ไมตรี‘ศาสนจักร’ แน่นแฟ้นงดงาม


   

 "ในหลวง-พระราชินี" ทรงพระกรุณาโปรดให้สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเข้าเฝ้าฯ ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมเสด็จเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช สืบสานไมตรีศาสนจักรโรมันคาทอลิกกับพุทธจักรไทยแน่นแฟ้นและงดงาม "โป๊ป" ประทานพระดำรัสอำนวยพรปวงชนชาวไทยทุกคน  ก่อนเสด็จทรงประกอบพิธีมิสซา "ปชช." กว่า 5 หมื่นคนรอรับเสด็จเนืองแน่นสนามศุภฯ

    ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 21 พ.ย.62 เวลา 09.00 น. สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกและนครรัฐวาติกัน เสด็จมาที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการของรัฐบาลไทย โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมคณะรัฐมนตรี เฝ้ารับเสด็จ
    พล.อ.ประยุทธ์ได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จตามพรมแดงไปยังแท่นรับความเคารพ ณ สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า จากนั้นกราบทูลเชิญเสด็จไปยังห้องสีงาช้าง ด้านนอกของตึกไทยคู่ฟ้า สมเด็จพระสันตะปาปาทรงลงพระนามในสมุดเยี่ยม และทอดพระเนตรของที่ระลึกที่ทั้งสองฝ่ายมอบให้แก่กัน และนายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ณ ห้องสีงาช้าง
    ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้า นายกรัฐมนตรีกราบทูลเชิญสมเด็จพระสันตะปาปาไปยังตึกสันติไมตรีหลังนอก เพื่ออนุญาตให้คณะทูตานุทูต คณะรัฐมนตรี แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าเฝ้ารับเสด็จ
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถวายการต้อนรับว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสถวายการต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาในโอกาสเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในปีนี้ตรงกับวาระครบรอบ 350 ปี การจัดตั้งคณะมิสซังคาทอลิกแห่งสยาม และเป็นวาระครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับนครรัฐวาติกัน ขอชื่นชมพระกรณียกิจของสมเด็จพระสันตะปาปา ที่ทรงให้ความสำคัญกับการสร้างความสามัคคี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพในโลก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนทุกศาสนา
    จากนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาได้ประทานพระดำรัสว่า ข้าพเจ้าขอขอบคุณที่ท่านได้ให้โอกาสแก่ข้าพเจ้าในการที่ได้มาอยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลาย ทั้งยังได้ดำเนินการอำนวยความสะดวกแก่ข้าพเจ้าและคณะ เพื่อให้ได้มาเยือนผืนแผ่นดินไทย อันอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย และยังเป็นประเทศที่ยังคงรักษามรดกทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม อันได้แก่ วัฒนธรรมการให้การต้อนรับ ซึ่งข้าพเจ้าได้ประสบด้วยตัวเอง และปรารถนาที่จะเป็นพยานยันยืนถึงสิ่งนี้ เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีระหว่างประเทศและประชาชนทั่วโลก
ทรงอำนวยพรชาวไทย 
    สมเด็จพระสันตะปาปาประทานพระดำรัสตอนหนึ่งว่า ข้าพเจ้ารู้สึกยินดียิ่งที่ได้มีโอกาสพบปะท่านผู้ซึ่งเป็นผู้ปกครองบริหารประเทศ ผู้นำทางศาสนา และสังคม ผ่านทางท่านทั้งหลายนี้ ข้าพเจ้าขออำนวยพรไปยังบรรดาปวงชนชาวไทยทุกคน ขอแสดงความเคารพนับถือต่อบรรดาทูตานุทูตทุกท่าน และในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ประเทศได้ผ่านการเลือกตั้ง อันเป็นก้าวสำคัญในการกลับมาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย 
    สมเด็จพระสันตะปาปาประทานพระดำรัสด้วยว่า เราทั้งหลายทราบดีแล้วว่า ปัญหาของโลกในปัจจุบันเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อทุกส่วนของโลก เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวมนุษยชาติ และเรียกร้องให้มีความตั้งใจจริงในการที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมระหว่างประเทศ และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างประชาชนทุกหมู่เหล่า ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งในการที่ประเทศไทยกำลังจะหมดวาระของการเป็นประธานของกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมแรงร่วมใจในการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญ และยังเป็นหนทางในการที่จะนำไปสู่ความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรม
    สมเด็จพระสันตะปาปาประทานพระดำรัสว่า ข้าพเจ้าขอกล่าวสั้นๆ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของผู้ย้ายถิ่น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ในปัจจุบัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การอพยพย้ายถิ่นฐาน แต่อยู่ที่สถานการณ์อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการอพยพย้ายถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาทางด้านจริยธรรมที่สำคัญยิ่งในยุคสมัยของเรา เราไม่สามารถปฏิเสธวิกฤตการณ์ปัญหาผู้อพยพ วิกฤตการณ์นี้ไม่สามารถมองข้ามได้ ประเทศไทยเองเคยเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงว่าเป็นประเทศที่ต้อนรับผู้อพยพ โดยเฉพาะบรรดาผู้ต้องหลบหนีอย่างน่าเศร้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ข้าพเจ้าขอวิงวอนให้ประชาคมระหว่างประเทศ ดำเนินการด้วยความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาที่ผลักดันให้ประชาชนต้องหลบหนีออกจากประเทศของตน และส่งเสริมให้มีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย มีการจัดการ และมีการควบคุม
    "เรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงบรรดาสตรีและเด็กในยุคของเรา ที่ต้องเผชิญกับความรุนแรง การถูกเอารัดเอาเปรียบ และการถูกบังคับให้ทำงานเยี่ยงทาสในหลากหลายรูปแบบ ข้าพเจ้าขอชื่นชมรัฐบาลไทย รวมทั้งบุคคลและองค์กรที่ได้ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อแก้ไขปัญหาอันน่าเศร้าใจและเปิดหนทางแห่งการดำเนินชีวิตที่มีศักดิ์ศรีแก่บุคคลเหล่านี้ ปีนี้เป็นปีแห่งการครบรอบ 30 ปี ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งเป็นโอกาสดีสำหรับเราในการที่จะไตร่ตรองและดำเนินการด้วยความตั้งใจแน่วแน่ ความพากเพียรพยายาม และความเร่งด่วน เพื่อปกป้องชีวิต พัฒนาการด้านสังคม สติปัญญา โอกาสทางการศึกษา รวมทั้งการเติบโตทางด้านกายภาพ จิตใจ และจิตวิญญาณของบรรดาเยาวชน อนาคตของประชากรของเราขึ้นอยู่กับวิธีการที่เราจะสามารถรับประกันต่อเยาวชนของเราถึงการดำเนินชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในอนาคต"
    เวลา 10.00 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงรับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส 
    โอกาสนี้ สมเด็จพระสังฆราชมีพระดำรัสรับเสด็จความตอนหนึ่งว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตรสมเด็จพระสันตะปาปาผู้ทรงสมณคุณอันประเสริฐ อาตมภาพในนามคณะสงฆ์ไทย ขอถวายอนุโมทนาสาธุการในโอกาสที่มหาบพิตรเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทย และเสด็จมาทรงเยี่ยมอาตมภาพในวาระนี้ นับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพึงจดจารึกไว้เป็นศุภนิมิตแห่งน้ำใจไมตรี ที่ศาสนจักรโรมันคาทอลิกกับพุทธจักรไทยมีสืบเนื่องกันมาอย่างแน่นแฟ้น ราบรื่น และงดงามเป็นเวลาเนิ่นนานนับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
    "การเสด็จมาครั้งนี้ของมหาบพิตร จึงไม่ใช่การมาของมิตรใหม่ หากแต่เป็นการมาเยือนของมิตรแท้อันเก่าแก่ของคนไทย ระยะทางที่ห่างไกลกันหาใช่อุปสรรคของความสนิทสนมกลมเกลียวกัน" 
    ต่อมาสมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จยังโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ โดยเดินทางด้วยรถยนต์ที่นั่งมาถึงที่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ เพื่อเยี่ยมเยียนนักเรียนและคณะครูอาจารย์ที่มารอต้อนรับ จากนั้นผ่านวัดเซนต์หลุยส์ และประทานพรแก่เหล่านักบวชชายหญิง พร้อมโบกพระหัตถ์ตลอดเส้นทางเสด็จ ก่อนที่พระองค์จะเสด็จถึงโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ในเวลา 11.15 น. ท่ามกลางการต้อนรับของเหล่าคริสตชนและประชาชนที่ศรัทธาจำนวนมาก โดยช่วงหนึ่งของการเสด็จ พระองค์ได้ทรงอุ้มเด็กเล็กพร้อมจุมพิตที่หน้าผากเพื่อประทานพร โดยประชาชนทั้งสองฝั่งตลอดเส้นทางเสด็จได้โบกธงชาติไทยและธงวาติกัน พร้อมเปล่งเสียงว่า “viva il papa” เป็นภาษาอิตาเลียน ซึ่งแปลได้ว่า ขอเพื่อเป็นการสรรเสริญพระประมุขศาสนจักรโรมันคาทอลิก และพระประมุขแห่งนครรัฐวาติกัน
พร้อมกับถ่ายรูปพระองค์ไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งพระองค์ได้ทรงโบกพระหัตถ์ให้ผู้มารับเสด็จตลอดเส้นทาง
โป๊ปเสด็จเข้าเฝ้าฯ ในหลวง
    สมเด็จพระสันตะปาปาฯ เสด็จขึ้นหอประชุมพระวิสุทธิวงศ์ ชั้น 11 อาคารรวมจิต เพียรธรรม เพื่อประทานพระโอวาทแก่บุคลากร ซึ่งในโอกาสนี้ โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ได้เชิญบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลคาทอลิกอีก 3 โรงพยาบาลมาร่วมด้วย คือโรงพยาบาลเซนต์เมรี่ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 86 คน, โรงพยาบาลซานคามิลโล จังหวัดราชบุรี, โรงพยาบาลคามิลเลียน กรุงเทพฯ จำนวน 149 คน และวิทยาลัยเซนต์หลุยส์อีกจำนวน 72 คน นอกจากนี้ยังได้เชิญผู้แทนจากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) จำนวน 4 คน ผู้แทนจากลุ่มโรงพยาบาล non profit จำนวน 6 คน รวมทั้งผู้แทนจากชมรมเวชบุคคลคาทอลิคอีก 15 คน และผู้ที่ศรัทธาในแนวคำสอนและการดำเนินชีวิตของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส และในส่วนโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ มีจำนวน 445 คน มาร่วมรับฟังพระโอวาทที่หอประชุมพระวิสุทธิวงศ์ ชั้น 11 อาคารรวมจิต เพียรธรรม จำนวน 937 ที่นั่ง
    จากนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสได้เสด็จไปพบปะและประทานพรผู้ป่วยจำนวน 40 คนที่ผ่านการคัดเลือกและรับรองความปลอดภัยจากโรงพยาบาล
    ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว สมเด็จพระสันตะปาปาได้เสด็จกลับไปสถานทูตนครวาติกันโดยรถยนต์ที่นั่ง ซึ่งได้เปิดโอกาสให้บรรดาคริสตชนและประชาชนชาวไทยที่เข้าเฝ้าตลอด 2 ข้างทางได้รับเสด็จด้วย
    เวลา 17.05 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดให้สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
    สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จโดยรถยนต์ที่นั่งถึงพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทางประตูภูธรลีลาศ รถยนต์ที่นั่งเทียบที่ท้องพระโรงทางเสด็จประจำวัน พันโทสมชาย กาญจนมณี รองเลขาธิการพระราชวัง รอรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปา ณ รถยนต์ที่นั่ง
    ต่อมาทรงพระดำเนินไปยังห้องเฝ้า ทรงแลกเปลี่ยนของขวัญซึ่งจัดทอดถวายในห้องเฝ้า และฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับสมเด็จพระสันตะปาปา ประทับพระเก้าอี้ มีพระราชปฏิสันถารตามพระราชอัธยาศัย
    สมเด็จพระสันตะปาปาทูลลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงส่งเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปา ณ รถยนต์ที่นั่ง สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จโดยรถยนต์ที่นั่งออกจากพระที่นั่งอัมพรสถาน ทางประตูภูธรลีลาศ เพื่อทรงประกอบพิธีมิสซา ณ สนามกีฬาแห่งชาติ
    เวลา 17.40 น. สมเด็จพระสันตะปาปาได้เสด็จจากพระที่นั่งอัมพรสถาน มายังสนามกีฬาแห่งชาติ เมื่อเสด็จถึง ทรงเปลี่ยนรถยนต์ที่นั่ง และเสด็จทักทายผู้เข้าร่วมพิธีตั้งแต่บริเวณสนามเทพหัสดินไปจนถึงในสนามศุภชลาศัย โดยทรงโบกพระหัตถ์ทักทาย รวมทั้งทรงจับมือและศีรษะเหล่าคริสตชน ซึ่งทำให้คริสตชนบางรายถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มปีติ
ทรงประกอบพิธีมิสซา
    จากนั้น สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จเข้าที่รับรองเพื่อทรงเปลี่ยนชุด เตรียมเริ่มพิธีมิสซา ในเวลา 18.10 น. โดยสมเด็จพระสันตะปาปาทรงเทศน์หลังรับศีล และประทานพระดำรัสตอนหนึ่งว่า ผ่านไปแล้ว 350 ปี นับตั้งแต่ได้ก่อตั้งมิสซังสยาม (ค.ศ.1669-2019) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งอ้อมกอดฉันพี่น้องที่ได้รับการสถาปนาขึ้นในแผ่นดินแห่งนี้ โดยได้หว่านเมล็ดพันธุ์ซึ่งได้เติบโตขึ้นมา และผลิดอกออกผลเป็นการริเริ่มงานอภิบาลที่หลากหลาย และได้เอื้อประโยชน์ต่อทุกชีวิตในประเทศ โดยโอกาสครบรอบการเฉลิมฉลองนี้ ไม่ใช่เป็นการฉลองด้วยความโหยหาอดีต แต่เป็นเหมือนกับเปลวไฟแห่งความหวัง การระลึกถึงคุณงาม ความดี จะช่วยเราให้สามารถแบ่งปันชีวิตใหม่ 
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมเด็จพระสันตะปาปาทรงใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการเทศน์
    ในส่วนของผู้เข้าร่วมงาน มีคริสต์ศาสนิกชนเข้าร่วมประมาณ 50,000 คน ประกอบด้วยชาวไทยและชาวต่างประเทศ ส่วนใหญ่เดินทางมาเป็นหมู่คณะตามสังกัดสังฆมณฑล มีการแต่งกายด้วยเสื้อที่ทำเป็นที่ระลึกในโอกาสที่สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ รวมถึงการแต่งกายด้วยชุดไทยและชุดประจำชนเผ่าอย่างสวยงาม เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นไทยและความหลากหลายของประเทศไทย โดยเฉพาะคริสตชนคาทอลิกชนเผ่าที่มาจากเผ่าอาข่าและปกาเกอะญอ ต่างแต่งชุดชนเผ่ามาเข้าร่วมพิธี ภายในงานมีการแจกหนังสือเส้นทางแห่งรัก “โป๊ปฟรานซิส” และธงวาติกันเป็นที่ระลึก 
    ต่อมาพระคาร์ดินัลฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ประธานสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย กล่าวขอบคุณสมเด็จพระสันตะปาปา และถวายของที่ระลึกในนามศาสนจักรไทย ต่อมาสมเด็จพระสันตะปาปาถวายพรปิดพิธี และสังฆานุกรกล่าวปิดพิธี แสดงวัฒนธรรมไทย 4 ภาค “พิธีสนามนาฏศิลป์ งามหยาดหยดริน ถิ่นสยาม” จากโรงเรียนในเครือภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ต และมีการรำถวายพระพร ในเวลา 20.00 น.
    น.ส.กวิตา ภาลีขันธ์ นักศึกษาปีที่ 2 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คณะเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์การเกษตร กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้เข้าร่วมรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส พระประมุขของชาวคริสตชนทั่วโลก และได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวในพิธีบูซามิสซาในครั้งนี้ เพราะว่าไม่ได้มีโอกาสง่ายๆ ที่จะได้เข้าเฝ้าพระองค์อย่างใกล้ชิด
    “สำหรับตัวเอง ในฐานะคริสตชนคาทอลิกคนหนึ่ง ได้มีการเตรียมตัวในการเข้าร่วมมิสซา ไม่ว่าจะเป็นการรับศีลแก้บาป สวดภาวนา เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและการเตรียมจิตใจในการขอพระพรให้ตัวเอง ครอบครัว และประเทศ” น.ส.กวิตาเผยความรู้สึก.
 


ทำไม......... "พรรคอนาคตใหม่" จึงรณรงค์เรื่อง "ยกเลิกเกณฑ์ทหาร" ชนิดเอาเป็น-เอาตาย? ไม่ใช่เพราะ พล.ท.พงศกร สอบไม่ผ่านเข้าโรงเรียนเสธฯ หรอกนะ

ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ
มีอะไรเสนอนอกจาก 'แบน'?
จากสภาสู่ 'พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์'