ทอนหนุนแยกฮ่องกง โฆษกทูตจีนฉะสมคบ‘โจชัวหว่อง’ผิดร้ายแรงกระทบมิตรภาพ


   

 "ธนาธร" งานเข้าอีกแล้ว! โฆษกเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยฉะนักการเมืองไทยบางคนติดต่อกับกลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากจีน โดยมีท่าทีเชิงสนับสนุน ซัดเป็นการกระทำที่ผิดอย่างร้ายแรงและไร้ความรับผิดชอบ "ชลิตา" ไม่กลัวน้ำร้อน ลั่นพร้อมสู้คดีมาตรา 1 แม้โดนคนเดียว เตรียมข้อมูล-พยานไว้พร้อมแล้ว ปลุกเร้าสังคมต้องวิพากษ์และชงรื้อมาตรา 1 ให้เป็นเรื่องปกติให้ได้ เคาะชัดๆ แล้ว 17-19 ต.ค. พ่นน้ำลายเรื่องงบประมาณ เพื่อไทยฟุ้งมี 70 ส.ส.จ่อจองกฐิน

    เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม เพจเฟซบุ๊ก Chinese Embassy in Bangkok ของเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่ข้อความระบุว่า โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยให้ความเห็นเกี่ยวกับ "กฎบังคับในเรื่อง ห้ามสวมหน้ากาก" และสถานการณ์ล่าสุดในฮ่องกง
    เมื่อวันที่ 4 เดือนตุลาคม รัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกงได้ประกาศ "กฎบังคับในเรื่อง ห้ามสวมหน้ากาก" โดยอาศัยอำนาจจาก “กฎระเบียบในวาระฉุกเฉิน” มีผลตั้งแต่วันที่ 5 เดือนตุลาคม กฎบังคับดังกล่าวห้ามผู้ชุมนุมสวมใส่หน้ากาก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคในการระบุตัวตนสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ละเมิดถือว่าทำผิดกฎหมาย
    ความรุนแรงในฮ่องกงยืดยาวมาเป็นเวลามากกว่า 4 เดือน วันที่ 1 เดือนตุลาคม กลุ่มคนใช้ความรุนแรงที่สวมหน้ากากได้รวมตัวกันอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ต่างๆ ของฮ่องกง ปิดกั้นการจราจรในบริเวณกว้าง ทำลายร้านค้า รถไฟใต้ดินและสาธารณูปโภคอื่นๆ อีกทั้ง ได้จุดไฟเผา โยนระเบิดขวดจำนวนมาก โจมตีสถานที่ราชการและสถานีตำรวจ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างบ้าคลั่ง ทำร้ายประชาชนทั่วไปอย่างไม่เลือกหน้า พวกเขาจงใจสร้างเหตุการณ์นองเลือดขึ้นมา ความรุนแรงได้ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการท้าทายกฎหมายอย่างรุนแรง ทำลายความสงบสุขของสังคมฮ่องกง และเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนทั่วไป
    ในปัจจุบันความอันตรายที่ใหญ่ที่สุดที่ฮ่องกงกำลังเผชิญอยู่ก็คือ การใช้ความรุนแรงและการไม่เคารพกฎหมาย ถึงเวลาแล้วที่ต้องยุติความรุนแรงและความวุ่นวายด้วยท่าทีที่ชัดเจนมากขึ้น และวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในสถานการณ์อย่างนี้รัฐบาลเขตปกครองพิเศษได้บังคับใช้ "กฎบังคับในเรื่องห้ามสวมหน้ากาก" เป็นมาตรการที่ชอบด้วยกฎหมาย ชอบธรรม และมีความจำเป็นอย่างยิ่ง หลายประเทศในโลกก็ได้บังคับใช้กฎหมายห้ามปิดบังใบหน้าเช่นกัน การบังคับใช้กฎบังคับดังกล่าวในฮ่องกง มิได้ส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของชาวฮ่องกง รวมทั้งสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมด้วย
    รัฐบาลส่วนกลางของประเทศจีนสนับสนุน แคร์รี หลั่ม ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง รัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานตุลาการ ในการดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดใช้ความรุนแรงทั้งปวง โดยเฉพาะแกนนำ กลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง ตลอดจนผู้วางแผนและสั่งการที่อยู่เบื้องหลัง
    เป็นที่ต้องชี้ให้ทราบว่า ความผันผวนที่มาจากการต่อต้านการแก้ไขกฎหมายในฮ่องกงได้ เปลี่ยนตัวไปอย่างสิ้นเชิง กำลังพัฒนาเป็น "การปฏิวัติสี" โดยได้รับการแทรกแซงจากกลุ่มอิทธิพลภายนอก กลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีน ได้ใช้ ประชาธิปไตยและเสรีภาพเป็นข้ออ้าง เพื่อทำลายหลักการพื้นฐานของ "หนึ่งประเทศสองระบบ" บ่อนทำลายอธิปไตยและความบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศจีน ซึ่งฝ่ายจีนคัดค้านอย่างเด็ดขาด
นักการเมืองไทยหนุนแยกฮ่องกง
    "กลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีนยังได้สมคบกับกลุ่มอิทธิพลภายนอก เผยแพร่ข่าวลือ บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อวัตถุประสงค์ที่มิอาจเปิดเผยของตน นักการเมืองประเทศไทยบางคนมีการติดต่อกับกลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีนโดยมีท่าทีเชิงสนับสนุน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดอย่างร้ายแรงและไร้ความรับผิดชอบ ฝ่ายจีนหวังว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องสามารถรับรู้ข้อเท็จจริงของปัญหาฮ่องกง ใช้ความระมัดระวัง ทำในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อมิตรภาพจีน-ไทย" เพจของเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยระบุ 
    สำหรับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยคือ นายหลู่ เจี้ยน มารับตำแหน่งเมื่อเดือนสิงหาคม 2560  
     ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2562 เว็บไซต์ไทยรัฐรายงานว่า นายโจชัว หว่อง หนึ่งในแกนนำผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง โพสต์ที่ถ่ายคู่กับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ บนหน้าเพจเฟซบุ๊กของตนเอง โดยระบุว่าทั้งคู่มีโอกาสได้พบกันระหว่างร่วมงานประชุม ‘Open Future Forum’ ในฮ่องกง ซึ่งจัดขึ้นโดยนิตยสาร ‘อีโคโนมิสต์’ (Economist) เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยโจชัว หว่อง ระบุว่า นายธนาธรเป็นหัวหน้าพรรค ‘อนาคตใหม่’ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปีก่อน และผลักดันเรื่องความเท่าเทียมทางเพศและการกระจายรายได้อย่างยุติธรรม เขายังสนับสนุนการนำทหารออกจากการเมืองของไทย แล้วนำปัญญาชนเข้ามาเป็นรัฐบาล
    นายหว่องระบุอีกว่า ด้วยความพยายามทำลายขนบเก่าๆ ทางการเมือง ทำให้ในการเลือกตั้งครั้งแรก พรรคอนาคตใหม่ก็ได้เป็นพรรคอันดับ 3 ได้เก้าอี้ในรัฐสภาไปมากกว่า 80 ที่นั่ง แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็ถูกรัฐบาลทหารฟ้องร้องด้วยข้อหาปลุกระดมมวลชนให้ต่อต้านรัฐบาล ซึ่งทำให้เขาอาจต้องโทษจำคุก 9 ปี อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นอิทธิพลของขั้วอำนาจที่ 3 ที่กำลังเกิดขึ้นในสนามการเมืองไทย
    แกนนำกลุ่มนักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกงรายนี้บอกด้วยว่า ตอนที่ผมได้คุยกับนายธนาธร ผมพูดถึงเรื่องที่เคยถูกรัฐบาลไทยกักตัวที่สนามบินในกรุงเทพมหานครนาน 12 ชั่วโมงเมื่อ 4 ปีก่อน ต่อมาผมก็ได้รับแจ้งว่า ผมถูกขึ้นบัญชีดำ ก่อนจะถูกเนรเทศกลับฮ่องกง ซึ่งผมไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้มีโอกาสไปประเทศไทยอีก ขณะที่ยังไม่แน่ชัดว่าในอนาคตเขา (นายธนาธร) จะถูกห้ามเข้าฮ่องกงด้วยหรือไม่
    “แต่ผมหวังว่าในขณะที่อำนาจอนุรักษนิยมหรือลัทธิอำนาจนิยม กำลังแผ่ขยายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พวกเราจะสามารถแลกเปลี่ยน และผลักดันคุณค่าของกระบวนการประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกต่อไป“ โจชัว หว่อง ระบุทิ้งท้าย
    ขณะที่เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์รายงานว่า ในระหว่างร่วมการสัมมนา Open Future Festival ที่ฮ่องกง นายธนาธรตอบคำถามพิธีการว่า "ในการที่จะโค่นล้มระบอบทหารคุณจะต้องมีความเคลื่อนไหวทั้งนอกสภาและในสภา ผมคิดว่าจะต้องไปด้วยกัน ไม่มีทางอื่นที่คุณจะสร้างพลังผลักดัน คือพลังภายในและพลังภายนอก"
    ในส่วนของวิกฤติการเมืองไทย นายธนาธรตอบว่า ขบวนการเสื้อเหลืองคือวิกฤตการณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมา ถ้าคุณมองวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย การรัฐประหารทำให้เราแตกแยก ทำให้เรามีความเห็นตรงข้ามทางการเมือง เพื่อที่จะใช้หลักการแบ่งแยกและปกครองประชาชน (divide and conquer) และก็สำคัญด้วยเพราะมีความขัดแย้งระหว่างประชาชนเพื่อที่พวกเขา (ทหาร) จะให้คนเข้าใจว่าประชาธิปไตยคือปัญหา เผด็จการคือทางออก และคนที่ได้ประโยชน์ คนที่เปลี่ยนสถานการณ์ให้เป็นทุนจากวิกฤติครั้งนี้ก็คือนายทุนใหญ่ ครอบครัวที่มีอิทธิพลไม่กี่ครอบครัว บุคคลที่มีความใกล้ชิดกับการทำรัฐประหารนี่คือผู้ที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้
    "เราอยู่ในความขัดแย้งทางการเมืองมา 13 ปีแล้ว 13 ปีแล้ว! ดังนั้นต้นทุนมันสูงมาก ผมอยากจะขอร้องทุกท่าน ทุกคน คุณจำเป็นต้องปกป้องสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหนก็ตาม มันเป็นเรื่องของเราทุกคน เราต้องปกป้องประชาธิปไตย ไม่อย่างนั้นคุณก็อาจอยู่ในสภาพเดียวกับประเทศไทย" นายธนาธรกล่าว และยังเอ่ยถึงฮ่องกงซึ่งเป็นสถานที่จัดงานสัมมนาว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นในฮ่องกงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านเป็นแรงบันดาลใจให้เราด้วย" 
ปลุกสังคมพูดรื้อ ม.1 ได้
 ด้านนางชลิตา บัณฑุวงศ์ รองหัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ได้เคลื่อนไหวทางเฟซบุ๊กอีกครั้ง หลังเงียบหายไปหลังถูก พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งความดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กรณีพูดเสวนา “พลวัตแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่” ที่เสนอให้แก้ไขมาตรา 1 ร่วมกับแกนนำ 7 พรรคฝ่ายค้านจำนวน 12 ราย
โดยนางชลิตาโพสต์หัวข้อ “มายืนยันกันอีกทีถึงเสรีภาพในการอภิปรายบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รวมถึงมาตรา 1” ระบุว่า การนำเสนอในเวทีที่ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 28 ก.ย. เป็นการใช้เสรีภาพทางความคิดที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ ซึ่งในการอภิปรายได้ปูพื้นให้เห็นถึงความเป็นมาและลักษณะของสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเสนอว่าการมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย การเสนอให้อภิปรายบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยสันติวิธี เป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และไม่เข้าลักษณะองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 116 ดังนั้นการแจ้งความดำเนินคดีเพื่อเอาผิดต่อการแสดงความคิดเห็นนี้โดย กอ.รมน. จึงเป็นการบิดเบือนการใช้กฎหมายเพื่อสร้างความหวาดกลัวหรือความยุ่งยากให้ผู้ถูกกล่าวหา เป็นการใช้การฟ้องคดีเพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (SLAPP) ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่กล้าพูดคุยอภิปรายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญอีก 
    นางชลิตาโพสต์อีกว่า พวกเราต้องไม่หลงประเด็นไปกับวิวาทะการฟ้องเหมาเข่ง หรือฟ้องเหมารวม แม้จะเป็นหลักการที่ถูกต้องที่ว่า ผู้พูดย่อมต้องรับผิดชอบในคำพูดตนเอง แต่นี่ไม่ใช่สาระสำคัญของเรื่องนี้ ประเด็นหลักคือ การแสดงความคิดเห็นอย่างสันติต่อรัฐธรรมนูญไม่ว่าในประเด็นใดไม่ใช่ความผิด ไม่ใช่อาชญากรรม และไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่สมควรจะถูกฟ้องร้องจากการแสดงความคิดเห็นนี้ และไม่เคยกังวลใจเลยแม้แต่น้อยในการถูกแจ้งความดำเนินคดีเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะคดีใด ด้วยข้อหาใด และจะแอบโล่งใจเสียด้วยซ้ำหากมันเป็นเช่นนั้น พร้อมเต็มที่ในการต่อสู้คดีเพื่อยืนยันถึงหลักการ ตอนนี้ได้เริ่มเตรียมข้อมูลต่างๆ เตรียมหานักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ฯลฯ ที่จะมาเป็นพยานให้การ และจะทำให้กระบวนการดำเนินคดีต่อตนเองเป็นการเปิดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรื่องรัฐธรรมนูญและปัญหาชายแดนใต้อีกทางหนึ่ง
    “หลายวันที่ผ่านมา ดิฉันรู้สึกชื่นชมและศรัทธาต่อหลายๆ ท่านที่ถูก กอ.รมน.ฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยกัน พวกเค้าเหล่านี้ไม่ได้แสดงความหวาดกลัวต่อการข่มขู่แม้แต่น้อย ผู้อาวุโสหลายท่านยืนยันอย่างกล้าหาญ หนักแน่น และสง่างามต่อหลักการและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นอกจากนั้นยังรู้สึกดีใจที่มีหลายๆ คน กลุ่ม องค์กร เริ่มออกมานำเสนอข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับมาตรา 1 มีการรวบรวมงานทางวิชาการมาเผยแพร่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ การพูดถึง การอภิปรายแลกเปลี่ยน และการให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรา 1 มันเคยเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคมไทย และเราจะต้องช่วยกันทำให้ความปกติธรรมดานี้ดำรงอยู่ต่อไปให้ได้” นางชลิตาโพสต์ทิ้งท้ายไว้
    ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตอบคำถามถึงกรณีสังคมตั้งคำถามถึงคณะกรรมาธิการฯ (กมธ.) บางคณะ ใช้อำนาจเรียกบุคคลเข้าชี้แจง เช่น นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะประธาน กมธ. เตรียมเรียก พล.ต.บุรินทร์มาให้ข้อมูลเป็นการแทรกแซงหรือไม่ ว่าการเชิญบุคคลมาชี้แจงมีขอบเขตที่เป็นระเบียบอยู่แล้ว ซึ่งข้อท้วงติงว่าการเรียกมาอาจเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ก็ยังไม่เห็นว่าแทรกแซงในส่วนใด แต่ถ้าหากเห็นว่า กมธ.เชิญมาไม่ถูกต้อง และเป็นการแทรกแซงการทำงาน ก็สามารถร้องเรียนมาที่สภาได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการร้องเรียนของ กมธ.มาแล้ว 1 คณะ ซึ่งขอย้ำว่าการเชิญคนเข้าชี้แจงทำได้ตามอำนาจหน้าที่ แต่หากผู้ใดสงสัยสามารถไปศึกษาระเบียบข้อบังคับสภาดูได้
เคาะถกงบ 17-19 ต.ค.
        นายชวนยังกล่าวถึงกรณีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยื่นหนังสือผ่านประธานสภาฯ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ไปรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญในการจัดเสวนาที่ จ.ปัตตานี ว่าเบื้องต้นยังไม่เห็นหนังสือ ได้ทราบจากสื่อเท่านั้น คาดว่าอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ทั้งนี้ หากเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ก็จะส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยต่อไป
วันเดียวกัน ยังคงมีความเคลื่อนไหวถึงการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 โดยนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า มีการหารือในวิปรัฐบาลแล้วเป็นวันที่ 17-19 ต.ค. โดยในวันที่ 17 ต.ค. ครึ่งเช้า จะพิจารณากฎหมายสำคัญก่อน และหลังจากนั้นช่วงบ่ายจะพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งเมื่อหายไปครึ่งวันในวันที่ 17 ต.ค. จึงต้องเลยไปถึงวันที่ 19 ต.ค. และคาดว่าจะประชุมเต็มที่แค่เพียง 3 วัน เพราะอยากได้ระหว่าง 2 วันหรือ 3 วันเท่านั้น เพราะถัดไปอีกหนึ่งวันในวันที่ 20 ต.ค. ส.ว.ขอประชุมวุฒิสภา
    นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในฐานะอดีต กรธ. กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 144  ว่าด้วยการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณ  เขียนเหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 มีเนื้อหาที่กำหนดว่าห้าม ส.ส.-ส.ว. หรือ กมธ.เสนอแปรญัตติหรือการกระทำใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมที่มีผลให้ ส.ส., ส.ว. หรือ กมธ.มีส่วนในการได้ใช้งบประมาณรายจ่าย ซึ่งในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในปีดังกล่าว มีคนร้องต่อกรณีที่ ส.ส.ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสามารถลงมติได้หรือไม่ ซึ่งผลวินิจฉัยระบุว่า การประชุมสภา ส.ส.ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในขณะเดียวกันจะออกเสียงลงคะแนนในเรื่องที่มีส่วนได้เสียไม่ได้ ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเขียนบทบัญญัติเหมือนกันจึงมีประเด็นที่พิจารณาได้ว่า ส.ส.ที่เป็นรัฐมนตรีสามารถลงมติได้ เนื่องจากเป็นการใช้สิทธิ ส.ส.ในสภา ซึ่งเป็นคนละบทบาทของตำแหน่งรัฐมนตรี 
    นายปกรณ์ยังกล่าวว่า ส.ส.ซึ่งเป็นรัฐมนตรีและได้รับการแต่งตั้งเป็น กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ สามารถทำได้ แต่ต้องระวังว่าอย่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายแปรญัตติเพื่อเอางบประมาณไปใช้เพื่อประโยชน์กับตนเอง ดังนั้นกรณีการลงมติของ ส.ส. ซึ่งเป็นรัฐมนตรีในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ สามารถทำได้ เพราะถือเป็นการใช้สถานะที่เป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ
    ส่วนนายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า แม้นายวิษณุจะยืนยันว่า ส.ส.ที่เป็นรัฐมนตรีโหวตได้ เพราะไม่มีข้อห้าม แต่จะมีปัญหาคือเรื่องการมีส่วนได้เสียที่เขียนเป็นหลักการของรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะรัฐมนตรีเป็นผู้ร่างงบประมาณเอง แล้วมาโหวตเรื่องที่ตัวเองร่างจะเข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ เรื่องนี้ในการอภิปรายสภา คงต้องหารือกันว่ารัฐมนตรีสมควรร่วมโหวตหรือไม่ แต่ส่วนตัวมองว่ารัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ควรเฉยไว้
    นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ว่า สภาให้เวลาอภิปราย 3 วัน ระหว่างวันที่ 17-19 ต.ค. ได้เวลารวม 40 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาล 20 ชม. ฝ่ายค้าน 20 ชม. ซึ่งจากเวลาของฝ่ายค้านต้องนำมาเฉลี่ยกันใน 7 พรรค โดยเฉพาะในส่วนของพรรคเพื่อไทย (พท.) มีผู้แสดงเจตจำนงขออภิปรายมากถึง 70 คน เมื่อนำมาหารเป็นเวลาจะได้คนละ 5-6 นาทีเท่านั้น แต่ในส่วนผู้อภิปรายหลักที่ต้องเน้นเนื้อหาเฉพาะ อาจได้เวลาเพิ่มขึ้นมา ซึ่งจำนวนผู้แสดงเจตจำนงอภิปรายยังปรับลดได้อีก โดยในวันที่ 15-16 ต.ค. พรรคจะประชุมเตรียมความพร้อม ติวเข้มกันอีกครั้ง
    เมื่อถามถึงข้อห่วงใยที่ ส.ส.พรรคอาจไม่โหวตไปในทิศทางเดียวกัน นายสุทินกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นวินัยของแต่ละพรรค ก่อนโหวตเราคงมีมติออกมาก่อน สมาชิกทุกคนต้องปฏิบัติ ถ้าใครออกนอกลู่ไป คงเจอสังคมตรวจสอบ แม้รัฐธรรมนูญให้เอกสิทธิ์ในการโหวตต่อ ส.ส. แต่เรื่องนี้ถือเป็นวิธีปฏิบัติ ต้องมีจรรยาบรรณ ส.ส.ถ้าใครโหวตสวน จริงอยู่เขาก็ยังกลับพื้นที่ได้ แต่เมื่อกลับไปแล้วก็ต้องเตรียมตอบคำถามชาวบ้านให้ได้ด้วย
    นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รองหัวหน้าพรรค พท. กล่าวว่า ในการอภิปรายงบประมาณไม่น่ามีปัญหาอะไร การโหวตถ้าเสียงข้างมากยกมือสนับสนุนงบประมาณก็ผ่าน ถ้าไม่ผ่านก็มาจากปัญหาภายในของพรรคร่วมรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน และรัฐบาลต้องไปหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร ไม่ใช่ออกมาโวยวายและเอาประเทศเป็นตัวประกัน ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ระบุว่าหากงบประมาณไม่ผ่านประเทศมีปัญหาแน่นั้น การพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการข่มขู่และเล่นเกมการเมืองที่โยนความผิดให้พรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมทั้งสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน รัฐบาลรู้อยู่แล้วว่าหากงบไม่ผ่าน รัฐบาลก็มีวิธีการบริหารจัดการไม่ให้มีปัญหาสามารถบริหารประเทศได้ 
         “กรณีที่งบประมาณไม่ผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ต้องรับผิดชอบ จะลาออกหรือยุบสภา จะเอาอย่างไรก็ว่ากันมา เชื่อว่านักการเมืองทุกคนก็พร้อมไปเริ่มใหม่แน่นอน แต่อย่ามาขู่แบบนักเลง ไม่ใช่วิสัยของลูกผู้ชาย” นพ.ชลน่านกล่าว      
    ส่วนที่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) มีการจัดประชุม ส.ส. เพื่อเตรียมความพร้อมในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ โดยมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค.และแกนนำพรรค รวมทั้ง ส.ส.เข้าร่วมอย่างคึกคัก.


"ช่อ-พรรณิการ์" นี่.......... ต้องยกให้เธอเป็น "เตียวเสี้ยน" แห่งสำนัก "อนาคตโคตรใหม่" อย่างนั้นเลยจริงๆ "เหว" ว่าลึกแล้ว แต่คิดจากก้อนสมองในหัวกะโหลกที่ทิ่มคอจมลงไปถึงไหล่ ลึกและล้ำกว่ามากนัก!

๒๑ มกรา 'มีใครจะลาบวช?'
ดิ้นกันไปเมื่อรู้ว่า 'ใกล้เมรุ'
ปิยบุตร "ยังเป็นคนอยู่หรือ?"
ประชาธิปัตย์ 'ก่อนศตวรรษ'?
ยำใหญ่ “ใส่ไข่” นายกฯประยุทธ์
'ผีบุญ' แนวทางศึกษา 'ทอน'