ชวนยํ้าแก้รธน.ไม่ใช่ง่าย วิปรัฐบาลเคาะประธาน


   

    “ชวน” ย้ำแก้รัฐธรรมนูญไม่ง่าย ต้องร่วมมือทุกฝ่ายและไม่ควรล้มทั้งฉบับ “จุรินทร์” ให้รอที่ประชุมวิปรัฐบาลได้รู้แน่ใครนั่งประธาน กมธ. “วราวุธ” มองสเปกต้องมีลูกล่อลูกชน-ประสานสิบทิศได้  เพื่อไทยเผยคนนั่งประธานเป็นเรื่องรอง เรื่องด่วนคือรื้อ รธน.ให้เสร็จก่อนเลือกตั้งรอบใหม่ แบะท่าชำเราทั้งฉบับแต่ไม่แตะหมวด 1 และ 2 “สิระ” เล็งฟ้อง “เทพไท” เรียกค่าเสียหาย 5 ล้านบาท
    เมื่อวันจันทร์ยังคงมีความต่อเนื่องในการเลือกประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นหน้าที่ของ กมธ.วิสามัญฯ ที่จะพิจารณา เช่นเดียวกับคุณสมบัติประธานก็ขึ้นอยู่ กมธ.เหมือนกัน ส่วนรายชื่อที่เอ่ยมาในขณะนี้ทุกคนมีประสบการณ์และความสามารถเป็นได้ทั้งหมด แต่จะเลือกใครต้องให้เกียรติ กมธ. ไปวิจารณ์ล่วงหน้าไม่ได้ โดยเบื้องต้น กมธ.ชุดนี้จะมาศึกษาวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมเกือบเป็นไปไม่ได้ จึงต้องหาช่องทาง ส่วนตัวอยากให้ทุกฝ่ายหารือกันรวมทั้ง ส.ว.ด้วย แต่ไม่ใช่ว่าต้องล้มทั้งฉบับ ทั้งนี้การแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกฝ่ายจึงต้องมาร่วมมือกันคิดหาวิธี เพราะรัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหา แต่อยู่ที่คนปฏิบัติ
     ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเรื่องนี้เช่นกันว่าเป็นเรื่องของ ส.ส.ต้องไปหารือและพิจารณาเลือกคนที่เหมาะสมมาทำหน้าที่ประธาน กมธ.ดังกล่าว ส่วนผู้ที่จะมาทำหน้าที่ประธานควรเป็นบุคคลภายนอกหรือไม่นั้น ไปคิดแทนไม่ได้ต้องให้ ส.ส.เป็นคนคิดและทำ จะเข้าไปยุ่งได้อย่างไร และไม่มีใครมาขอคำแนะนำหรือปรึกษา ขอให้ช่วยพิจารณาตัวบุคคลที่จะมาเป็นประธาน
     เมื่อถามย้ำว่าบางฝ่ายเห็นว่าคนมาทำหน้าที่ควรเป็นบุคคลภายนอกเหมาะสมกว่า พล.อ.ประวิตรย้ำว่าเป็นเรื่องที่ ส.ส.ต้องไปหาว่าใครเหมาะสม ควรจะเป็นคนนอกหรือคนใน และคนไหน ก็มีหลายคนที่มีความรู้ความสามารถที่จะเข้ามาดูแลเรื่องนี้ ซึ่งทุกคนเป็นกลางทั้งนั้นไม่ต้องห่วง และไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีบารมีก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนที่สามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้
    ส่วนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์  (ปชป.) มีมติเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรค ปชป.เป็นประธาน กมธ.ว่าถือเป็นมติพรรค โดยได้มอบหมายให้วิปพรรคไปหารือกับวิปรัฐบาลแล้ว ส่วนผลการหารืออย่างไรก็ต้องแล้วแต่ ซึ่งนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รองประธานวิปจากพรรคจะนำมาแจ้งให้ที่ประชุม ส.ส. พรรคทราบต่อไป
    ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เตรียมเสนอชื่อนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และคนชื่ออักษรย่อ ส.เสือคนอื่นด้วย ซึ่งหลายฝ่ายให้การยอมรับ นายจุรินทร์กล่าวว่าคงต้องไปหารือในที่ประชุมวิปรัฐบาล เพราะวิปรัฐบาลคือที่ประชุมร่วมของวิปพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค และเป็นที่พิจารณาหาข้อยุติ
ลั่นต้องร่วมมือทุกฝ่าย
    เมื่อถามถึงกรณีถูกวิจารณ์เป็นการซื้อเวลา นายจุรินทร์ตอบว่านี่คือกระบวนการของสภา ซึ่งคิดว่าทุกพรรคการเมืองได้เห็นพ้องต้องกันในการให้นับหนึ่งด้วยการตั้ง กมธ. โดยมีตัวแทนจากคนภายนอกและตัวแทนพรรคการเมืองเข้าไปร่วมพิจารณาว่ามีประเด็นใดบ้างที่ควรแก้ไข แล้วจึงนำกลับมาสู่ที่ประชุมสภาต่อไป ซึ่งคิดว่าเป็นเวทีที่น่าจะเป็นประโยชน์ เพราะการแก้รัฐธรรมนูญจะประสบความสำเร็จได้อย่างน้อย 3 ฝ่ายต้องมีความเห็นพ้องต้องกัน ในเบื้องต้นคือทั้งสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประกอบด้วยซีกรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนว่าการจะแก้ได้ต้องใช้เสียงข้างมากเกินกว่ากึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งในจำนวนเกินกว่าครึ่งหนึ่งต้องประกอบด้วยเสียงของฝ่ายค้านไม่ต่ำกว่า 20% และยังกำหนดอีกว่าในจำนวนนั้นต้องเป็นเสียง ส.ว.ไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสาม และในบางประเด็นอาจต้องมีองคาพยพที่สี่คือ ต้องนำไปทำประชามติ ดังนั้นการแสวงหาความร่วมมือของทุกฝ่ายเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการ ถ้าประสงค์จะให้การแก้รัฐธรรมนูญเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแท้จริง  ดังนั้นการนำเข้าหารือในสภาผู้แทนราษฎรจึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย 
“ถ้าหวังจะประสบความสำเร็จในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้จริง ก็ต้องร่วมมือกันทั้งสามฝ่ายและต้องไม่ขัดแย้งกันโดยไม่จำเป็น จนสุดท้ายทำให้มีความเห็นร่วมกันไม่ได้ และจะทำให้การแก้ไขและรัฐธรรมนูญล่มโดยไม่จำเป็น” นายจุรินทร์กล่าว
    เมื่อถามถึงผลการหารือของวิปรัฐบาลจะต้องได้ชื่อจากบุคคลที่เสนอเป็นประธาน กมธ. นายจุรินทร์กล่าวว่า ในส่วนของพรรค ปชป. วิปของพรรคคงแจ้งให้ทราบว่ามีความประสงค์ที่จะสนับสนุนใคร ส่วนพรรคการเมืองอื่นก็มีสิทธิ์เช่นเดียวกันที่จะมีความเห็นว่าควรเสนอชื่อใคร และสุดท้ายคงหารือและหาข้อยุติร่วมกัน ซึ่งต้องรอตรงนั้น ส่วนที่มองว่ามีการยื้อเวลานั้น ก็ขึ้นอยู่กับสภาที่จะเป็นผู้พิจารณาในญัตติมีการเสนอไปแล้ว ซึ่งพรรคก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ได้เสนอญัตติเข้าไป
    นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 12 พ.ย. พรรคจะหารือถึงบุคคลที่จะมาเป็น กมธ. โดยพรรคคงได้สัดส่วน 1 คน ซึ่งขณะนี้ไม่สามารถบอกว่าใครเหมาะสม ขอให้รอมติพรรคดีกว่า ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าแกนนำของแต่ละพรรคร่วมรัฐบาลจะหารือกันระหว่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่ จ.ราชบุรีนั้น ถึงวันนี้ยังไม่มีใครได้พูดคุยกัน โดยคงพูดคุยกันในลักษณะพูดคุยและกินกาแฟร่วมกัน แต่ยังไม่ได้เปิดวงคุยแบบกิจจะลักษณะ
ชี้ต้องมีลูกล่อลูกชน
    เมื่อถามอีกว่าคุณสมบัติของผู้ที่มาเป็นประธาน กมธ.ควรมีลักษณะอย่างไร ระหว่างนายอภิสิทธิ์ และนายสุชาติ นายวราวุธระบุว่า บุคคลที่เหมาะสมจะมาทำหน้าที่มีหลายท่าน แต่ทั้งหมดต้องเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ คร่ำหวอดในวงการการเมือง โดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย ประการสำคัญต้องยืดหยุ่นในการทำงานได้ เพราะต้องประสานกับทุกฝ่าย เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ข้อดีมีมาก แต่ข้อที่ต้องปรับปรุงก็มีบางส่วน ดังนั้นผู้ที่จะมานั่งเป็นประธาน กมธ.จะต้องบาลานซ์ความต้องการทุกฝ่ายได้  จึงจำเป็นต้องมีประสบการณ์และลูกล่อลูกชนมากพอสมควร
    “ผมพูดมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เป็นหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด หรือแม้แต่รัฐธรรมนูญปี 2550 รวมทั้งฉบับปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าทุกฉบับมีบางเรื่องที่ควรแก้ไข เพราะช่วงที่ร่างกับช่วงที่นำมาปฏิบัติใช้มีความยากง่ายแตกต่างกันไป เพราะช่วงเวลาต่างกัน มีทั้งข้อจำกัดและบริบทของสังคมที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละฉบับมีข้อดีข้อด้อยที่แตกต่างกัน จะต้องมานั่งคุยกันว่ามีประเด็นใดบ้างที่ควรแก้ไข” นายวราวุธกล่าว
    เมื่อถามว่าการชิงเก้าอี้ตำแหน่งประธาน กมธ.จะเกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่  นายวราวุธตอบว่าเรื่องนี้ต้องมานั่งคุยกัน แต่คิดว่าไม่มีความขัดแย้งใดๆ
    ส่วนนายโภคิน พลกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงรายชื่อผู้ที่จะมาเป็นประธาน กมธ.ว่า  พรรคมองว่าเป็นเรื่องรอง เรามุ่งมั่นแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ร่างขึ้นมา แล้วอ้างว่าประชาชนให้ความเห็นชอบ ทั้งที่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นมีการบังคับจับกุมผู้เห็นต่าง แม้แต่ตอนบังคับใช้แล้วก็มีปัญหานำมาซึ่งความแตกแยก พรรคจึงเห็นว่าถ้ามีรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชน เพื่อประชาชน เป็นฉบับประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง ไม่ใช่ฉบับประยุทธ์หรือฉบับใดของใคร พรรคจึงขอเชิญชวนทุกฝ่ายมาร่วมร่าง โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายอย่างเปิดกว้าง แต่จะไม่มีการแก้ไขหมวด 1-2 อย่างเด็ดขาด 
    นายโภคินกล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเดินให้เร็ว ไม่ใช่ศึกษาไปเรื่อยๆ จนหมดรัฐบาล ที่เมื่อเห็นปัญหาแต่ไม่แก้ไข ที่ผ่านมาได้เห็นปัญหาตั้งแต่เรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณ  หรือการเขียนบทบัญญัติบางเรื่องใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ถ้ากติกาไม่ดี การตรวจสอบติดตามไม่ได้ กลายเป็นระบบพรรคพวก เอื้อทุนใหญ่ เราจะอยู่อย่างนี้หรือ เราจึงต้องเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกัน ซึ่งการศึกษาประเด็นแต่ละมาตราที่จะแก้ไขจะมีโรดแมปร่วมกัน ต่อไปนี้จะไม่มีการยึดอำนาจ ทุกฝ่ายเคารพกฎเกณฑ์ องค์กรทั้งหลายเป็นไปอย่างยุติธรรม ทุกฝ่ายรับร่วมกันได้ เพื่อให้เราเดินไปด้วยกัน
    นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรค พท.กล่าวว่าจะตั้ง กมธ.เพื่อรับฟังเสียงประชาชน ถ้าผลการศึกษาเห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้ควรแก้ไขจะส่งไปที่สภาและ ส.ว. แม้หลายคนอาจสงสัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะได้รับความร่วมมือจาก ส.ว.หรือไม่ เพราะตอนนี้มี ส.ว. 3-4 คนออกมาคัดค้าน แต่ ส.ว.ยังมีอีกกว่า 200 คนที่ยังไม่แสดงความเห็น เชื่อว่าคงกำลังรอฟังเสียงประชาชน เมื่อฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนแล้ว วันนั้นกระบวนการแก้ไขจะมา ในประเด็นการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งกระบวนการแก้ไข ถ้าแก้ทีละประเด็น ทีละมาตรา อาจมีปัญหาแก้กันไม่รู้จบ ที่ดีที่สุดคือโยนให้ประชาชน กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญใช้เวลาเกือบ 2 ปี ถ้าไม่ทำตอนนี้จะไม่ทันการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ
โหวตให้คนหนุนแก้ รธน.
    “สัดส่วน กมธ. 49 คน ในส่วนของพรรคมี 10 คน จากส่วนกลางมีตัวแทนกรรมการยุทธศาสตร์ ไปเป็น กมธ. 3 คน คือนายโภคิน, นายพงศกร อรรณนพพร และผม ส่วนระดับภาคอีก 7 คนจะให้แต่ละภาคไปประชุมร่วมกัน ไม่ไปก้าวล่วง สำหรับประธาน กมธ. ถ้าหากเสนอชื่อมากกว่า 2 คน ตัวแทนพรรคจะดูว่าใครมีความคิดเห็นเป็นไปในทางเดียวกับเรา ถ้าเห็นว่ารัฐธรรมนูญควรแก้ไขก็จะยกมือโหวตเลือกสนับสนุน" นายวัฒนากล่าว
    นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือต้องการแก้ไขเพื่อประชาชน โดยเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง  เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาเนื่องมาจากผู้บังคับใช้ไม่สามารถปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญได้ นอกจากนี้บรรดาผู้ที่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถทำตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได้ หรือทำได้ไม่หมด รัฐธรรมนูญมีข้อห้ามข้าราชการในหลายมาตรา และมีการกำหนดบทลงโทษหลายมาตรา ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถดำเนินการได้ และกังวลว่าจะตกเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย ประหนึ่งคนร่างรัฐธรรมนูญหวังแช่แข็งประเทศไทยไม่ให้เดินไปข้างหน้า เช่น ในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563  ตามหลักผู้อำนวยการสำนักงบประมาณต้องเป็นเลขาธิการคณะ กมธ. แต่ในการพิจารณางบประมาณครั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณไม่ยอมรับตำแหน่งเลขาธิการ อ้างว่ามีส่วนได้ส่วนเสียและหวาดกลัวเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย ขณะที่ข้าราชการก็ไม่กล้าให้ข้อมูลมากนัก เพราะหวั่นผิดรัฐธรรมนูญ ทำให้การพิจารณางบประมาณมีปัญหามาก
    “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบให้ผู้มีอำนาจได้ประโยชน์และหลงในอำนาจ การกระทำการต่างๆ ไม่สนใจว่าจะผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้นิรโทษกรรมไว้แล้ว ดังนั้นผู้มีอำนาจจึงไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อประโยชน์ต่อตัวเองและพวกพ้องตัวเองเท่านั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้สมควรแก้ไขอย่างเร่งด่วน ขอฝากไปถึงผู้มีอำนาจว่าจะใหญ่ก็ใหญ่ได้ไม่นาน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะพันขาคุณเอง” นายการุณกล่าว
วันเดียวกัน นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรค พปชร.กล่าวว่า ในวันศุกร์ ที่ 15 พ.ย. เวลา 10.00  น. จะไปฟ้องนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรค ปชป.ในข้อหาหมิ่นประมาท ที่ศาลแขวงดอนเมือง จากกรณีกล่าวพาดพิงและเปรียบเทียบว่า “ถ้าเล่นกับหมา หมาจะเลียปาก จึงไม่ยอมเล่นกับหมาอีกต่อไป" ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ทำให้ได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่น ดูแคลน อีกทั้งยังสะท้อนด้วยว่า นายเทพไทไม่เคยเปลี่ยนนิสัยและพฤติกรรมเดิมๆ ที่กล่าวหาคนอื่นแบบคะนองปาก จนกระทั่งเกือบติดคุกกรณีโจมตี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เรื่อง ว .5 โฟร์ซีซั่น ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้จำคุก 1 ปี ปรับ 50,000 บาท เมื่อถึงชั้นศาลฎีกาก็ขอเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ถอนฟ้องแลกกับการขอขมา จึงรอดคุกมาได้
    “แม้ผมเป็น ส.ส.สมัยแรก แต่ทุ่มเททำงานเพื่อประชาชนทั่วประเทศไทยที่เดือดร้อน ไม่เคยนิ่งเฉยช่วยเหลืออย่างเต็มที่ทุกกรณี แตกต่างจากนายเทพไทที่ยกตัวว่าเป็น ส.ส.หลายสมัย ถ้าไปถามคนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เขายังคิดไม่ออกว่านายเทพไททำอะไรให้จังหวัดบ้าง ส่วนที่อ้างการทำงานในสภาก็มีแต่การตีฝีปากเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น ส.ส.สมัยแรกอย่างผมเป็นคนจริง พูดคำไหนคำนั้น เมื่อฟ้องแล้วจะไม่มีการยอมความ โดยจะเรียกค่าเสียหาย 5 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปพัฒนาจังหวัดนครศรีธรรมราช" นายสิระกล่าว.


ไว้อาลัยแด่นักการเมืองรุ่นใหม่! คงติดโรคมาจากเมื่อครั้งเป็นพิธีกรข่าวโอ๊คทีวี พักหลัง ช่อ-พรรณิการ์ วานิช ถึงได้เปิดโรงน้ำแข็งหลอดรายวัน

งูเห่าหรือจะสู้ผึ้งแตกรัง
เรือดำน้ำกับทีท่ากรรมาธิการฯ
ทหารเกณฑ์ 'เกณฑ์ไปทำไม?'
ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'