จี้จับตาท่าที'นายกฯ'แบน3สารพิษ!


   


    องค์กรต้านโกงร่อนแถลงการณ์จี้จับตา “บิ๊กตู่” เรื่องแบน 3 สารพิษ หวั่นโยนเผือกร้อนให้ คกก.วัตถุอันตรายถ่ายเดียว  เลขานุการ กมธ.ควบคุมสารเคมีแนะออก พ.ร.ก. ทุกอย่างจบ “อนุทิน” ฉุนโยงเอาชนะการเมืองผูกชีวิตคนไทย
    เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เรื่อง 3 สารพิษ โกงชีวิตเกษตรกรมาแล้วทั่วโลก…ไฉนยังออกฤทธิ์ที่ประเทศไทย โดยระบุว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ มีความเป็นห่วงต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยและระบบนิเวศโดยรวม สืบเนื่องจากการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่กล่าวว่า การยกเลิกการห้ามใช้ 3 สารพิษ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไฟริฟอส และไกลโฟเซต ต้องเป็นไปตามขั้นตอน แม้ว่าจะได้มีการพิจารณาเรื่องนี้มาแล้วตั้งแต่ปี 2560 และหลายส่วนของภาคสังคม รวมทั้งหลายหน่วยงานภาครัฐ จะมีข้อเสนอให้ยกเลิก 3 สารพิษนี้โดยเด็ดขาด
    “องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ขอเรียกร้องให้ประชาชนไทยในทุกภาคส่วน ผู้มีความเป็นห่วงต่ออนาคตของคนในชาติ ช่วยจับตาดูท่าทีของนายกฯ ว่าจะรับผิดชอบเกี่ยวกับสุขภาพและชีวิตของประชาชนในเรื่องนี้อย่างไร หรือจะมีการปัดความรับผิดชอบไปให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ตัดสินรับผิดชอบเรื่องสุขภาพและชีวิตของประชาชนแทน”
    ในตอนท้ายของแถลงการณ์ยังระบุว่า หากนายกฯ ยังยืนยันให้เรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่จะกำหนดเส้นทางชีวิตของเกษตรไทย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ขอเรียกร้องให้การลงมติในเรื่องนี้เป็นไปอย่างเปิดเผย และมีการชี้แจงเหตุผลในการสนับสนุนหรือคัดค้าน เพื่อความโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน เพราะการใช้สารพิษในการเกษตร นอกจากจะส่งผลโดยตรงกับชีวิตของเกษตรกรผู้ใช้และระบบนิเวศทางธรรมชาติแล้ว ยังส่งผลโดยอ้อมถึงผู้บริโภค อันจะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมหาศาล นับเป็นหนึ่งในการโกงอนาคตของลูกหลาน
    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 ต.ค. องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เรื่อง ยกเลิกการใช้พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยสนับสนุนให้ยกเลิกใช้ พร้อมเรียกร้องกระทรวงที่เกี่ยวข้องประกาศจุดยืนชัดเจน และขอให้เปิดเผยการลงมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายต่อสาธารณะ
    ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช เลขานุการกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด ว่าต้องขอชมเชยคณะการทำงานของรัฐมนตรีหลายท่าน แต่ยังอดคิดไม่ได้ว่าทำไมการยกเลิกสารเคมีพิษเหล่านี้จึงยากเย็นได้ขนาดนี้ หรือเป็นเพราะมีผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง จนถึงขนาดมีข่าวว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายอาจมีมติโหวตสวนกับมติคณะทำงานตามคำสั่งของนายกฯ ที่ให้ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ ไปศึกษา            
    “มีผลงานศึกษาวิจัยทั้งในและต่างประเทศมากมายที่สามารถยืนยันว่าสารเคมีพิษทั้ง 3 ชนิด มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกมาก ขนาด พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยังกล่าวว่าถ้ายังไม่ยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้ ก็ถือว่าไม่มีเหตุอื่นอันสมควร เพราะปกติข้าราชการนั้นสมควรทำงานตามสายระบบบังคับบัญชา จึงเข้าข่ายหัวหน้าหน่วยราชการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงตามกฎหมาย โดยให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการพิจารณาชี้มูลความผิด หรือถ้าหากบุคคลใดเข้าข่ายผิดอาญา ก็ให้ส่งศาลยุติธรรมเพื่อพิจารณา”
    ร.ต.อ.วัฒนรักษ์กล่าวต่อว่า การที่มีผู้คัดค้านไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด และได้ไปยื่นเรื่องให้ศาลปกคลองวินิจฉัยมติของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่ น.ส.มนัญญาเป็นประธาน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ เพราะมีผลกระทบต่อเกษตรกรไทยที่ต้องลำบากต่อสู้กับสารพิษเหล่านี้มากว่า 30 ปี และกระทบต่อผู้บริโภคคนไทยทุกคน ซึ่งตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยจากโรคเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นทุกปี จึงถือเป็นภาระทั้งภาคประชาชนและภาครัฐอีกด้วย
    “ผมเสนอแนะให้นายกฯ เร่งออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ซึ่งในรายงานของ กมธ.ได้มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลจัดกองทุนเปลี่ยนผ่าน เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ และสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่ต้องมีเพิ่มสำหรับเกษตรที่ผ่านการฝึกอบรมการทำเกษตรแบบปลอดสารพิษ เพราะ กมธ.ไม่อยากเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรไทย” ร.ต.อ.วัฒนรักษ์กล่าว
    ขณะเดียวกัน กรณีโลกโซเชียลที่สนับสนุนคณะกรรมการวัตถุอันตรายสนับสนุนใช้สารพิษต่อ เพื่อให้รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลาออก เพื่อส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. กล่าวว่า หัวใจทำด้วยอะไร เอาการเมืองมาเดิมพันกับชีวิตคนไทย การเมืองเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา วันหนึ่งฝ่ายท่านย่อมมีโอกาสขึ้นมาทำงาน ฝ่ายรัฐบาลปัจจุบันมีโอกาสตกลงไปเป็นฝ่ายค้าน มันเป็นวิถีการเมืองตามธรรมชาติ แต่หากปล่อยให้ใช้สารพิษต่อไป สุขภาพของคนไทยทั้งประเทศจะยิ่งแย่ลงไปเรื่อยๆ 
    “วิญญูชนไม่สมควรสนับสนุนการใช้สารพิษ เพียงเพราะหวังเอาชนะทางการเมือง อยากฝากตรงนี้ไว้ให้คิด หากต้องการทำงานรับใช้ประชาชน ให้เอานโยบายมาแข่งกัน ระหว่างนี้ก็หาทางทำประโยชน์แก่บ้านเมือง ให้ประชาชนเลือก หรือหากการสนับสนุนสารพิษคือนโยบายก็ประกาศมาตรงๆ เลยว่าตัวท่าน พรรคท่านสนับสนุนสารพิษ แล้วเอาข้อมูลมาคานกัน หรือยื่นให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาเป็นข้อมูลก่อนลงมติ แต่อย่าเชียร์เพราะความสะใจ เนื่องจากสารพิษภาคเกษตรได้ทำลายชีวิตพี่น้องคนไทยมามากแล้ว นี่คือโอกาสที่ใกล้เคียงที่สุดที่เราจะล้างสิ่งเหล่านี้ออกจากประเทศ ขอให้ท่านคิดอย่างรอบคอบ" 
    นายอนุทินกล่าวถึงกระแสข่าวว่ารัฐมนตรีของพรรคประกาศพร้อมลาออกทั้งคณะ หากผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งเป็นคณะกรรมการวัตถุอันตรายโหวตสวนนโยบายพรรคหันไปสนับสนุนให้ใช้สารพิษ ว่าเป็นการสื่อสารกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ขณะลงพื้นที่ จ.พัทลุง แต่น่าจะตีความคลาดเคลื่อนไปมาก เพราะที่ต้องการนำเสนอคือ หากรัฐมนตรีพรรค ภท.ของกระทรวงไหนคุมผู้ใต้บังคับบัญชาไม่อยู่ ก็สมควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่หากใครจัดการเรื่องของตัวเองได้ ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่โหวตสวน ถือว่าท่านทำงานได้มีประสิทธิภาพ ท่านก็อยู่ในตำแหน่ง ทำงานรับใช้บ้านเมืองต่อไป
    “จากนี้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีของพรรคแต่ละคนที่ต้องไปกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ซึ่งสำหรับกระทรวงสาธารณสุข มีเลขาธิการ อย. และปลัด สธ. ทั้ง 2 ท่านประกาศชัดเจนแล้ว จึงไม่เป็นห่วง ส่วนท่านอื่น เชื่อมั่นว่าจะไม่มีปัญหา เพราะตอนนี้สังคมก็บีบ หลายหน่วยงานก็บีบ ทุกคนเป็นห่วงสุขภาพคนไทย ใครจะหนุนต้องตอบสังคมให้ได้ จึงเชื่อว่าจะไม่มีใครกล้าฝืนความต้องการของประชาชน เพราะนี่เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยเป็นเดิมพัน” นายอนุทินกล่าว.


ขยันดีนะ....ฝ่ายค้านชุดนี้ เคาะกะลากันรายวัน จะแก้รัฐธรรมนูญ จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล งานเต็มมือ!    เรื่องหาวิธีชำเรารัฐธรรมนูญพูดกันไปเยอะแล้ว มาที่เรื่องซักฟอกรัฐบาลดูบ้าง 

ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว
พี่น้องใต้เศร้าเราจะสุขหรือ?
จาก 'บางระจัน' ถึง 'ลำพะยา'
อ้อย 'ฤๅจะหวานเท่า' ไทย-จีน