จ่อฟันมิจฉาชีพ เสนอแลกเงินสด โกง‘ชิมช้อปใช้’


   

 “คลัง” เตรียมฟันมิจฉาชีพหาประโยชน์จากมาตรการ "ชิมช้อปใช้" ยื่นข้อเสนอสิทธิ์พันบาทแลกเงินสดพร้อมหักค่าธรรมเนียม ยันมีข้อมูลหมดแล้ว ลุยถอดสิทธิ์จากการเป็นร้านถุงเงิน เผยยอดลงทะเบียน 4 วันครบ 4 ล้านราย ระบุกลุ่ม 1 ล้านคนแรกผ่านเกณฑ์แค่ 8 แสนราย รอเอสเอ็มเอสยืนยันก่อนเดินหน้าใช้จ่าย 27 ก.ย.นี้ รองโฆษก พปชร.หนุนมาตรการชิมช้อปใช้ช่วยกระจายรายได้ในชุมชน

    นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กระทรวงการคลังได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าไปติดตามตรวจสอบกรณีที่มีมิจฉาชีพหาประโยชน์จากมาตรการชิมช้อปใช้ โดยเสนอให้ผู้ที่ได้สิทธิ์ 1,000 บาท สามารถมาแลกเป็นเงินสดได้ โดยหักค่าธรรมเนียมการแลกเป็นเงินสด ซึ่งกระทรวงการคลังมีข้อมูลทั้งหมดแล้ว และได้ถอดสิทธิ์จากการเป็นร้านค้าร่วมมาตรการผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน พร้อมทั้งจะดำเนินการเอาผิดทางทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด จึงขอเตือนมิจฉาชีพอย่าคิดหาผลประโยชน์จากมาตรการ ที่จะเริ่มมีการจับจ่ายใช้สอยในวันที่ 27 ก.ย.นี้
    “ขอเตือนว่าอย่านำแอปพลิเคชันไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพราะกระทรวงการคลังต้องการให้เงินใช้จ่ายผ่านบัตร ไม่ได้แลกไปใช้เป็นเงินสด ซึ่งมีทีมมอนิเตอร์ตรวจสอบการใช้จ่ายได้หมด ในกรณีที่พบความผิดปกติ จะสั่งระงับสิทธิ์ได้ทันที” นายลวรณกล่าว
    นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ระงับสิทธิ์ร้านค้าที่เข้าข่ายไม่สามารถร่วมโครงการได้ เช่น ร้านขายลอตเตอรี่กว่า 100 ร้านค้า ร้านขายเหล้า เบียร์ โดยเฉพาะ และวินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งอาจจะต้องรอกระบวนการถอนร้านค้าออกจากระบบ ส่วนร้านค้าที่มีการขายอาหารร่วมด้วย และมีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การจะไปตัดสิทธิ์คงควบคุมได้ยาก
    นายลวรณกล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้เปิดให้ประชาชนมารับสิทธิ์ร่วมโครงการแล้ว 4 วัน ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก โดยในวันที่ 4 มีประชาชนมาลงทะเบียนครบ 1 ล้านคนตั้งแต่เวลา 05.40 น. ส่วนประชาชนที่ลงทะเบียนในวันแรก คือ วันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา จะเริ่มได้รับเอสเอ็มเอสแจ้งเข้าร่วมมาตรการได้ในวันที่ 26 ก.ย. เพื่อเริ่มใช้สิทธิ์ในวันที่ 27 ก.ย.วันแรก ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ยอดลงทะเบียน 1 ล้านคน ในวันแรก มีผู้ลงทะเบียนถูกต้องจะได้รับสิทธิ์รวม 807,321 ราย ส่วนที่เหลือเป็นผู้ที่ลงทะเบียนผิด ทั้งกรอกตัวเลขโอทีพีไม่ทัน กรอกชื่อนามสกุลผิดพลาด และเลือกจังหวัดใช้สิทธิ์ผิด
    “ยอด 1 ล้านคนในวันแรก จากการตรวจสอบจะได้สิทธิ์แค่กว่า 8 แสนคน ส่วนที่เหลือกว่า 2 แสนรายก็จะถูกตัดออก จนเมื่อลงทะเบียนครบกำหนด 10 ล้านคน เมื่อตรวจสอบสิทธิ์เรียบร้อยกระทรวงการคลังก็จะเปิดให้ลงทะเบียนส่วนที่ตกหล่นจนครบ 10 ล้านคน ในวันที่ 11 เป็นต้นไป ตามกรอบของมาตรการ” นายลวรณกล่าว
    สำหรับข้อมูลผู้ลงทะเบียนใน 4 วันแรก พบว่ากลุ่มอายุที่ลงทะเบียนขอรับสิทธิ์สูงสุดคือ วัยทำงานที่ 31-60 ปี มีสัดส่วน 54% รองลงมาคืออายุ 22-30 ปี ที่ 32% และ 18-21 ปี ที่ 8% ส่วนอายุมากกว่า 60 ปี มีสัดส่วน 6% และหากแยกตามจังหวัดที่ต้องการไปใช้สิทธิ์ พบว่า จังหวัดในภาคกลางถูกเลือกมากที่สุด 43% รองลงมาตะวันออกเฉียงเหนือ 16%, ภาคตะวันออก 15%, ภาคใต้ 11%, ภาคเหนือ 9% และภาคตะวันตก 6%
    ด้านนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการชิมช้อปใช้อาจไม่ได้มีผลในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก ว่า มาตรการดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก แต่ขณะนี้ยังเร็วไปที่จะพูดถึงผลของมาตรการว่าจะออกมาเป็นอย่างไร เนื่องจากเพิ่งเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิเข้าร่วมมาตรการได้ 3 วันเท่านั้น ส่วนวัตถุประสงค์หลักของการออกชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ เพื่อช่วยประคองให้เศรษฐกิจไทยภายในประเทศเกิดการหมุนเวียน จากการใช้จ่ายภายในประเทศเป็นหลัก ส่วนผลของมาตรการ ยังต้องใช้เวลาในการประเมินอีกระยะ
    โดยหลังจากนี้ก็จะมีการประชาสัมพันธ์มาตรการชิมช้อปใช้ต่อไป พร้อมทั้งได้มีการหารือกับ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเตรียมจะออกมาตรการเกี่ยวกับท่องเที่ยวที่จะเชื่อมต่อกับมาตรการชิมช้อปใช้ออกมาช่วยกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
    วันเดียวกัน น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า นอกจากการช่วยเหลือฉุกเฉินจากกรณีน้ำท่วมใน 29 จังหวัด ซึ่ง ครม. ได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัยครอบครัวละ 5,000 บาทแล้ว ขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการตามแผนมาตรการ “ชิมช้อปใช้” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งมาตรการดังกล่าวได้วางแผนไว้ โดย ครม.มีมติอนุมัติเมื่อ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา ประชาชนที่เป็นผู้ค้าขาย ร้านค้าทั่วไป และผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากมาตรการ “ชิมช้อปใช้” นี้ โดยผู้ค้าขายจะมีช่องทางและโอกาสค้าขาย และมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ประชาชนที่เป็นผู้ซื้อก็มีเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อใช้แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ เป็นมาตรการระยะสั้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เป็นตัวขับเคลื่อนในการกระตุ้นการหมุนเวียนรายได้ภายในประเทศ มุ่งเน้นที่จะยึดโยงกับการค้าขายและแรงงานในระดับฐานรากได้
    “ตรงนี้จะเห็นภาพชัดเจน เมื่อประชาชนนำเงินไปใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวข้ามจังหวัด การจับจ่ายใช้สอยต่างๆ ผ่านร้านค้าชุมชนนั้นๆ เม็ดเงินก็ลงไปหมุนเวียนในชุมชน และเกิดการกระจายรายได้ไปสู่แรงงานรับจ้างต่างๆ ได้ต่อไป”
    น.ส.ทิพานันกล่าวต่อว่า การใช้จ่ายผ่านร้านค้าในชุมชน ไม่ได้จำกัดการใช้จ่ายเฉพาะในห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ไม่ได้เป็นการผูกขาดและเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนายทุนหรือเจ้าสัวอย่างที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้ แต่เม็ดเงินได้ลงไปสู่รากหญ้าอย่างแท้จริงๆ ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านค้าทั่วไปที่เข้าร่วมโครงการได้ที่ w ww.ชิมช้อปใช้.com นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย.62 มีประชาชนผู้บริโภคที่สนใจร่วมลงทะเบียนเต็มจำนวน 1 ล้านคนทุกวันแล้ว และสำหรับประชาชนเจ้าของร้านค้าทั่วไป ร้านค้าชุมชนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านข้าวแกง ร้านขายของสินค้าจากชุมชน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกับมาตรการดังกล่าวได้ อีกทั้งยังได้มีการขยายเวลาให้ร้านค้ามาร่วมลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 15 ต.ค.นี้ จึงอยากเชิญชวนให้พ่อแม่พี่น้องที่เป็นเจ้าของร้านค้าทั่วไป ร้านค้าชุมชน มาร่วมลงทะเบียนร้านค้า โดยสามารถติดต่อขอสมัครเข้าร่วมมาตรการได้ที่กรมบัญชีกลางและสำนักงานคลังจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ
     รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าวอีกว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามสร้างกระแสให้เกิดความเข้าใจผิดกับสังคม โดยนำมาตรการนี้ไปโจมตีว่าแจกเงินคนไปเที่ยวได้ แต่ไม่ยอมช่วยคนน้ำท่วม ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากมาตรการดังกล่าวนี้มีแผนการจัดสรรงบประมาณมาอย่างเป็นระบบจนได้รับการอนุมัติจาก ครม.ตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ จากปัญหาเศรษฐกิจ เพราะได้รับผลกระทบเศรษฐกิจโลกก่อนที่จะเกิดปัญหาพายุและน้ำท่วมในหลายจังหวัด 
    "ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐได้ดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาพ่อแม่พี่น้องผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางพรรคได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการช่วยเหลือภัยพิบัติ ติดตามให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ พ่อแม่พี่น้องสามารถติดต่อเพื่อแจ้งขอรับความช่วยเหลือได้ที่ทางพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งพร้อมดูแลประชาชนทุกคน" น.ส.ทิพานันกล่าว. 
 


ขออาลัย.......... ต่อการสิ้นอายุขัยของ "นายชัย ชิดชอบ" อดีตประธานรัฐสภา ที่บ้านจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวาน (๒๔ ม.ค.๖๓) ด้วยวัย ๙๒ ปี และขอแสดงความเสียใจกับ "ตระกูลชิดชอบ" ที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเคารพและเป็นหลักชัยของตระกูลครั้งนี้ด้วย

ทำไมต้อง "กดบัตรแทนกัน"?
แรงจูงใจของอาชญากร
ที่ไม่ได้วินิจฉัย 'ใช่ว่าไม่ผิด'
'ศิษย์หนุ่มกับอาจารย์ทารก'
๒๑ มกรา 'มีใครจะลาบวช?'
ดิ้นกันไปเมื่อรู้ว่า 'ใกล้เมรุ'