'ผอ.อิศรา'ออกบทความแฉพฤติกรรมประหลาดของ'ธนาธร'กรณีการบริหารจัดการหุ้น


เพิ่มเพื่อน    

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจากสำนักข่าวอิศรา

นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา เผยแพร่บทความเรื่อง "พฤติกรรมประหลาด? ของ 'ธนาธร’ กรณีการบริหารจัดการหุ้น" ผ่านสำนักข่าวอิศราโดยมีเนื้อหาดังนี้ การที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ทำหนังสือขอโทษ และชี้แจงบริษัทหลักทรัพย์ที่ไม่ได้โอนหุ้นให้บริหารจัดการในลักษณะบลายทรัสต์ (Blind Trust) ตามที่ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ(MOU) อย่างที่นายธนาธรเคยแถลงข่าวไว้ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2562 ก่อนที่นายธนาธรจะได้รับเลือกเป็น ส.ส. 

นายธนาธรอ้างด้วยว่า การทำหนังสือขอโทษดังกล่าว ต้องการทำเป็นส่วนตัวกับทางบริษัท แต่เนื่องจากถูกโจมตีทำลายความน่าเชื่อถือจึงนำหนังสือดังกล่าวมาเปิดเผยต่อสาธารณะ (อ่านประกอบ : 'ธนาธร'โชว์ จม.ขอโทษบริษัทที่ยังไม่ได้ทำ blind trust เหตุศาล รธน.สั่งหยุดทำหน้าที่

PIC thanathorn 1 10 62 1

picidkdkdkdkdkd1 10 19

แต่หลังจากอ่านคำชี้แจงดังกล่าวของ นายธนาธร แล้วมีข้อน่าสังเกตดังต่อไปนี้

ประการแรก นายธนาธร ถูกศาลธรรมนูญสั่งพักการทำหน้าที่ ส.ส. ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2562 ระหว่างการพิจรณาของศาลเนื่องจากนายธนาธรถูกกล่าวหาว่า ยังถือครองหุ้นบริษัทที่ประกอบกิจการสื่อมวลชน

ทำไมนายธนาธรเพิ่งมาทำหนังสือขอโทษบริษัทหลักทรัพย์ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2562 หลังจากที่นายธนาธรถูกสั่งพักการทำหน้าที่ ส.ส. นานถึงสามเดือน 

ทั้งที่นายธนาธร จะต้องยื่นรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ภายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 อย่างไรก็ตาม นายธนาธรได้ขอขยายระยะเวลาการยื่นบัญชีต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปจนถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2562 

นั่นก็แสดงว่านายธนาธรเพิ่งทำหนังสือขอโทษบริษัทหลักทรัพย์ก่อนครบกำหนดที่ขอขยายระยะเวลาการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. เพียงวันเดียว

การที่นายธนาธรอ้างว่า ขอยกเลิกการโอนหุ้นไปให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการในลักษณะบลายทรัสต์ (Blind Trust)  เพราะถูกพักการทำหน้าที่เป็น ส.ส. นายธนาธรน่าจะคิดได้และทำหนังสือขอโทษตั้งแต่ช่วงก่อนหน้าที่จะยื่นรายการแสดงบัญชีทรัพย์สิน มิใช่ทำหลังจากที่เลยระยะเวลาการยื่นบัญชีทรัพย์สินแล้ว

ประการที่สอง เมื่อสื่อมวลชนตรวจบัญชีทรัพย์สิน ของนายธนาธรที่ยื่นไว้กับ ป.ป.ช.พบว่า นายธนาธรมิได้ทำตามที่ได้แถลงข่าวไว้ จึงย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนได้ เพราะถือว่ามิได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

แต่นายธนาธรกลับอ้างว่า การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าวเป็นการโจมตีทำลายความน่าเชื่อถือ จึงจำเป็นต้องเอาหนังสือที่ทำขอโทษบริษัทหลักทรัพย์เป็นการส่วนตัวมาเปิดเผยต่อสาธารณะ

เป็นเรื่องน่าประหลาดอย่างมาก ที่ในช่วงการทำบันทึกความเข้าใจ(MOU) นายธนาธรแถลงข่าวเรื่องนี้อย่างใหญ่โตเพื่อ ’สร้างภาพ’ ให้กับตนเองในทางการเมือง โดยอ้างว่า ต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่และความโปร่งใสไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการทำหน้าที่ ส.ส.

แต่พอถึงคราวจะยกเลิกการโอนหุ้นไปให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกลับทำอย่างเงียบเชียบ ไม่ยอมแถลงข่าวต่อสาธารณะ เหมือนกับตอนช่วงที่ทำ MOU

เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์หลังจากที่ถูกตรวจสอบพบว่า มิได้ทำตามที่แถลงข่าวไว้ กลับออกมาโวยวายว่าถูกโจมตีทำลายความน่าเชื่อถือ

ประการที่สาม ถ้าดูเนื้อหาในหนังสือที่อ้างว่า ทำขอโทษบริษัทหลักทรัพย์เป็นการส่วนตัว ถือว่าเป็นการทำหนังสือในลักษณะการติดต่อทางธุรกิจระหว่างนายธนาธรกับบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งเนื้อหาในหนังสือลักษณะเช่นนี้ แค่เพียงแต่อธิบายถึงเหตุผลหรือความจำเป็นที่ไม่สามารถดำเนินการตาม MOU ได้ ก็น่าจะเพียงพอ เช่น การถูกพักทำหน้าที่ของ ส.ส.

แต่เมื่ออ่านหนังสือขอโทษที่นายธนาธรอ้างว่าทำเป็นการ ‘ส่วนตัว’ ระหว่าง นายธนาธรกับบริษัทหลักทรัพย์ กลับพบข้อความในลักษณะหาเสียงซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับสัญญาในลักษณะธุรกิจการค้ากับบริษัทหลักทรัพย์แต่อย่างใดในย่อหน้าที่สอง

“ไม่ว่าสถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไร ความตั้งใจแต่แรกเริ่มของผมยังคงแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นก็คือ การพยายามสร้างบรรทัดฐานใหม่ของความโปร่งใสตรวจสอบได้ สำหรับนักธุรกิจที่หันมาทำงานการเมือง ผมต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าการเข้าสู่การเมืองของผมไม่เคยเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตน แต่มีเป้าหมายสูงสุดคือการรับใช้ประชาชนของประเทศอันเป็นที่รักของเรา และสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนสถาพรให้กับคนรุ่นต่อไป”

เนื้อหา ในลักษณะนี้ทำให้ เชื่อได้ยากว่าหนังสือของนายธนาธรต้องการทำในลักษณะ ’ส่วนตัว’ 

แต่มีความมุ่งหมายจะใช้ในการสร้างภาพเพื่อบรรเทาผลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มิได้ทำตามสัญญากับประชาชนในเรื่องการโอนหุ้นให้บริษัทหลักทรัพย์ไปจัดการในลักษณะ Blind Trust

เพราะไม่เห็นมีความจำเป็นใดๆ ที่นายธนาธรต้องไปประกาศอุดมการณ์ของตนเองเป็นการ ‘ส่วนตัว’ กับบริษัทหลักทรัพย์ในฐานะนิติบุคคลทางธุรกิจให้รับทราบ

กระทำดังกล่าวยิ่งทำให้คนสงสัยในพฤติกรรมของนายธนาธรในเรื่องการไม่ยอมโอนหุ้นไปให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการในลักษณะ Blind Trust มากยิ่งขึ้นไปอีก 


"บ้านเมืองไทย" ก็เหมือนตะกร้าตอนไปจ่ายตลาด ไม่ได้มีของที่ต้องกิน-ต้องซื้อยัดลงตะกร้าอย่างเดียว ฉะนั้น...... อย่าไปจดจ่ออยู่กับเรื่องใด-เรื่องหนึ่งโดยเฉพาะจนจับเจ่า ชีวิตจะเฉาเปล่าๆ

"กระมิด-กระเมี้ยนอยู่ทำไม"?
'๒๕๖๓ คณาจารย์ร่านเมือง'
ใครทน 'ธรรมศาสตร์ไม่ทน'?
สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส