาคดีดังกล่าวระบุว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 292/61 คดีหมายเลขแดงที่ 976/2562 ของศาลจังหวัดขอนแก่น ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น โจทก์ นางลำดวน โคตรทุม โจทก์ร่วม นายนวัธ เตาะเจริญสุข จำเลย คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้จ้างวาน ยุยงส่งเสริม ด.ต.วีระศักดิ์ ชำนาญพล และ พ.ต.ท.สมจิตร แก้วพรม กับพวกให้ฆ่านายสุชาติ โคตรทุม ผู้ตาย ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พ.ค.2556 ดาบตำรวจวีระศักดิ์และ พ.ต.ท.สมจิตรกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนพกยิงผู้ตายหลายนัด เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84, 299 จำเลยให้การปฏิเสธ
    ศาลพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนวันเกิดเหตุ ด.ต.วีระศักดิ์และ พ.ต.ท.สมจิตรกับพวก ร่วมกันวางแผนฆ่าผู้ตาย ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นในขณะนั้น จนกระทั่งวันที่ 3 พ.ค.2556 เวลาประมาณ 7 นาฬิกา พ.ต.ท.สมจิตรกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า ด.ต.วีระศักดิ์และ พ.ต.ท.สมจิตรกับพวกมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษจำคุก ด.ต.วีระศักดิ์กับพวกตลอดชีวิต และประหารชีวิต พ.ต.ท.สมจิตร
    คดีนี้ตามพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์รับฟังได้ว่า มูลเหตุในการฆ่าผู้ตายมาจากเรื่องชู้สาวที่ผู้ตายมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับภริยาจำเลย ส่วนปัญหาจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลเห็นว่าในความผิดฐานใช้จ้างวาน ยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นกระทำความผิดนั้น ผู้ที่จะใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ได้ลงมือเองก่อนกระทำความผิด จะต้องมีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อตัดตอนให้ตนเองห่างจากผู้ลงมือ เพื่อปกปิดการกระทำความผิดไว้ เพื่อมิให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้ร่วมกระทำความผิดล่วงรู้ เพราะเกรงภัยจะมาสู่ตนได้โดยง่าย จึงยากที่จะหาประจักษ์พยานที่จะรู้เห็นได้ การจะวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากพยานแวดล้อม
    พยานบุคคลที่เป็นพยานบอกเล่าวัตถุพยาน ซึ่งในคดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของ ด.ต.วีระศักดิ์ยืนยันว่าก่อนวันเกิดเหตุ ด.ต.วีระศักดิ์ขับรถยนต์พา พ.ต.ท.สมจิตรไปพบนายประพันธ์ แล้วเดินทางไปบนจำเลย พ.ต.ท.สมจิตรและนายประพันธ์ไปในบ้านจำเลยเป็นเวลานาน หลังจากนั้น ด.ต.วีระศักดิ์ขับรถพา พ.ต.ท.สมจิตรและนายประพันธ์ผ่านหน้าบ้านผู้ตาย แล้วขับกลับมาส่งนายประพันธ์ที่หน้าบ้านจำเลย และในวันเกิดเหตุ ด.ต.วีระศักดิ์ขับรถยนต์ไปเฝ้าดูความเคลื่อนไหวบริเวณหน้าบ้านผู้ตาย ส่วน พ.ต.ท.สมจิตร นายประพันธ์ และนายบุญช่วย อยู่ที่รถยนต์อีกคันหนึ่งซุ่มดูเหตุการณ์บริเวณปากซอยทางเข้าบ้าน จนถึงเวลาเกิดเหตุ เมื่อผู้ตายถอยรถยนต์ออกจากบ้าน ด.ต.วีระศักดิ์โทรศัพท์แจ้ง พ.ต.ท.สมจิตร นายบุญช่วย ขับรถยนต์ขวางหน้ารถผู้ตาย เมื่อผู้ตายลงมาจากรถ พ.ต.ท.สมจิตรและนายประพันธ์ลงจากรถยนต์แล้วใช้อาวุธปืนยิงหลายนัด จนผู้ตายถึงแก่ความตายทันในที่เกิดเหตุ ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวนั้นอยู่ในความรับรู้ของ ด.ต.วีระศักดิ์ ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งเพื่อเอาผิดจำเลยได้ และเป็นการให้การหลังเกิดเหตุไม่นาน ด.ต.วีระศักดิ์ย่อมไม่มีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองเพื่อปรักปรำหรือช่วยเหลือฝ่ายใด ชี้ให้เห็นว่า ด.ต.วีระศักดิ์ให้การด้วยความสมัครใจ
    คำให้การในชั้นสอบสวนของ ด.ต.วีระศักดิ์จึงน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในช่วงก่อนวันเกิดเหตุในวันเกิดเหตุ ทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ พ.ต.ท.สมจิตรและจำเลยได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกันจริง พยาน พฤติกรรมแห่งเหตุแวดล้อมของโจทก์และโจทก์ร่วมสอดคล้องเชื่อมโยงกัน รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้ใช้ผู้อื่นฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจริง จึงมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 84 ลงโทษประหารชีวิต และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 พ.ค.2556 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีคำพิพากษาตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่ศาลได้ควบคุมตัวนายนวัธไว้ที่บริเวณห้องควบคุมตัวผู้ต้อหาบริเวณชั้น 1 ของศาล ขณะที่ทีมทนายความอยู่ในระหว่างการยื่นเรื่องของประกันตัวในศาลชั้นต้น เป็นหลักทรัพย์รวม 8 ล้านบาท ต่อศาลจังหวัดขอนแก่น
ไม่ให้ประกันติดคุกพ้น ส.ส.
    จากนั้นศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นควรส่งเรื่องให้ศาลอุทธรณ์ ภาค 4 พิจารณาคำสั่งประกัน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของนายนวัธ จำเลยแล้ว มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จากเรือนจำจึงได้มารับตัวนายนวัธ จำเลยไปควบคุมไว้ที่เรือนจำขอนแก่น
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงของขบวนรถออกจากศาลไปเรือนจำ นายนวัธได้นั่งก้มลงเพื่อไม่ให้สื่อมวลชนได้บันทึกภาพ
    ขณะที่นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวหลังศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวนายนวัธและส่งตัวเข้าเรือนจำว่า ตามหลักกฎหมาย เมื่อนายนวัธต้องเข้าไปอยู่ในห้องขัง ทำให้สถานภาพความเป็น ส.ส.ของนายนวัธสิ้นสุดลงทันที เนื่องจากเข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 ประกอบมาตรา 98 (6)  ต้องคำพิพากษาให้จำคุก และถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
    อย่างไรก็ตาม นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งไม่ให้นายธวัชประกันตัวว่า หากเป็นกรณีศาลไม่ให้ประกันตัวนั้น ก็คงจะกระทบมาถึงพรรค แต่ก็ไม่ได้มาก ไม่ได้หมายความว่าพรรคจะทำงานไม่ได้
    มีรายงานจากงานสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า เมื่อนายนวัธสิ้นสภาพการเป็น ส.ส. จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 102 ประกอบมาตรา 105 (1) ดังนั้นหากนับจากวันที่นายนวัธถูกคำสั่งขังโดยหมายของศาล ออกไป 45 วัน จะครบในวันที่ 8 พ.ย.นี้ แต่กฎหมายกำหนดให้เลือกตั้งวันอาทิตย์ ซึ่งวันอาทิตย์สุดท้ายของกรอบเวลา 45 วัน คือวันที่ 3 พ.ย.นี้
    สำหรับผลการเลือกตั้งในเขต 7 ขอนแก่น เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมานั้น นายนวัธได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนน 29,710 คะแนน รองลงมาคือ ผู้สมัครจากพลังประชารัฐ 26,553 คะแนน, ผู้สมัครจากพรรคอนาคตใหม่ 12,414 คะแนน และผู้สมัครจากพรรคประชาชาติ 9,350 คะแนน 
    ด้านนางลำดวน โคตรทุม อายุ 53 ปี พร้อมด้วย น.ส.ฐิติญานี  โคตรทุม อายุ 29 ปี ภรรยาและบุตรสาวของนายสุชาติ เปิดใจทั้งน้ำตาหลังศาลมีคำพิพากษาประหารชีวิตนายนวัธ 
    น.ส.ฐิติญานีกล่าวว่า วันนี้เป็นวันดีอีก 1 วันในรอบ 6 ปี ซึ่งศาลท่านเมตตาให้ผู้ต้องหานั้นได้รับโทษตามที่ท่านตัดสิน ที่ผ่านมาครอบครัวไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้คิดไว้ว่าศาลท่านจะตัดสินออกมาอย่างไร ทุกคนทำงานกันเต็มที่ และครอบครัวก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะตำรวจและอัยการ ที่ทุกท่านนั้นทำงานเต็มที่มาตลอดระยะเวลา 6 ปี
    “หลังจากได้รับฟังคำตัดสินของศาลเรียบร้อย แม่และฟางได้เดินทางไปหาปะป๊าที่วัดเลย โดยได้บอกกับปะป๊าว่าคนที่ทำผิดได้รับโทษตามที่เขาสมควรจะได้รับแล้ว ปะป๊าไม่ต้องกังวลใดๆ แล้ว หลังจากนี้คงปล่อยไปตามกระบวนการยุติธรรมเหมือนเดิม เพราะว่าการพิพากษาในวันนี้เป็นศาลชั้นต้น จากนี้ไปเป็นในส่วนของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ถ้าเกิดว่ามีอะไรที่จะยื่นอุทธรณ์ ยื่นฎีกา ก็ต้องว่ากันไปตามเรื่องราวของกฎหมาย” น.ส.ฐิติญานีกล่าว
    บุตรสาวนายสุชาติกล่าวว่า 6 ปีที่ครอบครัวต่อสู้กันมา ต้องขอบคุณอาไพโรจน์ (พล.ต.ต.ไพโรจน์  กุจิรพันธ์ ผบก.สส.ภ.4) ทีมสืบสวนสอบสวนและอัยการ ที่ร่วมกันทำสำนวนคดีนี้อย่างรัดกุมจนนำคนผิดมาลงโทษได้สำเร็จ ขอบคุณพี่ๆ นักข่าวที่ไม่เคยลืม และยังคงถามสารทุกข์สุกดิบกันมาตลอดเวลา และขอขอบคุณทุกกำลังใจ ขอบคุณทุกๆ อย่างที่ครอบครัวอาจจะกล่าวไม่หมด ขอขอบคุณจริงๆ
    ส่วนนางลำดวนกล่าวว่า ทุกคนในครอบครัวและผู้ที่รักปลัดสุชาติที่มานั่งฟังคำพิพากษาทุกคนร้องไห้ หลังจากจากศาลตัดสิน สำหรับการเรียกร้องเพิ่มเติมใดๆ นั้น ครอบครัวยังไม่ได้มีการพูดคุยกันว่าจะเอาอย่างไรต่อไป.
    


"ศ.ธีรยุทธ บุญมี" เผยแพร่บทความเรื่อง "เมษาชี้ชะตาประเทศ" เมื่อวาน (๓๐ มี.ค.๖๓) อ่านแล้ว..... ต้องบอกว่า "อาจารย์ธีรยุทธ" ก้าวข้ามคำว่า "นักวิชาการ" สู่สถานะ "วิญญูชน" แท้จริง!

อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"
ที่สุด 'ในสถานการณ์' คิดบวก