‘ทอน’หมอบสายตรงทักษิณ


   

 "ภูมิธรรม" เผย "ธนาธร" ขอโทษและแสดงความเสียใจกับ "ทักษิณ" ด้วยตัวเองเรียบร้อยแล้ว ยันแค่เรื่องเข้าใจผิด ไม่มีปัญหา ขณะที่ "หม่อมเต่านา" ยกกรณี "โอ๊ค" ขึ้นศาลยังนิ่งกว่า  ไล่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ไปต่อเลโก้ที่บ้านคนเดียว 

    เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวพาดพิงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระหว่างเบิกความคดีโอนหุ้นสื่อในศาลรัฐธรรมนูญว่า เรื่องความเข้าใจผิดกันระหว่างพรรคเพื่อไทยกับคำสัมภาษณ์ของนายธนาธรไม่มีปัญหาใดๆ แล้ว ทุกอย่างเข้าใจกันดีแล้ว ยุติแล้ว
    "คุณธนาธรได้ขอโทษท่านทักษิณเรียบร้อยแล้ว และได้แสดงความเสียใจ รวมทั้งได้ขอโทษด้วยตัวเองต่อท่านสมพงษ์ (อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย) แล้ว" นายภูมิธรรมกล่าว 
    ทั้งนี้ ตอนหนึ่งของการไต่สวนในศาลรัฐธรรมนูญ นายธนาธรกล่าวว่า "ผมตั้งใจอย่างจริงจังที่จะทำงานการเมืองโดยไม่อยากให้มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างที่นายทักษิณ ชินวัตร โดนมาก่อน ต้องการให้บ้านเป็นประชาธิปไตย หากศาลตัดสินเป็นคุณกับผม ผมจะออกไปทำเรื่องบลายด์ทรัสต์ทันที เพราะต้องการใช้มาตรฐานนักการเมืองตะวันตกในการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน ผมไม่ต้องเข้ามาเพื่อมีผลประโยชน์หรือบริวารห้อมล้อมเหมือนนายทักษิณ เพราะผมอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ ซึ่งถ้ายังอยู่แบบนี้ก็จะเดินต่อไปไม่ได้" 
    ด้านนายนคร มาฉิม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ร้องขอว่า พรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่อย่าขัดแย้งกันเอง พร้อมระบุว่า ได้ติดตามฟังการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่เสนอโดย พล.อ.ประยุทธ์และคณะรัฐมนตรีที่สืบทอดอำนาจต่อเนื่องจากระบอบเผด็จการ มาสวมเสื้อคลุมประชาธิปไตย ที่สามารถหลอกลวงอำพรางตัวตนที่แท้จริงให้ชาวโลกมองเห็นภาพเป็นประชาธิปไตยสำเร็จ 
    โดยมีงบประมาณที่ตั้งไว้ 3.2 ล้านล้าน เป็นปีที่ 6 ย่างเข้าปีที่ 7 ตั้งแต่คณะเผด็จการ คสช.ยึดอำนาจประชาชนไป แล้วใช้เงินภาษีประชาชนไปประมาณ 16 ล้านล้านบาท สร้างภาระหนี้สินในประเทศเกือบ 3 ล้านล้านบาท เพราะหาเงินไม่เป็น มีแต่กู้มาใช้ อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่ำสุดในอาเซียน ความเหลื่อมล้ำ สูงอันดับต้นของโลก อันดับหนึ่งของเอเชีย คนไทยเครียด อดอยาก มีหนี้สินล้นพ้นตัว ล้มละลาย ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ คนฆ่าตัวตายเป็นรายวัน การเมืองแตกแยกมากกว่าเดิม สังคมเต็มไปด้วยยาเสพติด เป็นยุคมืดของประเทศไทยของเราภายใต้รัฐบาลเผด็จการประยุทธ์
องคาพยพเผด็จการ
         นายนครระบุว่า ลิ่วล้อบริวารของเผด็จการทรราช ในนามแม่น้ำ 5 สาย ได้ช่วยกันสร้างกระบวนการสืบทอดอำนาจผ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญเผด็จการ คสช. ปี 60 ผ่านแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ผ่านองคาพยพฝ่ายเผด็จการ ระบบราชการ องค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรม ผ่านเหล่าทัพ เพื่อเสริมความแข็งแรงของระบอบเผด็จการ มีเงินภาษีประชาชนให้ใช้อย่างเหลือเฟือ สรุปคือ ปล้นประเทศครั้งเดียว ได้ประโยชน์ แก้วแหวน เงินทอง เกินคุ้ม ทั้งอำนาจ ผลประโยชน์ เกียรติยศ ชื่อเสียง ประเทศไทยจึงหอมหวาน สำหรับนักปล้น ในนามการทำรัฐประหารยึดอำนาจ เพราะคนไทยส่วนหนึ่งเฉื่อยชาต่อการรัฐประหาร ไม่หวงแหนสิทธิเสรีภาพของตนเอง
          "ขอชื่นชมว่า ส.ส.ฝ่ายค้านทุกคน ทั้งดาวสภาและที่ไม่ใช่ดาวสภา ทำการบ้านมาดี อภิปรายในกรอบ กฎ กติกา มีเหตุผล มีเนื้อหาสาระ อย่างน่ารับฟังและพิจารณา แต่มีเรื่องสำคัญในการประชุมวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา เรื่องการเปลี่ยนแปลงการบังคับบัญชาหน่วยงานทหารที่รัฐบาลประยุทธ์ ออกเป็นพระราชกำหนด พรรคฝ่ายค้านมีความเห็นและโหวตคะแนนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่างกัน โดยส่วนใหญ่ให้ผ่าน ยกเว้นพรรคอนาคตใหม่ 70 เสียง ไม่เห็นชอบให้ผ่าน ผมได้ฟังเหตุผลของ ดร.ปิยบุตร “ปกเกล้า ไม่ปกครอง" ต้องชื่นชมว่าแหลมคม มีเหตุผล มีตรรกะ รองรับดีมากซึ่ง หากครั้งนี้ผมมีโอกาสได้ร่วมโหวต ผมคนหนึ่งจะไม่ให้ผ่าน พ.ร.ก.ดังกล่าว เพื่อยึดหลักการประชาธิปไตยต้องเป็นของประชาชน"
         นายนครบอกว่า ที่ต้องออกมาพูดถึงเรื่องนี้ ทั้งที่กระแสข่าวกำลังถูกปั่นให้มุ่งไปที่คะแนนโหวตผ่านหรือไม่ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 เพราะมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยเริ่มกินแหนงแคลงใจกัน ว่าบางพรรคสู้ บางพรรคสู้ไปกราบไป ไม่สู้ถึงที่สุด เกิดการชิงการนำ เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก ด่าว่ากันเองในฝ่ายค้านในฝ่ายประชาธิปไตย หากปล่อยไว้ไม่ทำความเข้าใจกันให้ดี จะเกิดความแตกแยกในฝ่ายประชาธิปไตย ขาดเอกภาพ ขาดพลัง สุดท้ายฝ่ายประชาธิปไตยจะถูกเสี้ยม ถูกซื้อ ถูกทำลายให้แตกแยก อ่อนแอ ไม่มีพลังโค่นเผด็จการทั้งระบอบได้
         "ในขณะที่ฝ่ายเผด็จการ มีพลังเข้มแข็ง เพียบพร้อมทุกอย่างมากขึ้นทุกวัน จนยากที่จะต่อกร หากไม่ใช้สติปัญญา ความจริง ความถูกต้อง ความเป็นธรรม และเหตุผลเข้าสู้ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 คงผ่านแน่นอน ไม่ได้ตื่นเต้น เพราะพวกเผด็จการเตรียมความพร้อมมาดี ทุกอย่าง ทุกรูปแบบ แม้แต่ลงทุนให้อามิสสินจ้าง เสนอผลประโยชน์ตอบแทนแก่บางคน แต่รอยร้าวพรรคฝ่ายค้าน ต้องรีบประสาน มวลชนฝ่ายประชาธิปไตยต้องหยุดโจมตีให้ร้ายกัน มาร่วมอุดมการณ์เดียวกัน มาร่วมพลังกันอย่างมีเอกภาพ โค่นเผด็จการในเสื้อคลุมประชาธิปไตยชุดนี้ให้ได้ เราจะล้างมรดกบาปแผ่นดินที่เผด็จการทำไว้ให้สิ้น เพื่อประชาชนและประชาธิปไตย" นายนครระบุ
"หม่อมเต่านา"ซัด"ธนาธร"
    อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยยังคงวิจารณ์นายธนาธรในสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล หรือหม่อมเต่านา ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Taona Sonakul แสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าวว่า นายธนาธรเห็นศาลเป็นอะไร ถึงได้บอกว่าหากผลการตัดสินออกมาเป็นคุณกับตัวเอง จะออกไปทำเรื่อง blinded Trust ทั้งที่ตัวเองนั่นแหละที่ได้ผลประโยชน์จาก blinded Trust ไม่ใช่ศาล หรือประเทศไทย
    ขอย้ำว่านายธนาธรไม่ได้กำลังสร้างมาตรฐานดีๆ อะไรใหม่เลย  ซึ่งนอกจากทำให้ชาวโลกเห็นว่านายธนาธรไม่ใช่คนรุ่นใหม่อะไรแล้ว ยังจะพูด จะทำอะไรทำร้ายใครก็ได้เพื่อตัวเองคนเดียว
         พอออกมาจากศาล เปิดมือถือแล้วคงเห็นโดนด่ามากมายมหาศาล ก็เลยทำเป็นรีบขอโทษบอกบรรยากาศในศาลกดดันดูตอนนายพานทองแท้ขึ้นศาล ที่เขาก็เครียดมาก ขึ้นคนเดียวด้วย ไม่ได้กะเตงทั้งแม่ ทั้งเมีย ครอบครัวไปขึ้นเป็นเพื่อนด้วย อยากทราบว่าโอ๊คที่ออกจากศาลมาเครียดจัดเขาให้การกับศาลว่าตัดสินให้เป็นคุณกับผมเถอะ ผมไม่มักใหญ่ใฝ่สูงเหมือนธนาธรหรือเปล่า 
         ม.ล.มิ่งมงคลโพสต์ด้วยว่า นายธนาธรควรกลับไปนั่งเล่นเลโก้อยู่ที่บ้านคนเดียว ต่อเป็นประเทศไทยให้สำเร็จ อย่าทำเหมือนตอนพายเรือข้ามอ่าวไทยที่บอกว่าอยากทำมาทั้งชีวิต แล้วก็ร้องห่มร้องไห้ พอล้มเหลวทำไมไม่เพียรฝึกฝนแล้วกลับมาทำอีกจนสำเร็จ แต่กลับหันไปเริ่มประกาศทำกิจกรรมเก๋ๆ อย่างอื่นแทน
    ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.จังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า ธนาธรและปิยบุตร เมื่อวานติดตามการขึ้นศาลของนายธนาธร เลยนึกเปรียบอาการระหว่างนายธนาธรและนายปิยบุตร เอาแค่เหตุการณ์ล่าสุดของ 2 คน คนหนึ่งขึ้นเบิกความคดีหุ้น อีกคนหนึ่งถูกถลกหนังคดีผู้พิพากษายิงตนเอง
    นายธนาธรขึ้นเบิกความแบบเก็บอาการไม่อยู่ หงุดหงิด ต่อรองศาล มีอาการฮ่องเต้ซินโดรม ย้ำแค่ว่า "ผมจำไม่ได้" "ผมไม่แน่ใจ" "ผมไม่เคยรู้" "จะต้องให้ตอบอีกกี่ครั้งว่าจำไม่ได้" แถมสุดท้ายยังทิ้งทวนต่อรองศาลเรื่องบลายด์ทรัสต์ ทั้งๆ ที่ตนเองเบี้ยว และเหยียบนายทักษิณเพื่อให้ตนเองดูดี
    ลองมาดูนายปิยบุตร วันที่ผู้พิพากษายิงตนเอง วันนั้นนายปิยบุตรโพสต์เตรียมนำข้อมูลที่ได้มาแถลง และย้ำด้วยว่า เป็นข้อมูลที่ได้จากผู้พิพากษาและจำเลย แต่ตอนหลังมาแก้เป็นผู้หวังดี กะเตรียมถล่มศาลเพื่อลดความน่าเชื่อถือของศาลเต็มที่
    แต่หลังจากถูกถลกหนังด้วยชาวโซเชียล นายปิยบุตรก็ต้องเงียบ และพลิ้วออกมาใหม่ว่า ไม่ทราบว่าเอกสาร 25 หน้านั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร และเบี่ยงประเด็นไปเป็นเรื่องความอึดอัดของผู้พิพากษา และพยายามไม่พูดเรื่องนี้อีกหลังจากหลักฐานถูกตีแผ่
    "ผมยกตัวอย่างคนสองคนนี้ ในเหตุการณ์ใกล้ๆ ที่ผ่าน ต้องการสื่อว่านายปิยบุตร มีความพริ้ว เล่ห์เหลี่ยม เก็บอาการ เหนือกว่านายธนาธรมาก นายธนาธรนั้นสุดท้ายก็ต้องจบเพราะปากตนเอง แต่นายปิยบุตร เราต้องใช้ข้อมูลและหลักฐานจัดการ"
    นพ.วรงค์ยังระบุว่า ที่สำคัญคือแม้นายธนาธรจะสู้นายปิยบุตรไม่ได้ แต่ทั้งคู่ก็คือฝ่ายการเมืองที่บ่อนเซาะความมั่นคงของประเทศ ที่พวกเราต้องช่วยกัน.


ที่ว่า "หนัก" เพราะอะไร? เพราะเราแบกมันไว้ จึงหนัก แบกไว้บนบ่าบ้าง แบกไว้ในใจบ้าง สุมไว้บนหัวบ้าง ถ้ารู้จักวางมันลงซะบ้าง ที่ว่าหนัก....... ก็เบา!

"ทำบุญไว้เถิด" จะเกิดผล
นึกว่าดี 'อยากลองดี' ก็เชิญ!
คู่มือฉบับ 'คุกและยุบพรรค"
รำพึง-รำพัน 'วันโลกเปลี่ยนยุค'
ไม่อยากอยู่จึงอยู่ไม่เป็น
แล้ว 'ทอน' จะรู้ว่าผิดอะไร