รัฐอัดกระสุนดันศก.สิ้นปี


   

 

  สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้เปิดเผยภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2562 ออกมาแล้วว่าขยายตัวได้ที่ 2.4% ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ก็ยังเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้พอสมควร โดยภาพรวม 9 เดือนของปี 2562 พบว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 2.5% พร้อมทั้งได้ปรับลดประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้เหลือ 2.6% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 2.8% โดยระบุว่า หากต้องการให้เศรษฐกิจทั้งปีขยายตัวเป็นตามเป้าหมาย ในไตรมาส 4/2562 จะต้องขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2.8%

                ที่น่าสนใจคือ ประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ลดลงเหลือ 2.6% นั้น เป็นการขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2557 ที่ขยายตัวได้เพียง 1% เท่านั้น โดย สศช.ระบุว่า ในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติม เพื่อให้การขยายตัวเป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งยังไม่สามารถไว้วางใจในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันได้ จึงจำเป็นต้องใช้ทุกกลไกที่มีอยู่มาเกื้อกูลให้ผ่านจุดนี้ไปให้ได้ โดยมาตรการที่ออกมา หากเป็นการให้เงินอีกครั้งก็จะเป็นการกระตุ้นความต้องการ แต่ก็ยังมีความจำเป็นต้องกระตุ้นในด้านอื่นๆ ด้วย ส่วนมาตรการชิมช้อปใช้ถือว่าได้ผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะต้องประเมินอีกครั้ง

                ด้านขุนคลังอย่าง “อุตตม สาวนายน” ยอมรับว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวได้ในระดับทรงตัวขณะนี้นั้น เป็นผลมาจากปัจจัยเสี่ยงภายนอกประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลก ที่ส่งผลกระทบทำให้ภาคการส่งออกของไทยขยายตัวลดลงอย่างมาก ซึ่งอาจทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

                ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ออกมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการมาตั้งแต่ไตรมาส 3/2562 ซึ่งเชื่อว่าจะมีผลต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้ ขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ติดตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอย่างใกล้ชิด หากมีความจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมก็ยังมีเวลา

                ต้องยอมรับว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงนอกประเทศเป็นหลัก ทั้งปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เศรษฐกิจคู่ค้าที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยข้างต้น ปัญหาสงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ อย่างสหรัฐและจีน ที่ส่งผลกระทบกับตลาดการค้าโลก เป็นแรงกดดันหลักต่อภาคการส่งออก ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย จนทำให้ไม่สามารถเป็นแรงส่งหลักของเศรษฐกิจในปีนี้ได้ ดังนั้นความจำเป็นในการหามาตรการเพื่อกระตุ้น ขับเคลื่อนและพยุงเศรษฐกิจในมุมอื่นๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้

                แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลจะพยายามออกมาตรการเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ผ่านการกระตุ้นกำลังซื้อ และการบริโภคในประเทศ แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่ใช่ยาแรงเพียงพอที่จะช่วยสนับสนุนให้ตัวเลขจีดีพีเติบโตได้ตามเป้าหมาย

                จนล่าสุด “อุตตม” ต้องออกมายอมรับว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณารูปแบบของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมาเพิ่มเติมในช่วงปลายปี โดยมาตรการที่เตรียมจะออกมานี้จะต้องกระจายไปในหลากหลายกลุ่มจากที่ได้ออกมาตรการชิมช้อปใช้ และมาตรการช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงก่อนหน้า

                “ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารูปแบบของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหมาะสมที่สุด เพราะต้องการให้เมื่อดำเนินการไปแล้วจะเกิดประโยชน์ และเป็นผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแท้จริง เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยืนยันว่าหากได้ข้อสรุปถึงรูปแบบของมาตรการที่เหมาะสมแล้ว ก็พร้อมจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาทันทีก่อนสิ้นปีนี้แน่นอน” นายอุตตมระบุ

                อย่างไรก็ตาม คงต้องมาติดตามกันดูต่อไปว่า กระสุนดันเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ จะมีแรงส่งเพียงพอที่จะประคับประคองให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตได้ตามเป้าหมายหรือไม่ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจในปีนี้ลงจาก 3% มาเหลือ 2.6-2.8% แล้วก็ตาม แต่ด้วยแรงกดดันที่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากนอกประเทศ ถือว่ามีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมาก นอกเหนือจากแรงส่งในประเทศที่เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในขณะนี้. 

ครองขวัญ รอดหมวน


เรื่อง "เรือดำน้ำ"..........ถูกทำให้กลับมาเป็นข่าวอีก!โฆษกคณะอนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ ปี ๖๓ "นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร" ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลง เมื่อศุกร์ที่ ๖ ธ.ค.๖๒ ว่าในส่วน "งบกองทัพเรือ"

ทหารเกณฑ์ 'เกณฑ์ไปทำไม?'
ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ
มีอะไรเสนอนอกจาก 'แบน'?