ธาตุแท้อนาคตใหม่


   

              ไม่มีเซอร์ไพรส์....

                ประชุมสภาผู้แทนราษฎรวานนี้ (๑๗ ตุลาคม) พิจารณากฎหมายสำคัญ ๒ ฉบับ

                ฉบับแรกคือ....

                พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.๒๕๖๒

                และพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓

                ไปดูพระราชกำหนดกันก่อน เนื้อหาปรากฏในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายนที่ผ่านมา

                .....พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

                โดยที่เป็นการสมควรโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ ๑๑ มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์

                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

                มาตรา ๑ พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.๒๕๖๒

                มาตรา ๒ พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

                มาตรา ๓ ให้โอนบรรดาอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ ๑๑ มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประกาศกำหนด ไปเป็นของ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ ตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบบริหารราชการในพระองค์

                มาตรา ๔ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกำหนดนี้..........

                เป็นไปตามคาด!

                "ปิยบุตร แสงกนกกุล" วางบทบาทของตัวเองชัดเจน จองกฐินประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

                และถือเป็นการประกาศตัวอย่างเป็นทางการ ในการเป็นผู้นำคัดค้านกฎหมายลักษณะนี้

                ฉะนั้นจับเจตนาในคำอภิปรายของ "ปิยบุตร" ให้ดี

                เพราะมีหลายวาระซ่อนอยู่ข้างใน 

                "ปิยบุตร" บอกว่าตัวเองเข้าใจเรื่อง องค์พระมหากษัตริย์เป็นหลักสำคัญของประเทศ เป็นประมุขของประเทศไทย การถวายความปลอดภัยแด่องค์มหากษัตริย์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความปลอดภัยของประเทศ

                แต่ไม่เข้าใจว่า เมื่อคณะรัฐมนตรียืนยันว่า พ.ร.ก.นี้มีความจำเป็นรีบด่วน ทำไม ครม.ไม่แสดงข้อเท็จจริงให้สภาฯ ทราบว่า ณ วันที่ออก พ.ร.ก.มีเรื่องอะไรที่กระทบต่อการถวายอารักขา การถวายพระเกียรติ

                คำถามคือ "ปิยบุตร" มองไม่เห็นความจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือ?

                ปัจจุบันกลุ่มล้มล้างสถาบัน เคลื่อนไหวในโซเชียลอย่างไม่เคยมีมาก่อน

                สอดรับกับกลุ่มต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยในต่างประเทศ

                และสองกลุ่มนี้เชียร์พรรคอนาคตใหม่อย่างเปิดเผยเช่นกัน 

                อดีตของ "ปิยบุตร" ก่อนเล่นการเมือง ก็เป็นที่ทราบกัน มักจะอ้างอิงตำราตะวันตก แล้วบอกว่า พระมหากษัตริย์ไทย ควรหรือไม่ควรทำอะไร อย่างไร

                รวมไปถึงการเป็นหัวขบวนเรียกร้องให้ยกเลิก หรือแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ที่คุ้มครอง พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จากการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย

                มองอดีตก็เห็นปัจุบัน

                "ปิยบุตร" พยายามไขสือว่า การออกพระราชกำหนด คือ ม.๔๔ ตัวใหม่ หากสภาฯ ยินยอมให้ผ่าน ก็เท่ากับสนับสนุนนิสัยการใช้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์

                อ้างว่าจะกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิด นายกฯ อยากได้อะไรขี้เกียจรอสภาฯ

                สิ่งที่ "ปิยบุตร" พูดเป็นการดูถูกสภาฯ อย่างสิ้นเชิง

                เพราะในข้อเท็จจริง รัฐบาลไม่อาจให้สภาฯ ออกกฎหมายเป็นพระราชกำหนดได้ทุกเรื่อง และกระบวนการออกพระราชกำหนด ถูกระบุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ อย่างชัดเจน

                เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ

                ความปลอดภัยสาธารณะ

                ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ

                ป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ

                การตราพระราชกำหนด ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้

                ต่างไปจากนี้ออกพระราชกำหนดไม่ได้

                แต่...."ปิยบุตร" จงใจให้เกิดความเข้าใจผิด 

                โยงพระราชกำหนด ว่าเกิดจากนิสัยการใช้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์

                พยายามทำลายโดยใช้ระบบรัฐสภา ทำให้เห็นว่าไม่ต่างเผด็จการ ม.๔๔ แล้วพรรคอนาคตใหม่ก็โหวตสวน พ.ร.ก.ฉบับนี้

                มันไม่ใช่เพราะรัฐบาลอธิบายการออกพระราชกำหนดไม่ได้

                แต่เป็นเจตนาคัดค้าน โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ต่างหาก

                หากใครค้านว่าไม่จริง ไม่ใช่ ก่อนที่จะพูดอะไรมากไปกว่านี้ ลองหันไปถามพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่น โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยดูว่า....ทำไมเขาถึงโหวตสนับสนุนพระราชกำหนด

                ไปถามดูว่า ส.ส.พรรคอื่นที่ไม่ใช่พรรคอนาคตใหม่เขาคิดอะไร และเห็นอะไร

                ความไม่ปลอดภัยของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่

                เมื่อ "ปิยบุตร" บอกว่าให้รัฐบาลแสดงความจำเป็นเร่งด่วน ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่รัฐบาลไม่ได้ชี้ให้ชัดลงไปว่า อยากรู้ว่าเร่งด่วนหรือไม่ ให้เข้าไปดูตามเพจเฟซบุ๊ก ตามโซเชียลต่างๆ ที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่

                แม้กระทั่งเพจพรรคอนาคตใหม่ เพจปิยบุตร เพจธนาธร 

                หรือถ้าให้ชัดลงไปอีก ลองอ่านจดหมายของทนายความแนวร่วมพรรคอนาคตใหม่ชื่อ "อานนท์ นำภา" ที่ทำถึง ส.ส. จะพบคำตอบในทันที

                สรุปว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ ผ่านสภาด้วยมติ ๓๗๔ ต่อ ๗๐ เสียง

                ๗๐ เสียงเป็นพรรคอนาคตใหม่ทั้งหมด

                หมายความว่า.....นั่นคือมติของพรรคอนาคตใหม่

                จากนี้ไป ๖ พรรคฝ่ายค้านคิดให้ดี เพราะนี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของพรรคอนาคตใหม่แน่นอน

                กฎหมายฉบับถัดมาคือ.....ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๓

                "ลุงตู่" อาจพูดเร็วไปบ้าง แต่ไม่พูดผิดเหมือนหนูไม่รู้

                เรื่องเม็ดเงิน โครงการ ก็ว่ากันไป

                ส.ส.ใช้เวทีนี้ลับปาก หรือแจ้งเกิด ก็เป็นเรื่องธรรมดา

                แต่ก็มีเรื่องไม่ธรรมดาอยู่บ้างเหมือนกัน คือคำอภิปรายของ "พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส"

                "......การอภิปรายของผมจะไม่เข้าประเด็นงบประมาณ เพราะเห็นว่ารัฐบาลไม่มีอำนาจในการที่จะมาแถลงนโยบายอะไรต่างๆ ด้วยซ้ำ

                และยังเป็นรัฐบาลที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เนื่องจากทั้งการถวายสัตย์ไม่ครบ แถลงนโยบายโดยไม่มีแหล่งที่มาของเงิน 

                ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ผมไม่เปิดดู เพราะถือเป็นงบประมาณที่ทำมาจากรัฐบาลที่ไม่มีอำนาจ รัฐบาลยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้ เพราะถวายสัตย์ไม่ถูกต้อง ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ ซึ่งท่านรู้อยู่แล้ว ทุกวันนี้ในความคิดของพรรคเสรีรวมไทย เรายังมีรัฐบาล รวมทั้งนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้......."

                พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กำลังบอกว่า การพิจารณางบประมาณ การออกหนังสือเรียก ส.ส.ประชุม นั้นไม่ถูกต้อง

                เท่ากับสนับสนุนรัฐบาลที่ผิดกฎหมาย

                ถาม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์หน่อย แล้วเซ็นชื่อเข้าประชุมทำไม

                ทำไมไม่บอยคอต แล้วไปยืนด่านอกห้องประชุม ดูจะมีศักดิ์ศรีกว่า

                อย่าลืมว่า เซ็นชื่อเข้าประชุม ก็เป็นการแสดงเจตจำนงแล้วว่า คือการเข้าร่วมประชุมเพื่อพิจารณากฎหมายงบประมาณ

                อีกประเด็นที่น่าสนใจ มี ส.ส.อนาคตใหม่หลายคนโจมตีเรื่องบีโอไอ เรื่องลดภาษีการลงทุน อ้างว่าทำให้รัฐบาลเก็บภาษีไม่เข้าเป้า

                จำได้หรือเปล่า นี่คือหนึ่งในนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ใช้หาเสียงช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา

                ถามหน่อย...บริษัทในเครือไทยซัมมิท กี่สิบบริษัท รับสิทธิประโยชน์จากบีโอไอ

                พรรคอนาคตใหม่เอาเรื่องนี้มาอภิปราย เพื่อตัดตอนไม่ให้คู่แข่งไทยซัมมิทได้เกิดหรืออย่างไร

                "ทอน" ช่วยตอบที.

            ผักกาดหอม 


ขยันดีนะ....ฝ่ายค้านชุดนี้ เคาะกะลากันรายวัน จะแก้รัฐธรรมนูญ จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล งานเต็มมือ!    เรื่องหาวิธีชำเรารัฐธรรมนูญพูดกันไปเยอะแล้ว มาที่เรื่องซักฟอกรัฐบาลดูบ้าง 

ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว
พี่น้องใต้เศร้าเราจะสุขหรือ?
จาก 'บางระจัน' ถึง 'ลำพะยา'
อ้อย 'ฤๅจะหวานเท่า' ไทย-จีน