ดันชิมช้อปเฟส3 งดแจกฟรี1พัน ฉะประชานิยม


   

    "คลัง" เตรียมชง ครม.เดินหน้าชิมช้อปใช้ เฟส 3 ลุยเปิดรับลงทะเบียนเพิ่ม 2 ล้านคน งดแจกเงินฟรีพันบาท พร้อมขยับเกณฑ์ใช้จ่ายกระเป๋า 2 ได้ทั่วประเทศ หวังกระตุ้นคนใช้สิทธิ์ "อุตตม" ลงพื้นที่สั่งเดินหน้าประชารัฐสร้างไทย 3 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง "หมวดเจี๊ยบ" ตามสับประชานิยมกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ แนะ "บิ๊กตู่" ยึดคำสอนพระราชาสอนให้ประชาชนจับปลา ไม่ใช่เอาปลาไปแจก
    เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะมนตรี (ครม.) สัญจรที่จังหวัดกาญจนบุรี ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอ ครม.พิจารณาเห็นชอบมาตรการชิมช้อปใช้ เฟส 3 โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์เพิ่มอีก 2 ล้านราย จากเดิม 13 ล้านราย รวมเป็น 15 ล้านราย โดยคาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนได้ภายในเดือน พ.ย.นี้  และจะขยายช่วงเวลาใช้สิทธิ์จากเดิมถึงสิ้น ธ.ค.นี้ออกไปเป็นสิ้นเดือน ม.ค.63
    ทั้งนี้ ในส่วนของการเปิดลงทะเบียนชิมช้อปใช้ เฟส 3 จะได้รับสิทธิ์เฉพาะการคืนเงินใช้จ่าย (แคชแบ็ก) ผ่านกระเป๋า 2 ที่จะคืน 15% สำหรับ 3 หมื่นบาทแรก และ 20% สำหรับส่วนที่เกิน 3 หมื่นบาท  แต่ไม่เกิน 2 หมื่นบาท ไม่ได้มีการแจกเงิน 1,000 บาทผ่านกระเป๋า 1 เหมือนโครงการเฟส 1-2 อีกทั้งยังปรับเกณฑ์ให้สามารถใช้จ่ายได้ทั่วประเทศ จากเดิมห้ามใช้จ่ายในจังหวัดตัวเอง
    "การเปิดลงทะเบียนเพิ่มอีก 2 ล้านรายไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่ม เพราะไม่ได้มีการแจกเงินผ่านกระเป๋า 1 โดยกระทรวงการคลังคาดว่าการเปิดให้ใช้จ่ายไม่จำกัดพื้นที่ รวมทั้งขยายจำนวน จะส่งผลดีให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบตามเป้าหมายที่คลังตั้งไว้ 6 หมื่นล้านบาท" นายอุตตมกล่าว
    นายอุตตมกล่าวอีกว่า ใน 1-2 วันนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และธนาคารกรุงไทย เตรียมตัวเปิดแคมเปญชิมช้อปใช้ กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายผ่านกระเป๋า 2 เพิ่มขึ้น รวมทั้งจะดึงร้านค้า  โรงแรมชื่อดังมาร่วมโครงการ และประชาสัมพันธ์โครงการมากขึ้น
    รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า แคมเปญกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านกระเป๋า 2 คาดว่าจะมีการจับรางวัล หากมีการเติมเงินใช้จ่ายผ่านกระเป๋า 2 เพื่อเป็นการกระตุ้นให้คนใช้จ่ายมากขึ้น ส่วนรายละเอียดจะต้องรอผ่านความเห็นชอบจาก ครม.ก่อน เนื่องจากที่ผ่านมามีการใช้จ่ายผ่านกระเป๋า 2 ไม่มา ก ประมาณ 700 ล้านบาท จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 6 หมื่นล้านบาท
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เป็นประธานการประชุมหารือกับคณะผู้บริหารการคลังประจำจังหวัด (คบจ.) ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 กาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี เพื่อรับฟังปัญหาและกำหนดแผนพัฒนาชุมชน แก้ปัญหาความยากจน ตามโครงการประชารัฐสร้างไทย ร่วมกับหอการค้าจังหวัด, สภาอุตสาหกรรมจังหวัด, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), กรมธนารักษ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    ทั้งนี้ในส่วนของภาคเอกชนได้เสนอปัญหาด้านที่ดินทำกินในพื้นที่ เพราะที่ผ่านมามีพื้นที่กว่า 2.1  ล้านไร่ถูกสงวนไว้เป็นพื้นที่ป่า ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ จึงต้องการให้ภาครัฐช่วยปลดล็อกให้ประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ได้บ้าง โดยอาจจะนำร่องก่อน 1 ล้านไร่ ด้วยการออกโฉนดที่ดินหรือเอกสารสิทธิให้ นอกจากนี้ต้องการให้รัฐพัฒนาสนามบินเชิงพาณิชย์ใน จ.กาญจนบุรี เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงสนามบินในภูมิภาคอื่น รวมถึงเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการผ่านแดนระหว่างไทย-เมียนมา
    นายอุตตมกล่าวว่า จากการรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่ กระทรวงพร้อมให้การช่วยเหลือเต็มที่ โดยจะให้คลังจังหวัดรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไข พร้อมให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไข โดยเรื่องการออกเอกสารสิทธิทำกินให้ประชาชนในพื้นที่นั้นพร้อมรับข้อเสนอเพื่อนำไปประสานงานต่อ ซึ่งส่วนตัวสนับสนุนในการนำพื้นที่ที่มีอยู่มาจัดสรรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเหมาะกับความเป็นจริงมากที่สุด
    นอกจากนี้ในการประชุม ครม.จะพิจารณาการพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดภาคกลางตอนล่างให้เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ลักษณะคล้ายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)​ พร้อมกับนำพื้นที่ดังกล่าวไปเชื่อมโยงกับโครงการอีอีซีเพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจตะวันตกกับอีอีซีเข้าด้วยกัน    
    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า แอปพลิเคชันถุงเงินและเป๋าตัง เป็นดิจิทัลแพล็ตฟอร์มที่สามารถรองรับการทำธุรกรรมของผู้รับสิทธิ์ตามมาตรการชิมช้อปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขั้นตอนการเติมเงินง่าย ไม่ซับซ้อน และสะดวกรวดเร็ว โดยเติมเงินผ่านการสแกน QR  Code ด้วยแอปของทุกธนาคาร หรือเติมเงินผ่านตู้ ATM ของ 5 ธนาคารใหญ่ ประกอบด้วย กรุงไทย,  กสิกรไทย, กรุงเทพ, ไทยพาณิชย์ และกรุงศรีอยุธยา ด้วยบัตร ATM ที่ตรงกับตู้ธนาคารนั้นๆ
     "เมื่อมีการใช้จ่ายผ่านกระเป๋า G-Wallet 2 ในร้านค้าที่ร่วมโครงการชิมช้อปใช้ได้ทุกจังหวัด ยกเว้นจังหวัดในทะเบียนบ้าน จะได้รับสิทธิ์เงินคืน ยอดใช้จ่ายไม่เกิน 30,000 บาท รับเงินคืน 15% และยอดใช้จ่ายตั้งแต่ 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 50,000 บาท รับเงินคืน 20% รวมเงินคืนสูงสุด 8,500 บาท  ปัจจุบันร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถใช้จ่ายผ่าน G-Wallet 2 มีจำนวนกว่า 173,000 ร้านค้า ทั้งเครือโรงแรมเซ็นทารา, ใบหยก, แอคคอร์, ดุสิต, ชาเทรียม, ไฮแอท, ไอเอชจี, แมริออท, ทีทีซี และโรงแรมรีสอร์ตอื่นๆ ทั่วประเทศประมาณ 4,600 แห่ง เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ผู้รับสิทธิ์เดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ มากยิ่งขึ้น และมีการใช้จ่ายผ่านกระเป๋า G-Wallet 2 เพิ่มขึ้น ณ วันที่ 9 พ.ย.62 มียอดการใช้จ่ายกว่า 735 ล้านบาท" นายผยงกล่าว 
    สำหรับยอดการใช้จ่ายภาพรวมของทั้งประเทศผ่านแอปเป๋าตัง ณ วันที่ 9 พ.ย.62 มีจำนวนทั้งสิ้น  11,727.40 ล้านบาท ใช้จ่ายผ่าน G-Wallet 1 จำนวน 10,992 ล้านบาท และ G-Wallet 2 จำนวน 735  ล้านบาท แบ่งเป็นร้านค้าประเภทชิม 13.21% ร้านค้าประเภทช็อป 59.10% ร้านค้าประเภทใช้ 1.27%  และร้านค้าทั่วไป 26.42% ส่วนวิธีการชำระเงินเพื่อรับสิทธิ์เงินคืนเข้าแอปเป๋าตัง เพียงกดที่เมนูใช้สิทธิ์รับเงินคืน 15-20% 
    ด้าน ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โครงการร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย และเที่ยววันธรรมดาราคาช็อกโลกของรัฐบาลประยุทธ์ ทั้งสองโครงการไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นการใช้เงินงบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า เป็นเพียงโครงการประชานิยมที่ไม่ได้สร้างกำลังซื้อให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่มีผลต่อการกระตุ้น GDP เพิ่ม ควรหยุดทำให้ประชาชนเสพติดการแจกเงิน และควรฟังคำทักท้วงของทุกฝ่าย โดยเฉพาะ IMF ที่เตือนให้รัฐบาลระวังการใช้นโยบายประชานิยม แต่รัฐบาลควรกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระตุ้นการผลิต ซึ่งจะเป็นการสร้างกำลังซื้อที่ยั่งยืน
    "ควรดูตัวอย่างประเทศซึ่งมีรากฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลดค่าครองชีพประชาชน เช่น ลดภาษีการบริโภคอาหารบางประเภท เพื่อให้คนญี่ปุ่นมีเงินเหลือในการบริโภค ในขณะที่อินโดนีเซียซึ่งโดนสหรัฐอเมริกาตัด GSP เหมือนไทย ใช้วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมการส่งออกในอุตสาหกรรมที่ไม่ใช้น้ำมันและก๊าซเพื่อเพิ่ม GDP ไม่มีชาติไหนเน้นการแจกเงิน  พล.อ.ประยุทธ์ควรเปลี่ยนแนวคิดในการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน และควรยึดถือคำสอนของพระราชาในอดีตที่สอนให้ประชาชนจับปลา ไม่ใช่เอาปลาไปแจกประชาชน" ร.ท.หญิง สุณิสากล่าว.


โง่แล้วโทษ "กล้วย"! อย่างนี้ต้องให้ "เพื่อไทย-อนาคตใหม่" กินไข่แทนกล้วย เยื่อหุ้มสมองจะได้แข็งแรง คิดอะไรได้มากกว่าเอะอะ "วอล์กเอาต์"

เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ
มีอะไรเสนอนอกจาก 'แบน'?
จากสภาสู่ 'พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์'
สภา "ปลาน้ำลึก-ปลาน้ำตื้น"