ปปง.มัด‘โอ๊ค’ฟอกเงิน10ล. ‘ไม่น่าเชื่อถือ’ทำธุรกิจรถฯ


เพิ่มเพื่อน    

 ผู้อำนวยการส่วนบริหารทรัพย์สิน ปปง.ขึ้นประเดิมไต่สวนพยานปากแรกคดี "พานทองแท้" ฟอกเงินกรุงไทย ยัน "ไม่น่าเชื่อถือ" ที่จำเลยอ้างทำธุรกิจรถยนต์ เผยตรวจสอบการรับโอนเงิน 10 ล้านเป็นการให้ค่าตอบแทนบางประการ ด้าน "โอ๊ค" ย้ำไม่มีเจตนาฟอกเงิน หากศาลกรุณาอ่านจะเข้าใจ เตรียมขึ้นเบิกความเช้าวันที่ 26 ก.ย.นี้

    เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลไต่สวนพยานโจทก์นัดแรก คดีฟอกเงินกู้แบงก์กรุงไทย อท.245/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ชินวัตร อายุ 39 ปี บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, 9, 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 
    โดยอัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 10 ต.ค.2561 จากกรณีนายพานทองแท้รับโอนเงินเป็นเช็คจำนวน 10 ล้านบาทเข้าบัญชี ซึ่งมีการกล่าวหาว่าเงินนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำจากการทุจริตปล่อยกู้สินเชื่อระหว่างธนาคารกรุงไทยกับเอกชนกลุ่มกฤษดามหานคร ที่มีนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อายุ 80 ปี ผู้บริหารกฤษดามหานคร กับนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายของนายวิชัย และอดีตคณะผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ตกเป็นจำเลย ในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้จำคุกนายวิชัยและนายรัชฎา บุตรชายคนละ 12 ปี ร่วมกับพวก โดยในส่วนของนายวิชัย, นายรัชฎา และกลุ่มอดีตกรรมการบริษัทเอกชนในเครือกฤษดา รวม 6 คนนั้น ก็ถูกอัยการยื่นฟ้องความผิดฟอกเงินการทุจริตปล่อยกู้ดังกล่าวต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเช่นกันด้วย 
    คดีนี้ในชั้นศาล นายพานทองแท้ จำเลย ให้การปฏิเสธต่อสู้คดีว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นที่ได้ร่วมลงทุนกับนายรัชฎา บุตรชายของนายวิชัย อดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร
    โดยช่วงเช้าศาลได้ไต่สวนพยานอัยการโจทก์ 1 ปากเสร็จสิ้นคือ นายสุนทรา พลไตร ผู้อำนวยการส่วนบริหารทรัพย์สิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในฐานะผู้กล่าวหาคดีนี้ ได้เบิกความตอบคำถามศาลสรุปว่า ในการตรวจสอบคดีนี้ช่วงปี 2559-2560 พยานเป็นผู้อำนวยการส่วนข้อมูลคดีและมาตรการพิเศษทางกฎหมาย ปปง. โดยได้ตรวจสอบเอกสารจากการประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน
    และที่พยานเห็นว่ามีการร่วมกันฟอกเงินระหว่างจำเลยกับนายวิชัย กฤษดาธานนท์ เนื่องจากมีการรับโอนและโยกย้ายเงินในหลายบัญชี ซึ่งในส่วนของจำเลยมีการนำเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพต่างสาขาระหว่างบางพลัดและซอยอารีย์ ขณะที่ทั้งสองก็ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กันทางธุรกิจ นอกจากนี้ยังพบว่าจำเลยได้โอนเงิน 10 ล้านบาทคืนนายวิชัย เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทย และนายวิชัย เมื่อปี 2548
    ส่วนที่มีการระบุว่า จำเลยทำธุรกิจรถยนต์กับนายรัชฎานั้นก็ไม่น่าเชื่อถือ โดยการตรวจสอบเชื่อว่าการรับโอนเงินระหว่างจำเลยและนายวิชัยเป็นการให้ค่าตอบแทนบางประการ หลังจากที่นายวิชัยได้รับเงินปล่อยกู้จากธนาคารกรุงไทย ซึ่งบิดาของจำเลยคือนายทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และการตรวจสอบเส้นทางการเงินนั้นก็ดูจากต้นเงิน ที่เมื่อธนาคารกรุงไทยได้ปล่อยกู้ให้กับบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์คฯ แล้ว จนผ่านไปถึงนายวิชัย 
    จากนั้นจำเลยก็ได้รับเช็คโอนเงินเข้าบัญชี 10 ล้านบาทจากนายวิชัย ส่วนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษายกฟ้องนายทักษิณจากคดีอนุมัติให้ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้นั้น จะด้วยเหตุผลใด อย่างไร พยานไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องในคดี
    ทั้งนี้ เมื่อพยานโจทก์ปากแรกเบิกความเสร็จช่วงเที่ยงเศษ ศาลได้นัดไต่สวนพยานโจทก์ปากที่ 2 ในเวลา 13.30 น. อีกทั้งในวันนี้นายพานทองแท้ได้ยื่นคำให้การใหม่เพิ่มเติม
    ภายหลังนายพานทองแท้ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ที่ตนได้ยื่นคำให้การใหม่นั้น เป็นการเพิ่มเติมหลังจากมีเหตุการณ์ที่ทำให้เปลี่ยนแปลงแนวทางการต่อสู้คดี จึงเลือกให้การใหม่ทั้งหมด แต่ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยในวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.ย.นี้ ตนจะขึ้นเบิกความนัดไต่สวนพยานจำเลยซึ่งมีตนเพียงปากเดียว เบิกความในประเด็นเรื่องการลงทุนและเงินจำนวน 10 ล้านบาท ว่านำไปใช้จ่ายอะไร เพื่อให้ศาลเข้าใจว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่ และที่ผ่านมาตนเองยังไม่เคยขึ้นเบิกความ จึงยังไม่ได้ให้ข้อมูลกับศาล 
    "แต่ยืนยันเจตนาไม่เคยฟอกเงินตามข้อกล่าวหาตั้งแต่แรกเริ่ม ที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดี และหากศาลกรุณาอ่านก็จะเข้าใจ" นายพานทองแท้กล่าว
    ต่อมาเวลา 13.30 น. ศาลได้ไต่สวนนายเฉลิม แผลงศร ผอ.อาวุโสฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท วอยซ์ทีวี จำกัด และกรรมการบริษัทในเครือ Voice TV ซึ่งมีนายพานทองแท้ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเครือ Voice TV ที่มาเบิกความเกี่ยวกับประเด็นธุรกิจรถยนต์ ที่นายพานทองแท้ จำเลย จะร่วมกับนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ บุตรชายของนายวิชัยว่า พยานทำหน้าที่วิเคราะห์เกี่ยวกับการลงทุน การเงินกองทุนต่างๆ ให้กับผู้บังคับบัญชา และตนยังได้ดูแลบัญชีบริษัทและของจำเลยมาตลอดด้วย โดยบัญชีเงินของจำเลยนั้นถูกอายัดโดยกรมบัญชีกลางไว้ตั้งแต่ปี 2553 
    ขณะที่พยานเคยช่วยศึกษาแผนธุรกิจการนำเข้ารถยนต์หรูต่างประเทศ ซึ่งให้คำแนะนำกับจำเลยว่าธุรกิจนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ ต้องใช้เงินจำนวนมากหลักร้อยล้าน โดยที่จำเลยไม่ได้สอบถามหรือพูดคุยกับนายรัชฎาเรื่องการลงทุนนำเข้ารถยนต์นี้ก่อน เนื่องจากขณะนั้นนายรัชฎาเกี่ยวข้องกับธุรกิจซื้อขายรถยนต์มือสองและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นคนละประเภทกับธุรกิจที่นายพานทองแท้จะทำ
    นายเฉลิมระบุด้วยว่า ตนเคยรับทราบที่มีการโอนเงิน 10 ล้านบาทจากบัญชีของจำเลย ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางพลัด เข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ ของจำเลย สาขาซอยอารีย์เอง แต่ไม่ทราบรายละเอียดเรื่องการโอนเงิน 10 ล้านคืนให้กับนายรัชฎา ซึ่งเรื่องนี้เลขานุการของนายพานทองแท้จะเป็นคนประสานกับเลขานุการของนายรัชฎา โดยตนไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับการออกเช็คและส่งเช็คคืน
    นายเฉลิมยังได้เบิกความเกี่ยวกับการทำงานก่อนหน้านี้ที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการระดับ 4 ศูนย์ธุรกิจต่างประเทศ ธนาคารกรุงไทย สาขาสมุทรปราการ ช่วงปี 2534-2539 นานเป็นเวลา 5 ปีก่อนที่จะเข้ามาร่วมทำงานกับบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่นฯ และบริษัท ฮาวคัมฯ กระทั่งมาทำงานที่บริษัท วอยซ์ทีวีฯ แต่ระบุการเข้ามาทำงานนั้นไม่ได้เกิดจากจำเลยชักชวน โดยการทำงานที่ผ่านมาและบริษัทต่างๆ เป็นการสมัครเข้ามาเอง
    ทั้งนี้ เมื่อไต่สวนพยานช่วงบ่ายเสร็จสิ้นแล้ว ในเวลา 16.00 น. ศาลก็ได้แจ้งนัดไต่สวนพยานโจทก์ปากต่อไปในวันที่ 25 ก.ย. เวลา 09.30 น. ที่ในส่วนของนายพานทองแท้นั้น จะขึ้นเบิกความเป็นพยานจำเลยในวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.ย.นี้ เวลา 09.00 น. โดยก่อนเดินทางกลับ นายพานทองแท้ก็ยังคงมีสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมบอกว่าพรุ่งนี้จะมาฟังการไต่สวนเช่นเดิม.


เรื่องหน้ากากอนามัย ๒๐๐ ล้านชิ้น มีแต่ตัวเลข ไม่มีตัวหน้ากากที่พูดกันมานานนั้น บทจะจบ..... ก็จบดื้อๆ แค่รองนายกฯ วิษณุพูดว่า "ของเก่าไม่ต้องพูดถึง.......

ฉุกเฉิน 'ในระบบราชการ'?
อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"