ถกด่วน!ห่วงเชื่อมั่นระส่ำ ส่งออกวูบติดลบเดือนที่3


เพิ่มเพื่อน    

 "สมคิด" ถกด่วน "อุตตม" ห่วงเชื่อมั่นระส่ำ เร่งเข็นแพ็กเกจชุดใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี สั่ง ธ.ก.ส.ออกมาตรการช่วยเกษตรกร ส่งออก ต.ค.ยังไม่ฟื้น วูบ 4.54% ติดลบเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน พาณิชย์มั่นใจทั้งปีติดลบ 1.6% คาดปี 63 กลับมาบวกได้

    ที่กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเข้าหารือกับนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นการด่วน โดยได้เรียกนายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าร่วมหารือถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และหามาตรการใหม่เพื่อออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงปลายปีว่า เศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงที่สุดตอนนี้คือเรื่องความเชื่อมั่น ซึ่งเศรษฐกิจปีนี้เป็นปีที่สำคัญ ต้องไม่ให้แรงส่งในการสนับสนุนขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวมากเกินไป เพื่อที่จะได้เพียงพอในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีหน้าและระยะต่อไปได้
    "เศรษฐกิจช่วงเวลานี้สำคัญ ทุกคนต้องช่วยกัน เพื่อให้การขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ของปีนี้ดีขึ้่น เพื่อเป็นแรงส่งต่อให้เศรษฐกิจปีหน้า เพราะตอนนี้คนไม่รู้ว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงต้องดูแลเศรษฐกิจไทยปีนี้ให้แข็งแรง" นายสมคิดระบุ
    สำหรับการส่งออกไทยในเดือน ต.ค.2562 ที่ยังขยายตัวติดลบมากนั้น ต้องไปถามกระทรวงพาณิชย์ว่าจะแก้ไขอย่างไร โดยต้องยอมรับว่าการส่งออกที่ชะลอตัวมากโทษใครไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวเป็นผลมาจากสงครามการค้า ที่กระทบการส่งออกทุกประเทศในโลก ดังนั้นทุกคนต้องช่วยกันแก้ปัญหา อย่างไรก็ดี ในส่วนของกระทรวงการคลัง ได้เตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งจะมีการประกาศออกมาเร็วๆ นี้
    รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า นายสมคิดได้สั่งให้กระทรวงการคลังเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในสัปดาห์หน้า โดยช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อย โดย ธ.ก.ส.จะออกมาตรการให้เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งจะถึงฤดูการเก็บเกี่ยวในไม่ช้านี้ 
    นอกจากนี้ ยังให้ ธ.ก.ส.ไปพิจารณาความเป็นไปได้ของการพักหนี้กองทุนหมู่บ้านให้กับลูกหนี้ ว่าสามารถทำได้หรือไม่ เพื่อช่วยเหลือความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยอีกทางหนึ่ง รวมทั้งจะมีมาตรการเสริมมาตรการชิมช้อปใช้ ให้มีการจับรางวัลชิงโชคทองคำมูลค่าสูง เพื่อกระตุ้นให้ผู้ได้สิทธิ์ในโครงการประมาณ 15 ล้านคน ใช้เงินในกระเป๋าตัง 2 มากขึ้น ซึ่งมีการใช้เพิ่มมากขึ้นวันละ 200-300 ล้านบาท โดยธนาคารกรุงไทยจะเป็นผู้ดำเนินการ จะทำให้มีการใช้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปลายปีนี้เพิ่มมากขึ้น
    วันเดียวกัน น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือน ต.ค.2562 มีมูลค่า 20,757.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 4.54% เป็นการขยายตัวติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน เพราะการส่งออกยังคงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางจากมาตรการกีดกันทางการค้า ส่งผลให้เศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญชะลอตัวลงในรอบหลายปี ทำให้มีการนำเข้าสินค้าลดลง และยังได้รับผลกระทบจากการลดลงของราคาน้ำมัน ทำให้มูลค่าส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปลดถึง 35.40% และสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันลด 25.8% แต่หากหักมูลค่าการส่งออกน้ำมันและทองคำออก จะเหลือติดลบเพียง 1% เท่านั้น ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 20,251.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 7.57% โดยยังเกินดุลการค้ามูลค่า 506.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
         ขณะที่การส่งออกในช่วง 10 เดือนของปี 2562 (ม.ค.-ต.ค.) มีมูลค่า 207,329.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.35% การนำเข้ามีมูลค่า 199,441.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 4.09% เกินดุลการค้ามูลค่า 7,887.9 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตาม แม้การส่งออกจะลดลง แต่มูลค่าที่ทำได้เกิน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าเป็นระดับที่น่าพอใจ และยังพบอีกว่าการส่งออกสินค้าหลายตัวเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะตัวที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า เช่น คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนประกอบ เป็นบวกได้ในรอบ 13 เดือน มูลค่าใกล้เคียงกับช่วงก่อนที่มาตรการภาษีภายใต้สงครามการค้าจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบเดือน ก.ย.2561 และแผงวงจรไฟฟ้า เป็นบวกได้ในระยะ 2 เดือนที่ผ่านมา
    นอกจากนี้ ยังมีสินค้าหลายรายการมีสัญญาณการส่งออกขยายตัว โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร เช่น น้ำตาลทราย, ผัก ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งกระป๋องและแปรรูป, ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ, เครื่องดื่ม และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง และสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง, รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ, เครื่องนุ่งห่ม, เครื่องสำอางสบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว, แผงสวิตช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า, เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน และนาฬิกาและส่วนประกอบ
     อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าสำคัญหลายรายการที่การส่งออกยังคงลดลง เช่น ข้าว, ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง, ยางพารา, กุ้งสดแช่แข็งและแปรรูป, สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน, เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์, เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบ เป็นต้น
    สำหรับตลาดส่งออก ส่วนใหญ่หดตัว ทั้งสหภาพยุโรป (15 ประเทศ) ลด 8.8%, อาเซียน (9 ประเทศ) ลด 9.3%, จีน ลด 4.2%,  อินเดีย ลด 17.2%, ฮ่องกง ลด 3.4%, เกาหลีใต้ ลด 1.15%, ทวีปออสเตรเลีย ลด 7.1%, ลาตินอเมริกา ลด 13.2%,  รัสเซียและซีไอเอส ลด 10.8% เว้นสหรัฐ เพิ่ม 4.8%, ญี่ปุ่น เพิ่ม 0.5%, สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 97%
    ส่วนการนำเข้าเดือน ต.ค.2562 ที่ลดลง 7.57% มาจากการลดลงของสินค้าเกือบทุกหมวด โดยหมวดเชื้อเพลิง ลด 28.5%, สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ลด 9.3%, สินค้าอุปโภคบริโภค ลด 0.8% ยกเว้นยานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง เพิ่ม 3.1%, อาวุธยุทธปัจจัย และสินค้าอื่นๆ เพิ่ม 18.9% รวมถึงสินค้าทุน เพิ่ม 3.1% และยังมีการนำเข้าเครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 79.3%, รถไฟ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 293.6%
    "ในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีนี้ คาดว่าการส่งออกเดือนพ.ย.2562 น่าจะยังติดลบอยู่ แต่จะเป็นบวกในเดือน ธ.ค.2562 เพราะเดือน ธ.ค.2561 ฐานต่ำมาก มีมูลค่าเพียง 19,400 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ทำให้ภาพรวมการส่งออกทั้งปี 2563 น่าจะขยายตัวติดลบ 1.55-1.60% ไม่น่าจะติดลบถึง 2% ส่วนปี 2563 ประเมินว่าการส่งออกจะกลับมาเป็นบวกได้ โดยส่วนตัวมองว่าน่าจะบวกได้ใกล้เคียง 2% แต่ต้องรอเป้าหมายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง" น.ส.พิมพ์ชนกระบุ
    ที่รัฐสภา นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร โฆษกคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาศึกษาเรื่องการประเมินผลเบื้องต้นของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชิมช้อปใช้ โดยเชิญนายภาวิน ศิริประภานุกูล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมประชุม สรุปได้ว่านโยบายชิมช้อปใช้ เป็นนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ไม่สามารถเติบโตในระยะยาวได้ โดยมีข้อเสนอแนะคือ ภาครัฐควรเน้นการใช้จ่ายที่มุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อยและไม่มีหนี้ เนื่องจากจะเกิดการใช้จ่ายเงินทันทีและไม่ใช้เพื่อการชำระหนี้.


บอกก่อน.....ผมไม่รู้จริงๆ ว่า "พรรคพลังประชารัฐ" เขาเล่นอะไรกัน?รัฐบาลกำลังไปได้ดีจู่ๆ ก็เล่นเกมชิงเก้าอี้ "หัวหน้าพรรค" โดย กก.บห. "เกินกึ่งหนึ่ง" รวมหัวกัน ยื่นหนังสือลาออก เมื่อวาน (๑ มิ.ย.๖๓)เป็นผลให้คณะกรรมการบริหารพรรค "พ้นตำแหน่ง" ทั้งคณะ ต้องเลือกตั้ง กก.บห.กันใหม่ทั้งหมด ภายใน ๔๕ วัน!

"การเมืองวันที่ไม่มีประยุทธ์"
เมื่อ "ทัวร์ลง" เดือนพฤษภา.
"ความต่างระหว่างคนกับสัตว์"
ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'