งานศพวุ่นรพ.ส่งสลับ


   


    หญิงวัย 47 เสียชีวิตที่โรงพยาบาล ครอบครัวรับศพมาตั้งบำเพ็ญกุศล ไม่ทันไรรถกู้ชีพรีบบึ่งมาขอเปลี่ยนศพที่สลับกับอีกรายหนึ่ง เหตุเพราะเจ้าหน้าที่ รพ.สะเพร่ารีบห่อศพทั้งคู่โดยไม่ติดป้ายชื่อจนส่งศพสลับกัน ด้านผู้บริหาร รพ.ออกมาขอโทษ สั่งผู้รับผิดชอบชี้แจง
    เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านโนนมาลัย หมู่ 4 ต.หินเหล็กไฟ อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ ว่ามีเหตุการณ์ศพสลับกันโดยที่ญาติผู้เสียชีวิตไม่รู้จนเกือบเผาผิดศพ เพราะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเกิดความสับสน เมื่อไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 202 บ้านโนนมาลัย ก็พบชาวบ้านจำนวนหนึ่งจับกลุ่มพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยผู้เสียชีวิตคือ น.ส.อ้อม เตาตีทอง อายุ 47 ปี เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ญาติไปรับศพที่โรงพยาบาลมาตั้งบำเพ็ญกุศลตามประเพณีที่บ้านเลขที่ 202 ดังกล่าว แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าศพที่อยู่ในโลงนั้นไม่ใช่ศพของ น.ส.อ้อม จนกระทั่งมีรถของหน่วยกู้ชีพ อบต.วังเหนือ อ.บ้านด่าน วิ่งมาที่งานและขอแลกเปลี่ยนศพ น.ส.อ้อมที่อยู่ในโลง กับศพที่อยู่ในรถกู้ชีพคันดังกล่าว ทำให้ทั้งญาติและชาวบ้านที่มาร่วมงานต่างตกใจและงงไปตามๆ กัน เพราไม่มีใครเปิดดูศพเลยหลังจากรับศพที่โรงพยาบาล ซึ่งเจ้าหน้าที่จัดการให้เรียบร้อยแล้วก็นำศพใส่โลงเลย
    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กู้ชีพที่นำศพมาขอเปลี่ยนชี้แจงว่า ขณะที่ญาติไปติดต่อรับศพผู้ตายที่โรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์ มีการรับศพสลับกับศพของนางละม่อม อินสำราญ อายุ 75 ปี ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคชราในเวลาใกล้เคียงกัน จากนั้นญาติๆ ของ น.ส.อ้อม จึงได้ขอดูศพที่อยู่ในรถ จึงพบว่าเป็นศพของ น.ส.อ้อมจริงๆ และเมื่อไปเปิดดูศพที่อยู่ในโลงก็พบว่าเป็นศพของหญิงชรา จึงได้ทำการเปลี่ยนศพกัน     
    นายศักดา เตาตีทอง อายุ 58 ปี พี่ขายของ น.ส.อ้อม เล่าว่า หลังจากน้องสาวเสียชีวิต ทางญาติก็ได้เดินทางไปรับศพที่โรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์ เวลาประมาณ 5 โมงเย็นของวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ดูแลจัดการเรื่องศพแจ้งว่าดำเนินการแต่งศพเรียบร้อยแล้ว ให้ญาติรับกลับไปได้เลย ซึ่งตอนนั้นศพอยู่ในสภาพห่อผ้าขาวมิดชิด ญาติจึงไม่ได้เอะใจเปิดดูหน้าศพ จากนั้นก็เอาเข้าโลงเย็นทันที และเมื่อมาถึงบ้านก็ตั้งศพเพื่อไว้ประกอบพิธีสวดพระอภิธรรมตามประเพณี กระทั่งเวลา 1 ทุ่มเศษ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพ อบต.วังเหนือ จึงขับรถมาขอเปลี่ยนศพ กรณีนี้ทางญาติไม่ติดใจจะเอาเรื่องอะไร แต่อยากให้ทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลรอบคอบมากกว่านี้ 
    ส่วนนายสุวิทย์ สีทา อายุ 39 ปี หลาน น.ส.อ้อมผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ก่อนที่รถกู้ชีพจะมาขอเปลี่ยนศพได้เกิดเหตุการณ์ที่เมื่อคิดย้อนแล้วก็แปลกใจอยู่เมือนกัน กล่าวคือ เทียนเล่มใหญ่ที่จุดไว้หน้าโลงศพล้มลงถึง 2 ครั้ง ทั้งที่ไม่มีลมพัด  
    ขณะที่นายพิสิทธิ์ อินสำราญ อายุ 37 ปี ลูกชายของนางละม่อม ที่ศพสลับกัน กล่าวว่า หลังจากแม่เสียชีวิตวันที่ 10 ต.ค. เวลาประมาณ 5 โมงเย็น  ทางครอบครัวได้ติดต่อรถกู้ชีพ อบต.วังเหนือ เพื่อไปรับศพที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ซึ่งวันนั้นมีศพออกมาไล่เลี่ยกัน 3 ศพ แต่ละศพถูกห่อด้วยผ้าขาวมิดชิด แต่ไม่มีชื่อติดไว้ที่ศพ เพียงเจ้าหน้าที่แจ้งว่าดำเนินการให้เสร็จเรียบร้อยแล้วสามารถรับศพไปได้เลย จากนั้นก็ทยอยนำศพขึ้นรถ กระทั่งเมื่อนำศพไปถึงวัดปลัดปุ๊ก ต.วังเหนือ อ.บ้านด่าน เพื่อจะประกอบพิธีรดน้ำ สัปเหร่อที่วัดได้เปิดศพออกดูก็แจ้งกับญาติว่าไม่ใช่ศพของแม่ เป็นศพของคนอื่น ต่างก็ตกใจเพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ จึงได้กลับไปสอบถามที่ รพ. จึงทราบว่าศพสลับกันกับศพของหญิงวัย 47 ปีที่บ้านโนนมาลัย จึงได้ไปขอเปลี่ยนศพคืน 
    มีรายงานว่า ศพของผู้เสียชีวิตทั้งสองรายที่สลับกัน ทางญาติได้ประกอบพิธีฌาปนกิจไปแล้วเมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา
    นายแพทย์รักเกียรติ ประสงค์ดี รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ชี้แจงว่า หลังจากผู้ป่วยเสียชีวิต ทางตึกผู้ป่วยก็จะมีการทำบันทึกข้อมูล ชื่อ ที่อยู่ และสาเหตุการเสียชีวิต แล้วติดต่อไปยังอาคารพักศพ โดยห้องพักศพจะทำการตรวจสอบว่าผู้เสียชีวิตรายดังกล่าวเป็นใคร มีเบอร์ติดต่อญาติหรือไม่ จากนั้นก็จะเคลื่อนย้ายศพจากหอผู้ป่วยมายังอาคารพักศพ เมื่อตรวจสอบข้อมูลความถูกต้องเรียบร้อยก็จะให้บริการ เช่น อาบน้ำศพ ฉีดน้ำยาฟอร์มาลิน เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ก็จะทำการห่อศพให้เรียบร้อย ซึ่งมีลำดับขั้นตอนชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ว่าศพแต่ศพเป็นใคร   
    แต่ในวันเกิดเหตุ มีผู้เสียชีวิตอยู่ 2 ศพที่ทำการห่อศพเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางโรงพยาบาลก็ยอมรับว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นในการส่งมอบศพให้ญาตินำกลับบ้าน ซึ่งปกติแล้วต้องมีการยืนยันจากญาติโดยการเปิดศพดูว่าเป็นญาติของตนหรือไม่ และมีการลงลายมือชื่อในเอกสารด้วย แต่ครั้งนี้เป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้ให้ญาติเปิดศพดูและยืนยันศพจนทำให้ศพสลับกัน แต่หลังจากทราบว่ามีการส่งมอบศพสลับกันแล้ว ทางโรงพยาบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ประสานทางมูลนิธิฯ เพื่อนำศพไปเปลี่ยนให้ถูกต้องแล้วตั้งแต่วันเกิดเหตุ  
    "หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ทางนายแพทย์สมชัย อัศวสุดสาคร ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ก็ได้ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทำบันทึกรายงานรายละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก ขณะเดียวกัน สำหรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทางโรงพยาบาลก็ขอโทษญาติผู้เสียชีวิตทั้งสองครอบครัวด้วย".


ขยันดีนะ....ฝ่ายค้านชุดนี้ เคาะกะลากันรายวัน จะแก้รัฐธรรมนูญ จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล งานเต็มมือ!    เรื่องหาวิธีชำเรารัฐธรรมนูญพูดกันไปเยอะแล้ว มาที่เรื่องซักฟอกรัฐบาลดูบ้าง 

ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว
พี่น้องใต้เศร้าเราจะสุขหรือ?
จาก 'บางระจัน' ถึง 'ลำพะยา'
อ้อย 'ฤๅจะหวานเท่า' ไทย-จีน