สั่งแจงยืดจัดเก็บ3สารเคมี6ด.


เพิ่มเพื่อน    

 "มนัญญา" สับกรมวิชาการเกษตร สั่งทำหนังสือด่วนชี้แจงขอยืดเวลาจัดเก็บ 3 สารเคมีไปอีก 6 เดือน ยกข้อตกลงในที่ประชุมอ้างเก็บเรียบจบได้ 1 เดือน ตีแสกหน้าบิ๊กข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ขณะที่นักวิชาการเตือนต้องมีมาตรการรองรับสร้างหลักประกันอาหารปลอดภัยระยะยาว ไม่กระทบเศรษฐกิจ 

    เมื่อวันอาทิตย์ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า วันที่ 25 พ.ย. ตนจะสั่งการให้กรมวิชาการเกษตรทำหนังสือชี้แจงโดยด่วนถึงข้อเสนอเรื่องการยืดเวลาบังคับใช้ในการจัดเก็บคืนสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ออกไปอีก 180 วัน หรือ 6 เดือน ว่าจริงหรือไม่ที่เสนอคณะทำงานหามาตรการช่วยเหลือเกษตรให้พิจารณา โดยอ้างว่ามีสต๊อกเหลือกว่า 2.8 หมื่นตัน หลังจากที่มีการประกาศแบน 3 สาร วันที่ 1 ธ.ค.62
    น.ส.มนัญญาระบุว่า ให้กรมวิชาการเกษตรชี้แจงมาโดยด่วน  ถึงเหตุผลในการยืดเวลาจัดเก็บสาร เพราะที่ผ่านมาได้ประชุมหลายครั้ง ไม่ได้มีการแจ้งจะยืดเวลาจัดเก็บสารแต่อย่างใด เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงเช้าเมื่อวันที่ 22 พ.ย. ตนได้เรียกประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศกว่า 300 คน ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติในทุกขั้นตอนการจัดเก็บ 3 สารเคมี ซึ่งได้ถามย้ำถึง 3 รอบ และใกล้จบการประชุมยังถามย้ำอีกว่าใครมีปัญหาในการลงพื้นที่จัดเก็บสารเคมีหรือไม่ในเวลา 30 วัน และผู้บริหารกรมก็อยู่ ยกเว้นอธิบดี เพราะมีการประกาศแบน 3 สารให้มีผลวันที่ 1 ธ.ค. ต้องทำทันทีในการแจ้งครอบครองสาร 15 วัน และส่งมอบคืนใน 15 วัน ทุกคนบอกไม่มีปัญหา 
    "แต่ปรากฏว่าในช่วงบ่ายวันเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรมาเสนอที่ประชุมคณะทำงานพิจารณามาตรการเยียวยาผลกระทบเกษตรกรหลังเลิกใช้ 3 สาร ที่มีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน กลับมีการเสนอขอยืดเวลาการบังคับใช้แบน 3 สารไปอีก 6 เดือน อ้างว่า 30 วันจัดเก็บสารส่งคืนบริษัทไม่ทัน ทั้งนี้ ยังมีเรื่องสต๊อกสารคงเหลือยังมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประชุมวันที่ 21 พ.ย.รายงานเหลือ 3.8 หมื่นตัน มาอีกวันเหลือ 2.8 หมื่นตัน ดังนั้นกรมวิชาการเกษตรต้องทำหนังสือชี้แจงมาทั้งหมด" น.ส.มนัญญาระบุ
    รมช.เกษตรและสหกรณ์ระบุด้วยว่า ตนจะมีหนังสือถามไปเรื่องเสนอยืดเวลาว่าทำไมตอนประชุมกรมวิชาการเกษตรไม่มีการคัดค้าน ได้ถามถึง 3-4 ครั้ง มีปัญหาไหมในการจัดเก็บคืน ซึ่งสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอยู่ฟังในห้องด้วยกันเป็นพยานได้ เรื่องนี้กรมวิชาการเกษตรต้องมีหนังสือมาตอบให้ชัดเจน และเป็นกรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนเอง อีกทั้งตัวเลขงบเยียวยาเกษตรกรกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท เป็นตัวเลขที่ห่างไกลกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ของบในการดำเนินการเรื่องจักรกลการเกษตรมาช่วยลดต้นทุนทำเกษตร และมีความถาวร ซึ่งได้สอบถามความต้องการของเกษตรกรมาทั้งหมดเลย เป็นเกษตรกรแท้จริง มีตัวตน แท้จริง อยู่ที่ไหน ทำเพาะปลูกอะไร มีรายชื่อชัดเจน มีรายชื่อทุกสหกรณ์ ของบแค่กว่า 200 ล้าน เกษตรกรกว่า 1 แสนคนเท่านั้น 
    น.ส.มนัญญาย้ำด้วยว่า ในฐานะดูแลกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติทุกพื้นที่ ไม่มีปัญหาใด แต่คณะทำงานที่ปลัดเกษตรฯ เป็นประธานไปประชุมกันกลับเป็นอีกอย่าง ซึ่งไม่ทราบเช่นกันทำไมเปลี่ยนไป และยังไม่รู้ว่าจะนำเรื่องยืดเวลา 6 เดือน เข้าคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่จะประชุมวันที่ 27 พ.ย.นี้ โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธานหรือไม่ จึงต้องเรียกหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงจากกรมวิชาการเกษตรมาถึงตนเองในวันจันทร์นี้
    “พี่ทำมาสุดมือ ทำสุดเอื้อม เพื่อพี่น้องประชาชน รักษาพี่น้องคนไทย รักษาเกษตรกร ทำในฐานะที่ดูแลกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพราะต้องการรักษาสุขภาพเกษตรกร รักษาสุขภาพคนไทยให้เป็นของขวัญปีใหม่ ไปเที่ยวกับครอบครัวทุกคนได้กินอาหารที่ปลอดภัย ได้สูดอากาศบริสุทธิ์” น.ส.มนัญญากล่าว  
    วันเดียวกัน ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า ควรมีทางเลือกอื่นๆ ทดแทนการใช้สารเคมี ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อรองรับการแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชความเสี่ยงสูง 3 ชนิดให้ทันโดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ผลิตและเศรษฐกิจของประเทศ 
    ผศ.อนุสรณ์ระบุว่า เราควรเดินหน้าปรับเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนให้ได้ 100% และคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรได้ทำหน้าที่ศึกษาเรื่องดังกล่าว และยังได้เสนอให้รัฐบาลชดเชยและสนับสนุนเกษตรกรที่ต้องปรับเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีที่มีความเสี่ยงสูงไปสู่การใช้สารทางเลือกและการพัฒนาไปสู่ระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน
    "ขอเตือนว่าเศรษฐกิจไทยอาจทรุดตัวลงไปอีก หากไม่มีมาตรการรองรับการแบน 3 สารเคมีจำกัดวัชพืชอันตรายหากภาคเกษตรกรรม ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ห่วงโซ่อุปทานและการผลิตเหล่านี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี การมีมาตรการรองรับผลกระทบจากการแบนสารเคมีจึงเป็นการประกันความสำเร็จของความพยายามในการทำให้เกิดอาหารปลอดภัยในระยะยาว และไม่กระทบต่อเศรษฐกิจ ภาคการผลิต ภาคการค้า" ผศ.อนุสรณ์ระบุ.


 


บอกก่อน.....ผมไม่รู้จริงๆ ว่า "พรรคพลังประชารัฐ" เขาเล่นอะไรกัน?รัฐบาลกำลังไปได้ดีจู่ๆ ก็เล่นเกมชิงเก้าอี้ "หัวหน้าพรรค" โดย กก.บห. "เกินกึ่งหนึ่ง" รวมหัวกัน ยื่นหนังสือลาออก เมื่อวาน (๑ มิ.ย.๖๓)เป็นผลให้คณะกรรมการบริหารพรรค "พ้นตำแหน่ง" ทั้งคณะ ต้องเลือกตั้ง กก.บห.กันใหม่ทั้งหมด ภายใน ๔๕ วัน!

"การเมืองวันที่ไม่มีประยุทธ์"
เมื่อ "ทัวร์ลง" เดือนพฤษภา.
"ความต่างระหว่างคนกับสัตว์"
ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'