ดต.เครียดต้องคดี ระเบิดขมับคาสน.


เพิ่มเพื่อน    

 ดาบตำรวจ สน.ทองหล่อ ระเบิดขมับตัวเองคาโรงพัก อาการโคม่า พบเครียดศาลนัดฟังคำพิพากษา 28 พ.ย. ในคดีปลอมบัตรเครดิต เผยเพิ่งได้กลับเข้ารับราชการหลังถูกให้ออก

    เมื่อเวลา 02.27 น. วันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ พ.ต.อ.นิติวัฒน์ แสนสิ่ง ผกก.สน.ทองหล่อ รับแจ้งเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธปืนประจำตัวขนาด 9 มม. จ่อยิงที่ศีรษะตัวเอง ภายในห้องทำงานชั้นหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับห้องรับแจ้งความ จึงไปตรวจสอบ พบร่าง ด.ต.กิตติวุฒิ ชูหนู อายุ 51 ปี เสมียนคดี นอนหายใจรวยรินอยู่บนโซฟา ข้างตัวมีปืนพกขนาด 9 มม. ตกอยู่ จึงได้ประสานรถพยาบาลจากมูลนิธิร่วมกตัญญูเข้าช่วยเหลือนำตัวส่งโรงพยาบาลคามิลเลียน
    พ.ต.อ.นิติวัฒน์เผยว่า ก่อนเกิดเหตุตนเองยังลงมาร่วมเชียร์ฟุตบอลคู่ระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด กับผู้ตาย ซึ่งมีอาการเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม ทราบว่าปกติ ด.ต.กิตติวุฒิเป็นคนไม่ค่อยพูด ก่อนหน้านี้ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นสายตรวจ ต่อมาถูกดำเนินคดีในข้อหาปลอมแปลงบัตรเครดิตและถูกสั่งให้ออกจากราชการ ก่อนที่จะได้กลับมาทำงานเมื่อไม่นาน จึงให้มาอยู่ในตำแหน่งเสมียนคดีแทน ส่วนสาเหตุที่ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองนั้น น่าจะเกิดจากความเครียดที่ ด.ต.กิตติวุฒิจะต้องไปขึ้นศาลในฐานะจำเลยในคดีบัตรเครดิต ในวันที่ 28 พ.ย.นี้ 
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพ ด.ต.กิตติวุฒิเดินออกมาสูบบุหรี่อยู่หน้า สน. ก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปปิดไฟในห้องและใช้อาวุธปืนจ่อยิงที่ศีรษะทันที ซึ่งขณะนี้ ด.ต.กิตติวุฒิยังอยู่ในห้องไอซียู 
    ต่อมา พล.ต.ต.สามารถ ศรีสิริวิบูลย์ชัย ผบก.น.5 เดินทางไปยัง สน.ทองหล่อ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เร่งสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์ เพื่อนร่วมงาน และคนในครอบครัว เพื่อหามูลเหตุจูงใจ ด.ต.กิตติวุฒิในการก่อเหตุดังกล่าว ส่วนกรณี ด.ต.กิตติวุฒิเคยถูกดำเนินคดีในข้อหาปลอมแปลงบัตรเครดิตในพื้นที่ สน.มักกะสัน เมื่อปี 2557 แต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง กระทั่งปี 2560 ถูกจับกุมอีก และถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน สั่งให้ออกจากราชการ ก่อนที่จะกลับเข้ามาขอรับราชการเมื่อไม่นาน ซึ่งในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ ศาลอุทธรณ์นัดฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าว สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเกิดความเครียดจากปัญหาส่วนตัว แต่ก็ต้องรอผลการสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องก่อน ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับ ด.ต.กิตติวุฒินั้น ที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชาเคยรับทราบมาก่อนหน้านี้หรือไม่ หากรับทราบ มีการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำหรือไม่ แต่หากรับทราบ ไม่ช่วยเหลือ ไม่แก้ไข  ผู้บังคับบัญชาก็อาจมีความผิดทางวินัย ฐานปล่อยปละละเลยไม่ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา โดยจะพยายามป้อมกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวได้อีก.    
 


 ยินดีกับ "โอ๊ค-พานทองแท้" เขาหน่อย! เพราะเมื่อวาน (๒๘ พ.ค.๖๓) มีรายงานอ้าง "แหล่งข่าว" เผยแพร่ ว่าคดีร่วมกันฟอกเงินทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย ๑๐ ล้านบาท ที่ "โอ๊ค-พานทองแท้" เป็นจำเลย และศาลชั้นต้นยกฟ้องไปเมื่อ ๒๕ พ.ย.๖๒ 

ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'
"ฝันดี-ฝันร้าย"ของไทยวันนี้
"โลกเปลี่ยนไป-ไทยเปลี่ยนรวย"
ไม่มีประยุทธ์ "พปชร.ขายอะไร?"