DSIยื่นถอนประกัน‘ชัยวัฒน์’


เพิ่มเพื่อน    

  ดีเอสไอฉุน "ชัยวัฒน์" ให้สัมภาษณ์บิดเบือนสร้างความสับสนคดี "อุ้มฆ่าบิลลี่" แถมจะเข้าพื้นที่เกิดเหตุ หวั่นยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ชงศาลอาญาคดีทุจริตฯ ถอนประกัน สั่งงดให้สัมภาษณ์-ห้ามเข้าอุทยานฯ แก่งกระจาน-สวมกำไลอีเอ็ม 4 ผู้ต้องหาป้องกันยุ่งเหยิงพยาน ศาลนัดพร้อมคู่ความ 25  พ.ย.นี้ ขณะที่ปลัด ทส.เด้ง! "ชัยวัฒน์" จากอุบลฯ ไปเป็น ผอ.ทสจ.ปัตตานี 

    ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกดีเอสไอ  กล่าวภายหลังการประชุมพนักงานสอบสวนคดีฆาตกรรมนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี ว่า พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ได้ร่วมประชุมกับพนักงานสอบสวนเพื่อยื่นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวของนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และพวกรวม 4 รายหลังได้รับการประกันตัว โดยเห็นว่านายชัยวัฒน์เข้าสู่กระบวนการต่อสู้คดีแล้ว แต่เมื่อได้รับการปล่อยชั่วคราวนายชัยวัฒน์กลับไปให้ข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ ทั้งที่ในการสอบสวนได้เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหานำพยานหลักฐานหรือให้ปากคำแก้ข้อกล่าวหา แต่นายชัยวัฒน์กลับปฏิเสธให้การในชั้นสอบสวน แล้วออกไปให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่อาจจะเกี่ยวข้องกับสถานที่เกิดเหตุหรือผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวต่อการสอบสวน ดีเอสไอจึงต้องรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไปให้ศาลรับทราบ 
    ต่อมาเวลา 11.00 น.ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนประกันตัวชั่วคราวของนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ 1 ในคดีเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ เมื่อปี  2557 และถูกออกหมายจับพร้อมพวก รวม 4 คน ประกอบด้วย นายบุญแทน บุษราคำ, นายธนเสฏฐ์  หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ เมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากอาจไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หลังจากมีการรวบรวมคำให้สัมภาษณ์หลังปล่อยชั่วคราว
    โดยคำร้องขอให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวระบุตอนหนึ่งว่า "ภายหลังผู้ต้องหาที่ 1 ได้รับการปล่อยชั่วคราว ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลายวาระต่างกัน ซึ่งได้แนบเอกสารและคลิปการให้สัมภาษณ์มาด้วย มีเนื้อหาบิดเบือนการสอบสวนและการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ มีเจตนาสร้างความสับสนในการปฏิบัติหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน ทำให้พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์และต้องการให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนฯ อาจเกิดความเข้าใจผิดและไม่ให้ความร่วมมือ ทำให้มีความยากลำบากในการสอบสวน 
    การให้สัมภาษณ์ผู้ต้องหาที่ 1 มิใช่การแสดงความเห็นติชมโดยสุจริต เนื่องจากคดีนี้ดีเอสไอได้แจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1 ต่อหน้าทนายความ โดยให้โอกาสในการแก้ข้อหาและแสดงข้อเท็จจริง แต่ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวกไม่ให้การข้อเท็จจริง โดยปฏิเสธให้การทุกคำถาม แต่กลับไปให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในประเด็นสำคัญต่างๆ ต่อสื่อมวลชน มีเจตนาพิเศษต้องการให้สังคมสับสนเข้าใจผิดกดดันการสอบสวน อีกทั้งการที่ผู้ต้องหาจะเข้าพื้นที่เกิดเหตุ ย่อมส่งผลทางจิตวิทยาให้บุคคลในพื้นที่หวั่นไหวไม่กล้าให้การหรือความร่วมมือ การกระทำดังกล่าวจึงถือว่าเป็นการยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐานและเป็นอุปสรรค เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนตาม ป.วิอาญา มาตรา 108/1 (2) (5) 
    ด้วยความจำเป็นดังกล่าว จึงขอศาลได้โปรดพิจารณาวินิจฉัยการปล่อยชั่วคราวนายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 1 หรือขอให้กำหนดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ 1-4 ดังนี้ 1.ห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาที่ 1  สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับคดีนี้ หรือให้ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตอันส่งผลกระทบต่อการสืบสวนสอบสวน 2.ห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาที่ 1-4 เข้าไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่พนักงานสอบสวนได้พบวัตถุพยานอันสำคัญ และยังมีพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องในคดีจำนวนมาก อาจทำให้พยานเกิดความเกรงกลัว ไม่กล้าให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแก่พนักงานสอบสวน และผู้ต้องหาที่ 1-4 อาจจะเข้าไปก่อให้เกิดความเสียหายต่อพยานหลักฐานที่อยู่ระหว่างรวบรวมเพิ่มเติม 3.ให้ผู้ต้องหาที่ 1-4 ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่น (กำไลอีเอ็ม) ที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางผู้ต้องหาที่ 1-4 เพื่อป้องกันการหลบหนี และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ขอให้ห้ามไม่ให้เข้าไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อันจะเกิดความเสียหายต่อการรวบรวมพยานหลักฐานตาม ป.วิอาญา มาตรา 108 วรรคท้าย หรือเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นควรพิจารณา
    โดยศาลรับคำร้องไว้พิจารณาและนัดพร้อมสอบถามคู่ความทั้งสอง เกี่ยวกับคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว ในวันที่ 25 พ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. ซึ่งตรงกับวันที่ศาลนัดนายชัยวัฒน์ และพวกรวม 4  คนมารายงานตัวหลังจากครบกำหนดฝากขังครั้งแรก"
    ขณะที่นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า  ได้เซ็นคำสั่งย้ายนายชัยวัฒน์ไปเป็น ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ปัตตานี  หรือ ทสจ.ปัตตานี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ว่างอยู่ เนื่องจาก ผอ.ทสจ.ปัตตานีคนเดิมได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งที่  จ.ยะลา และเป็นตำแหน่งที่เทียบเท่า ซี 9 เช่นเดียวกับที่นายชัยวัฒน์เป็นอยู่ปัจจุบัน แต่ขึ้นตรงกับสำนักงานปลัด ทส.ในส่วนกลางที่กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้เนื่องจากถ้อยคำให้สัมภาษณ์ที่เกี่ยวกับคดีของนายพอละจีนั้นอาจกระทบต่อกระบวนการสอบสวนหรือเสียรูปคดี แต่ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายจนกว่าคดีจะสิ้นสุด
     ด้านนายชัยวัฒน์กล่าวว่า ตนเองก็เพิ่งทราบจากข่าวยังไม่เห็นคำสั่ง รายละเอียดทั้งหมดตนไม่ขอให้ความเห็นหรือสัมภาษณ์แต่อย่างใด
    ที่ศาลอาญามีนบุรี ถ.สีหบุรานุกิจ ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.6246/2561 ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษพิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (ชุดพญาเสือ) โจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนายสมัคร ดอนนาปี อดีต ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ เเละนายวุฒิ บุญเลิศ หรืออาจารย์วุฒิ นักวิชาการอิสระที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าสินไหมทดแทน จากกรณีที่นายวุฒิโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบไร่ชัยราชพฤกษ์ ซึ่งอยู่ในเขตป่าที่มีชื่อพี่ชายของนายชัยวัฒน์เป็นผู้ครอบครอง
    วันนี้ทนายโจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองพร้อมทนายจำเลยที่ 2 เดินทางมาศาล
    ศาลพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบแล้ว ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมตามฟ้อง และเมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามฟ้อง ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม จึงไม่ต้องรับผิดชอบค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องของโจทก์ร่วม พิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทน.
     
 


"ศ.ธีรยุทธ บุญมี" เผยแพร่บทความเรื่อง "เมษาชี้ชะตาประเทศ" เมื่อวาน (๓๐ มี.ค.๖๓) อ่านแล้ว..... ต้องบอกว่า "อาจารย์ธีรยุทธ" ก้าวข้ามคำว่า "นักวิชาการ" สู่สถานะ "วิญญูชน" แท้จริง!

อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"
ที่สุด 'ในสถานการณ์' คิดบวก