สิ่งเล็กๆที่เป็นเรื่องใหญ่


   

        กลับมาอีกแล้วสำหรับปัญหาเรื่องฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 ในบ้านเรา แม้ 2-3 วันนี้จะมีตัวช่วยอย่างฝนมาทำให้สภาพอากาศไม่แย่มากอย่างที่กังวลก็ตาม แต่เรื่องของสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า “ฝุ่น” นี้คงจะตามมาหาเรื่องไม่รู้จบอย่างแน่นอน หากผู้มีหน้าที่และอำนาจรับผิดชอบในสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของประชาชนไม่มองหาทางแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือมีประสิทธิผลเพียงพอกับการดำรงอยู่อย่างพอดิบพอดี ไม่ทำร้ายสุขภาพคนในสังคมเมืองหลวงจนเอาไม่อยู่ หรือกลายเป็นปัญหาที่ไม่รู้จบ

        การที่ประเทศไทยต้องติดอันดับท็อปเท็นของประเทศที่อากาศแย่เพราะฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจ และเชื่อว่าผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านและสร้างสังคมไทยให้น่าอยู่ และกู้ชื่อเสียให้มีชื่อเสียงกลับมา เพื่อให้รายได้สำคัญของชาติอย่างการท่องเที่ยวยังขับเคลื่อนเดินต่อได้นั้น...รับรู้และตระหนักถึงประเด็นนี้

      ขาดแต่การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และมีผลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาแบบวันต่อวัน หรือขอแค่เอาตัวรอด ด้วยการภาวนาให้พระพิรุณมาช่วยทุกครั้งไป

      เรื่องการเอาจริงเอาจังกับปัญหาฝุ่นจิ๋ว อยากจะยกย่องชมเชยผู้นำของประเทศมหาอำนาจอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับมาตรการจัดการที่มหานครปักกิ่ง ที่ได้ครองตำแหน่งเมืองที่มีปัญหาอากาศแย่ที่สุดในโลกติดต่อกันหลายปีดีดัก แต่มาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ด้วยการเอาจริงเอาจัง ปักกิ่งก็สามารถลดทอนปัญหานี้ไปได้อย่างน่าชื่นชม ซึ่งในอนาคตข้างหน้า เชื่อว่าเขาจะหลุดโผอากาศยอดแย่ ถึงแม้จะไม่มีโอกาสเข้าไปชิงตำแหน่งอากาศยอดเยี่ยมก็ตาม

      ลงมือทำดีกว่าเอาแต่พูดหรือแก้ตัว เพราะแค่ปักกิ่งเมืองเดียวมีประชากรถึง 21 ล้านคนมากกว่าประเทศทั้งประเทศของอีกหลายๆ แห่งบนโลกใบนี้เสียอีก อาทิ ประเทศในสแกนดิเนเวียที่บอกว่าอากาศดีเสียเหลือเกิน

        เขาไม่ได้นำข้อจำกัดเรื่องคนเยอะมาเป็นข้อแก้ต่างแก้ตัวว่า ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาฝุ่น แต่เขามองหาว่าอะไรคือตัวสร้างมลพิษ ก่อให้เกิดฝุ่น แล้วเขาก็ลงมือไปแก้กันที่ต้นเหตุทั้งหลาย เริ่มจากการจำกัดการเดินทางเข้า-ออกนครปักกิ่งด้วยรถยนต์ส่วนตัว กำหนดเลขทะเบียนคู่-คี่ สลับกันให้ออกจากบ้าน จำกัดพื้นที่ห้ามไม่ให้รถยนต์ส่วนตัววิ่งเข้าไปใจกลางเมือง โดยใครที่มีกิจธุระหรือความจำเป็นต้องเข้าไปต้องจ่ายค่าผ่านทางหรือใช้ทางเพิ่มเติม แต่ก็ยังต้องยึดกฎกติกาเรื่องของเลขทะเบียนอย่างเคร่งครัดไม่มีข้อยกเว้น

      มาตรการอนุมัติซื้อรถยนต์ได้ปีละไม่เกิน 2 หมื่นคัน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการ เรียกว่าคนจีนในปักกิ่งมีเงินมากมายแค่ไหนก็ซื้อรถไม่ได้ หากจับสลากตั๋วที่จะให้ซื้อรถจากทางการไม่ได้

      อีกมาตรการที่ถือว่า ยอมเสียเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม เห็นจะเป็นการออกกฎหมาย “ห้าม” ตั้งร้านค้าปิ้งย่างริมถนน บนฟุตปาธ ทั้งๆ ที่มันคือไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกจะต้องไปเดินฟู้ดสตรีทที่ลือชื่อเรื่องอาหารพิสดารปิ้งย่างทั้งหลาย แต่วันนี้ร้านแบบนี้หายไปหมดเหลือไว้แต่ความทรงจำของคนชอบเปิบพิสดาร และคนที่รู้สึกหยะแหยง แต่ก็อยากไปให้เห็นกับตาสักครั้งว่า เขากินเข้าไปได้อย่างไรกับแมลงหน้าตาประหลาดทั้งหลาย

      แม้แต่ร้านปิ้งย่างที่อยู่ในอาคารหรือห้างร้านต่างๆ ก็ต้องมีระบบกรองอากาศแบบใหม่ที่ไม่ปล่อยควันหรือมลพิษออกมาสู่ภายนอก

      ปรากฏว่ามาตรการเอาจริงเอาจังนี้สามารถจัดการปัญหาฝุ่นไปได้โดยทันควัน ซึ่งสะท้อนบอกว่าผู้บริหารจัดการความเป็นอยู่ในปักกิ่งรู้ดีว่าอะไรคือตัวก่อปัญหามลพิษ ซึ่งก็คงไม่แตกต่างจากผู้นำในบ้านเราที่ต้องรู้อยู่แก่ใจว่าต้นเหตุของฝุ่นขนาดจิ๋วนั้นเกิดจากอะไรบ้างที่มือมนุษย์นั้นสามารถช่วยกันกำจัดได้ ไม่ใช่โทษฤดูกาล ลมไม่พัด อากาศไม่ถ่ายเทอยู่ร่ำไป

      ข้อแก้ต่างเรื่องอำนาจเบ็ดเสร็จในมือของรัฐบาลที่เมืองจีนทำให้สามารถออกมาตรการเพื่อแก้ปัญหาได้ง่ายกว่าบ้านเรา อาจจะฟังขึ้น แต่จะใช้ข้อนี้แก้ตัวตะบันไปตลอดเวลาแล้วงอมืองอเท้าหรือทำเหมือนเดิม คือฉีดน้ำลดมลพิษไปเรื่อยๆ ...เด็กจบ ป.4 ก็ลอกเลียนแบบได้ จริงไหม?!?.

                                                                  “ป้าเอง”


ที่ว่า "หนัก" เพราะอะไร? เพราะเราแบกมันไว้ จึงหนัก แบกไว้บนบ่าบ้าง แบกไว้ในใจบ้าง สุมไว้บนหัวบ้าง ถ้ารู้จักวางมันลงซะบ้าง ที่ว่าหนัก....... ก็เบา!

"ทำบุญไว้เถิด" จะเกิดผล
นึกว่าดี 'อยากลองดี' ก็เชิญ!
คู่มือฉบับ 'คุกและยุบพรรค"
รำพึง-รำพัน 'วันโลกเปลี่ยนยุค'
ไม่อยากอยู่จึงอยู่ไม่เป็น
แล้ว 'ทอน' จะรู้ว่าผิดอะไร